5
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีอีกครั้ง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายทั้งความท้าทาย ความสนใจ และความกระหายที่จะค้นหาความจริง
"หมอศพไร้หน้างั้นหรือ" เซียวเทียนเล่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ฝีมือการชันสูตรระดับนี้ คารมคมคายเช่นนี้ และยังกล้าต่อกรกับศาลอาญาหลวงต่อหน้าข้า" เขากำลูกดอกพิษในมือแน่น
"ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในเมืองหลวง" ริมฝีปากบางของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แฝงความมุ่งมั่น
"ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน ข้าก็จะหาตัวเจ้าให้พบ"
เสียงล้อรถม้าไม้เก่าแก่บดครูดไปตามพื้นอิฐหินของถนนสายหลักในเมืองหลวง ดังกุกกักเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผู้คนสองข้างทางต่างสัญจรขวักไขว่ ทั้งพ่อค้า ชาวบ้าน และขุนนางที่กำลังเร่งรีบไปทำธุระยามสาย
ภายในรถม้า ซูซินในชุดกระโปรงป่านสีเทาอมม่วงเรียบง่ายนั่งหลับตาพิงผนังรถอย่างสงบนิ่ง แม้เรือนร่างยังคงซูบผอมจากการถูกทรมานและขาดสารอาหารมานานหลายปี แต่ผิวพรรณกลับเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยซีดเซียวเริ่มแต้มสีชมพูอ่อน ดวงตาที่ลืมขึ้นอีกครั้งเต็มไปด้วยความกระจ่างใสและเฉียบคม ไม่เหลือเค้าของคนสติวิปลาสอย่างที่ผู้คนกล่าวหาแม้แต่น้อย
"คุณหนูรองเจ้าคะ" เสี่ยวชุ่ยที่นั่งอยู่เคียงข้างเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แฝงความกังวลจนปิดไม่มิด มือเล็กกำผ้าห่มผืนเก่าไว้แน่น
"ถึงประตูใหญ่ตระกูลเกาแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่สั่งให้คนมาเปิดประตูข้างรอไว้"
ซูซินค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า มุมปากยกเป็นรอยยิ้มบาง หากกลับเย็นเยียบเสียจนผู้พบเห็นรู้สึกหนาวสะท้าน
"ประตูข้างงั้นหรือ" นางหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ
ตามธรรมเนียมของตระกูลขุนนาง บุตรสาวสายตรงที่เดินทางกลับเรือนต้องผ่านประตูใหญ่เท่านั้น เพราะเป็นการแสดงฐานะและเกียรติยศของสายภรรยาเอก ส่วนประตูข้างมีไว้สำหรับอนุภรรยา บ่าวรับใช้ หรือแขกที่มิใช่คนในตระกูล
การให้บุตรสาวสายตรงเข้าทางประตูข้าง ไม่ต่างจากการตบหน้าและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง
ซูซินเงยหน้ามองม่านรถ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"บอกคนขับรถม้า" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
"หยุดรถหน้าประตูใหญ่"
เสี่ยวชุ่ยหน้าซีด รีบกล่าวอย่างร้อนรน
"แต่... แต่ว่าฮูหยินใหญ่กำชับไว้แล้วนะเจ้าคะ หากพวกเราฝ่าฝืน"
"ข้าบอกให้หยุด" ซูซินหันมาสบตาเด็กสาว ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่ง หากแฝงอำนาจที่ยากจะขัดขืน
"ก็หยุด" เพียงประโยคสั้นๆ ก็ทำให้เสี่ยวชุ่ยไม่กล้าเอ่ยคำใดอีก
คนขับรถม้าเองก็ได้ยินคำสั่งเช่นกัน รีบดึงสายบังเหียนทันที
"ฮี้" ม้าสองตัวส่งเสียงร้องก่อนชะลอฝีเท้าลง รถม้าค่อยๆ หยุดนิ่งตรงหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเกา ที่มีสิงโตหินแกะสลักขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสองข้างประตู
เวลานั้นเป็นยามสาย ผู้คนบนถนนยังพลุกพล่านไม่น้อย
เมื่อเห็นรถม้าของตระกูลเกามาจอดหน้าประตูใหญ่ หลายคนจึงอดชะเง้อมองด้วยความสนใจไม่ได้
ซูซินไม่รอให้บ่าวเข้ามาเปิดประตูรถ นางผลักบานประตูออกด้วยตนเอง ก่อนก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม
แม้สวมเพียงอาภรณ์ผ้าป่านธรรมดาไร้เครื่องประดับล้ำค่า แต่ทุกย่างก้าวกลับสงบนิ่งและสง่างาม ราวกับหงส์ขาวที่กำลังเหยียบย่างเข้าสู่วังหลวง มิใช่สตรีที่เพิ่งกลับมาจากวัดร้าง
"คุณหนูรอง" เสียงแหลมของหวังมามาดังขึ้นทันที
หญิงรับใช้คนสนิทของฮูหยินใหญ่ซึ่งยืนรออยู่ตรงประตูข้างรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ
"ท่านทำอะไรเจ้าคะ เหตุใดไม่เข้าทางประตูข้าง ฮูหยินใหญ่กำลังรออยู่ที่เรือนโถง หากทำให้ท่านต้องรอนาน"
ซูซินหยุดฝีเท้าลง ก่อนหันมองหวังมามาอย่างเรียบเฉย สายตาเพียงแวบเดียว ทำให้หวังมามาหน้าแข็งค้าง
แขนขวาของนางยังพันผ้าพันแผลแน่นจากเหตุการณ์เมื่อคืน รอยเจ็บแปลบที่ข้อมือยังไม่หายดี
เพียงสบดวงตาเย็นเยียบของซูซิน ความทรงจำที่ถูกกดจุดจนแขนชาทั้งข้างก็ย้อนกลับมา ทำให้นางเผลอถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ซูซินกวาดตามองประตูข้าง ก่อนหันกลับมามองประตูใหญ่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานชัดถ้อยชัดคำ จนผู้คนที่เดินผ่านหน้าจวนต่างได้ยินทั่วกัน
"ข้าคือ 'เกาซูซิน' บุตรสาวสายตรงของใต้เท้าเกา กับฮูหยินเอกผู้ล่วงลับ" นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"เหตุใดบุตรสาวสายตรงที่กลับเรือนของตนเอง จึงต้องลอบเข้าทางประตูข้างราวกับอนุภรรยาหรือบ่าวรับใช้"
บรรยากาศหน้าจวนพลันเงียบลง ซูซินยังกล่าวต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดแทรก
"หรือว่ากฎของตระกูลเกาได้เปลี่ยนไปแล้ว หรือฮูหยินใหญ่หลิวฉือยกตนขึ้นเป็นฮูหยินเอกตั้งแต่วันที่มารดาของข้าสิ้นใจ และลดฐานะมารดาข้าลงเป็นเพียงอนุภรรยาเรียบร้อยแล้ว"
ทันทีที่สิ้นคำ ผู้คนซึ่งยืนมุงดูอยู่ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงอื้ออึง
"นั่นคุณหนูรองตระกูลเกาไม่ใช่หรือ"
"ไม่ใช่ว่าเขาลือกันว่านางเสียสติไปแล้วหรอกหรือ"
"เสียสติที่ไหนกัน วาจาคมกริบเช่นนี้ คนสติดียังพูดไม่ได้เลย"
"ให้บุตรสาวสายตรงเข้าประตูข้าง ฮูหยินใหญ่ตระกูลเกาทำเกินไปจริงๆ"
"ดูท่าข่าวลือเรื่องรังแกลูกเมียหลวงคงเป็นความจริงเสียแล้ว" เสียงซุบซิบดังขึ้นไม่ขาดสาย
หวังมามาหน้าแดงสลับซีด รู้สึกอับอายจนเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
"เจ้า... เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล รีบเข้าจวนเดี๋ยวนี้"
ซูซินปรายตามองนางเพียงนิด ก่อนกล่าวสั้นๆ
"เปิดประตูใหญ่"
"แต่ว่า"
"หรือจะให้ข้ายืนพูดเรื่องกฎตระกูลเกาต่อหน้าชาวบ้านอีกสักครึ่งชั่วยาม" คำพูดนั้นทำให้หวังมามาสะดุ้งทันที หากปล่อยให้นางพูดต่อ ชื่อเสียงของฮูหยินใหญ่คงพังยับเยินยิ่งกว่าเดิม นางจึงรีบหันไปตะโกนใส่บ่าวชายที่เฝ้าประตู
"ยังยืนบื้ออะไรอยู่ รีบ รีบเปิดประตูใหญ่"
บานประตูไม้สีแดงขนาดมหึมาค่อยๆ ถูกผลักออกช้าๆ ส่งเสียงอืดอาดก้องกังวาน
ซูซินแย้มยิ้มบางๆ อย่างผู้กุมชัยชนะ ก่อนยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย แล้วก้าวผ่านประตูใหญ่เข้าสู่จวนตระกูลเกาอย่างสง่างาม
ทุกย่างก้าวมั่นคงและผึ่งผาย ราวกับกำลังประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า
บุตรสาวสายตรงของตระกูลเกา ได้กลับมาแล้ว
ณ เรือนโถงใหญ่ เรือนโถงประธานของตระกูลเกาโอ่อ่าสมฐานะขุนนางชั้นสูง เสาไม้หอมแกะสลักลวดลายเมฆมงคลตั้งเรียงราย เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนประณีตหรูหรา หากบรรยากาศภายในกลับเย็นเยียบและกดดันราวกับกำลังรอการไต่สวนมากกว่าการต้อนรับสมาชิกในครอบครัว
บนเก้าอี้ประธาน เกาจิน เสนาบดีกรมพิธีการและเจ้ากรมพิธีการแห่งราชสำนัก นั่งหลังตรง สีหน้าเคร่งขรึมจนมองไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด
ด้านข้างคือหลิวซื่อ ฮูหยินใหญ่ ผู้แต่งกายด้วยอาภรณ์ผ้าไหมชั้นดี เครื่องประดับทองหยกเต็มเรือนกาย ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มอ่อนโยนจอมปลอมดังเช่นทุกครั้ง
ถัดจากนางคือ เกาเพยผิง คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเกา สตรีรูปร่างอ้อนแอ้น งดงามราวบุปผา แต่ดวงตาที่ทอดมองซูซินกลับเต็มไปด้วยความริษยาและเหยียดหยามอย่างไม่คิดปิดบัง
ทันทีที่ซูซินก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
ปัง!
เกาจินตบโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น
