บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 หาทางหนี

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายฉกรรจ์ย่ำเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าบานประตูไม้ที่ถูกสับกุญแจไว้จากด้านนอก

เสิ่นจ้าวหนิงยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นซีเมนต์เย็นเฉียบ ควบคุมจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอ แสร้งทำเป็นสลบไสลไม่ได้สติ ประสาทสัมผัสของเธอเปิดรับทุกความเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวัง

“กระเป๋าของมันอยู่ไหน” เสียงแหบพร่าของเหอเสี่ยง นายหน้าค้ามนุษย์ ถามลอดช่องประตูเข้ามา “ในนั้นมีเอกสารสำคัญ ฉันต้องเอากลับไปเดี๋ยวนี้”

ซ่งกุ้ยเฟินจิ๊ปากอย่างขัดใจ “ฉันจะไปรู้รึ ตอนพาตัวเข้ามาก็เห็นมีอยู่แค่นั้น มืดขนาดนี้ใครจะไปหาเจอ”

จ้าวหนิงที่นอนตะแคงอยู่เบิกตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิด สมองของอดีตเจ้าแม่มาเฟียประมวลผลอย่างรวดเร็ว เอกสารสำคัญ? การที่นายหน้าค้ามนุษย์จงใจวกกลับมาเพื่อหากระเป๋าของเหยื่อกลางดึก แปลว่าเป้าหมายหลักของการลักพาตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขายเธอเพื่อเอาเงินแสนหยวน แต่มีคนต้องการ ‘ลบร่องรอย’ บางอย่างที่ติดตัวเธอมาด้วย

กระเป๋าสะพายใบเล็กถูกกุ้ยเฟินรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจายไปก่อนหน้านี้แล้ว จ้าวหนิงขยับปลายเท้าอย่างเงียบเชียบที่สุด ดันกระเป๋าเปล่าใบนั้นให้เลื่อนไปหยุดอยู่ตรงแสงสว่างที่ลอดเข้ามาจากใต้รอยแยกของประตู

“นั่นไง! วางอยู่ตรงนั้นไง” กุ้ยเฟินร้องขึ้นเมื่อส่องไฟฉายผ่านร่องกระดาน หล่อนรีบไขกุญแจ แง้มประตูเพียงเล็กน้อยแล้วล้วงมือเข้าไปหยิบกระเป๋าใบนั้นส่งให้ชายหนุ่ม “เอ้า เอาไป! ค้นจนเกลี้ยงแล้ว ไม่มีอะไรหรอก”

เหอเสี่ยงรับกระเป๋าไปเปิดดูอย่างร้อนรน เมื่อพบว่ามันว่างเปล่าเขาก็สบถคำหยาบออกมา “บัดซบ! ต้องมีคนหยิบไปแน่ๆ” เขาไม่มีเวลามาสนใจผู้หญิงที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น ชายหนุ่มหมุนตัวเดินตึงตังออกไปที่รถเพื่อค้นหาเอกสารที่เขาต้องการต่อ การกระทำนั้นซื้อเวลาอันมีค่าให้จ้าวหนิงได้พักฟื้นร่างกายที่ยังคงอ่อนล้า

เสียงกุญแจถูกสับล็อกอีกครั้งพร้อมกับความเงียบที่โรยตัวลงมา

รุ่งเช้า แสงแดดลอดผ่านช่องลมเล็กๆ เข้ามาแยงตา ฤทธิ์ยาในร่างกายเริ่มเจือจางลงบ้างแล้ว แต่เสิ่นจ้าวหนิงยังคงรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว ประตูไม้ถูกเปิดออกอีกครั้ง ซ่งกุ้ยเฟินโยนหมั่นโถวเย็นชืดเข้ามาหนึ่งลูก ก่อนจะหันไปสั่งเด็กหนุ่มที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างหลัง

“ซ่งอัน แกเฝ้ามันไว้ให้ดี ถ้ามันตื่นหรือคิดจะหนี ฉันจะตีแกให้ตาย!” หล่อนขู่ตะคอกใส่หลานชายที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ก่อนจะรีบเดินออกไปจัดการธุระที่หน้าบ้าน

ซ่งอันยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตู สายตาหวาดระแวงมองซ้ายมองขวา

จ้าวหนิงค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เธอไม่ได้พุ่งเข้าไปแย่งกุญแจหรือใช้กำลัง เพราะรู้ดีว่าร่างกายตอนนี้อ่อนแอเกินไป เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเด็กหนุ่ม ไม่ใช้น้ำเสียงแข็งกร้าว แต่เลือกใช้ความสงบเยือกเย็นในการเจรจา

“ซ่งอัน” เธอเรียกชื่อเขาสั้นๆ

เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปครึ่งก้าว

“นายอยากไปหาพี่สาวไหม” เธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น

ดวงตาของซ่งอันเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำว่าพี่สาว “พี่... ซ่งเหม่ย” เขาพึมพำเสียงสั่น

“ใช่ ฉันจะพานายไปหาเธอ” จ้าวหนิงยื่นข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาที่สุด เธอไม่ได้ข่มขู่ แต่กำลังมอบทางเลือก “แต่เราต้องไปด้วยกัน นายเลือกเองว่าจะอยู่ที่นี่ให้ป้าตี หรือจะไปกับฉัน”

ซ่งอันมีสีหน้าลังเล ความหวาดกลัวป้าที่ฝังลึกทำให้เขาก้าวขาไม่ออก เขากัดริมฝีปากจนห้อเลือด “ผม... ผมจำเบอร์พี่ได้ แต่ผมไม่มีโทรศัพท์ ป้าไม่ให้ใช้”

“ไม่เป็นไร แค่นายจำได้ก็พอ” จ้าวหนิงตอบกลับทันที เธอใช้สายตาให้กำลังใจ “ปลดกลอนซะ แล้วเราจะออกไปจากที่นี่ด้วยกัน”

จังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงแตรรถบรรทุกดังลั่นมาจากลานหน้าบ้าน รถส่งของคันใหญ่แล่นเข้ามาจอด กุ้ยเฟินกำลังวุ่นวายอยู่กับการโวยวายต่อรองราคาสินค้ากับคนขับ ประตูรั้วหน้าบ้านถูกเปิดทิ้งไว้กว้างขวาง เสียงเครื่องยนต์และเสียงทะเลาะเบาะแว้งดังกลบความเคลื่อนไหวทุกอย่าง

นี่คือโอกาสเดียวของพวกเธอ

ซ่งอันตัดสินใจเอื้อมมืออันสั่นเทาไปปลดกลอนประตู จ้าวหนิงฝืนลุกขึ้นยืน แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นระริกเหมือนพร้อมจะทรุดลงได้ทุกเมื่อ แต่จิตวิญญาณข้างในกลับมั่นคงดุจหินผา เธอพยักหน้าให้เขา ทั้งสองคนอาศัยจังหวะชุลมุนลอบเดินเลาะไปตามกำแพงทึบด้านหลัง หลบเร้นสายตาคนในบ้านออกไปสู่ถนนสายเล็กๆ ได้สำเร็จ

จ้าวหนิงเดินลัดเลาะไปตามทางฝุ่น เธอรู้ขีดจำกัดของตัวเองดี ร่างกายนี้ไม่สามารถวิ่งหนีไปได้ไกล เธอต้องการพื้นที่สาธารณะ ต้องการสายตาของผู้คนเพื่อเป็นเกราะกำบัง

เดินมาได้เพียงไม่ถึงสิบนาที เธอก็เห็นร้านขายของชำเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน มีกลุ่มคนแก่กำลังนั่งเล่นหมากรุกและจิบชาอยู่หน้าร้าน จ้าวหนิงเร่งฝีเท้าที่หนักอึ้งตรงเข้าไปหาเป้าหมาย

แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นชายคาของร้าน เสียงตะโกนดุดันก็ตวาดลั่นมาจากด้านหลัง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

เหอเสี่ยงวิ่งกระหืดกระหอบตามมา ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาพุ่งตรงเข้ามาคว้าแขนของจ้าวหนิงไว้แน่นจนเธอรู้สึกเจ็บร้าวไปถึงกระดูก

“ปล่อย!” เธอสะบัดเสียงใส่

นายหน้าหนุ่มรีบปรับสีหน้า หันไปฉีกยิ้มจอมปลอมให้กับพวกชาวบ้านที่หันมามองด้วยความประหลาดใจ “ขอโทษทีครับลุงๆ ป้าๆ ญาติผมคนนี้สติไม่ค่อยดี ป่วยหนัก ชอบหนีออกจากบ้าน คิดว่าตัวเองถูกคนตามฆ่าอยู่เรื่อย ผมต้องรีบพาตัวกลับไปกินยา”

พูดจบเขาก็ออกแรงกระชากแขนเธอหวังจะลากตัวกลับไป จ้าวหนิงไม่ยอมขืนตัวไว้ เธอไม่ได้โวยวายสติแตกเหมือนผู้หญิงอ่อนแอ แต่กลับยืดหลังตรง เชิดหน้าขึ้น ดวงตาหงส์ที่หรี่ลงเปล่งประกายเย็นเยียบดุจใบมีด สายตาแบบที่ทำให้เหอเสี่ยงถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ

“ฉันชื่อเสิ่นจ้าวหนิง” เธอประกาศกร้าว เสียงดังฟังชัดไปทั่วบริเวณ “ผู้ชายคนนี้เป็นแก๊งค้ามนุษย์ ลักพาตัวฉันมา”

บรรยากาศหน้าร้านขายของชำเงียบกริบลงทันที วงหมากรุกหยุดชะงัก เจ้าของร้านที่เป็นหญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วมองเหอเสี่ยงด้วยความหวาดระแวง

เหอเสี่ยงหน้าถอดสี แก๊งค้ามนุษย์คือสิ่งที่ชาวบ้านเกลียดชังที่สุด การอยู่กลางแจ้งและมีพยานรู้เห็นมากมายคือฝันร้ายของการทำงานสกปรก เขากัดฟันกรอด กระซิบขู่ลอดไรฟัน “แกพูดบ้าอะไร ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็เงียบปากซะ”

จ้าวหนิงเมินเฉยต่อคำขู่ เธอหันไปหาเจ้าของร้าน “เถ้าแก่ รบกวนช่วยโทรแจ้งหน่วยงานรัฐให้ทีค่ะ บอกว่ามีพยานรู้เห็นอยู่ตรงนี้เต็มไปหมด ถ้าเขาพาตัวฉันไปได้ ทุกคนที่นี่จะเป็นพยานในคดีลักพาตัว”

คำพูดของเธอเด็ดขาด ชัดเจน และโยนความกดดันให้ทุกคนในบริเวณนั้นกลายเป็นพยานโดยสมบูรณ์ เหอเสี่ยงมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นชาวบ้านบางคนเริ่มจับไม้กวาดและเก้าอี้ขึ้นมาป้องกันตัว เขาก็รู้แล้วว่าสถานการณ์นี้ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” นายหน้าหนุ่มสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบปล่อยมือและวิ่งหนีกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล้อมจับ

จ้าวหนิงผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เธอไม่ได้แสดงอาการดีใจจนเกินเหตุ หญิงสาวหันไปหาซ่งอันที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ “โทรศัพท์อยู่ไหน”

เด็กหนุ่มชี้มือไปที่เครื่องโทรศัพท์บ้านสีเก่าคร่ำคร่าบนเคาน์เตอร์ จ้าวหนิงพยักหน้าให้เขาเข้าไปใช้มัน ซ่งอันใช้มือที่ยังคงสั่นเทากดหมายเลขที่เขาท่องจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ

รอเพียงไม่กี่อึดใจ ปลายสายก็รับ “ฮัลโหล... พี่เหม่ย” ซ่งอันเรียกชื่อพี่สาวพร้อมกับเสียงสะอื้น

ซ่งเหม่ยที่อยู่ปลายสายตกใจมาก รีบสอบถามสถานการณ์ จ้าวหนิงรับหูโทรศัพท์มาพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ยืนยันตัวตนและสถานการณ์ปัจจุบันให้ซ่งเหม่ยฟังอย่างรัดกุม เพื่อให้ฝ่ายนั้นมั่นใจว่าน้องชายปลอดภัยและรู้พิกัดที่ชัดเจน

หลังวางสาย จ้าวหนิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกอย่างหมดแรง เถ้าแก่ร้านรีบรินน้ำเปล่าใส่แก้วมาส่งให้เธอด้วยความเห็นใจ

“ขอบใจจ้ะหนู ที่กล้าสู้กับพวกมัน” เถ้าแก่หญิงเอ่ยปากชม ขณะเดียวกันหล่อนก็หยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมาโชคดีที่ความสามารถของร่างนี้และความคุ้นเคยยังอยู่เธอจึงใช้เวลาปรับตัวไม่นานก็สามารถเลื่อนดูข่าวสารในเมืองตามความเคยชิน

จู่ๆ นิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอของเถ้าแก่ก็หยุดชะงัก หล่อนเบิกตากว้าง สลับมองภาพบนหน้าจอโทรศัพท์กับใบหน้าของจ้าวหนิงไปมา

“หนู... หนูคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นงั้นเหรอ?” เถ้าแก่ถามเสียงตะกุกตะกัก

จ้าวหนิงขมวดคิ้ว “มีอะไรคะ”

เถ้าแก่ร้านยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้เธอดู มันคือประกาศข่าวหน้าหนึ่งบนสื่อโซเชียลมีเดียของเมืองหลินโจว แถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่ถูกส่งออกมาจากบริษัทเสิ่นเหอกรุ๊ปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

ข้อความตัวหนาพาดหัวข่าวระบุไว้อย่างชัดเจนว่า...

‘ครอบครัวเสิ่นขอแสดงความเสียใจ... เสิ่นจ้าวหนิง ลูกสาวคนโตของตระกูล ได้หนีตามผู้ชายออกจากบ้านไปแล้ว’
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel