6
"ซูซิน ก้มหน้าลงเดี๋ยวนี้ หายไปอยู่วัดร้างตั้งสามปี กลับมาถึงก็สร้างเรื่องวุ่นวาย กล้ารังแกบ่าวรับใช้ แล้วยังทำให้ผู้คนหน้าจวนหัวเราะเยาะตระกูลเกาอีก" เสียงตำหนิดังลั่นไปทั่วเรือนโถง
บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่โดยรอบต่างพากันก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง แต่ซูซินกลับยืนนิ่ง นางไม่ได้คุกเข่าคารวะ ไม่ได้ก้มหน้า และไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยมองตรงไปยังผู้เป็นบิดาอย่างสงบนิ่ง หากเย็นชาจนทำให้ผู้สบตารู้สึกอึดอัดโดยไม่รู้ตัว
"ท่านพ่อ" เสียงของนางไม่ดังนัก แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"ข้าถูกใส่ร้ายว่าสติวิปลาส ถูกส่งไปทอดทิ้งที่วัดร้าง ถูกวางยาพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด" ซูซินหยุดเพียงครู่ ก่อนเอ่ยต่อ
"วันนี้ข้ากลับมา ท่านไม่ถามไถ่แม้สักคำว่าข้าอยู่เช่นไร ลำบากเพียงใด กลับเอ่ยตำหนิข้าเพียงเพราะข้าปกป้องเกียรติของบุตรสาวสายตรง มิให้ผู้คนหัวเราะเยาะว่าฮูหยินใหญ่รังแกลูกเมียหลวง" นางยกยิ้มบางๆ
"เช่นนี้ สมควรแล้วหรือเจ้าคะ"
เกาจินชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่เคยคิดเลยว่า บุตรสาวที่เคยอ่อนแอ เชื่อฟัง และไม่เคยโต้แย้ง จะกล้าตั้งคำถามต่อหน้าผู้คนเช่นนี้
"เจ้า" เขาอ้าปากจะพูด แต่กลับหาเหตุผลมาตอบไม่ได้ในทันที
หลิวซื่อรีบลุกขึ้นประคองแขนสามี พลางถอนหายใจเบาๆ ราวกับเป็นผู้ใหญ่ใจดี
"ท่านพี่ โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ" จากนั้นจึงหันมาหาซูซิน สีหน้าเปี่ยมด้วยความห่วงใยจอมปลอม
"ซูซิน แม่รู้ว่าเจ้าต้องลำบากมามาก และเพิ่งฟื้นจากอาการวิปลาส จิตใจคงยังสับสนอยู่" นางทอดถอนใจเบาๆ
"แต่เรื่องการแต่งงานกับท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย แม่ทำไปก็เพื่ออนาคตของเจ้าทั้งนั้น"
ซูซินหัวเราะในลำคอเบาๆ
"เพื่ออนาคตของข้า" นางสบตาหลิวซื่อโดยตรง
"หรือเพื่อหาคนไปตายแทนบุตรสาวสุดที่รักของท่านกันแน่เจ้าคะ" รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวซื่อแข็งค้างทันที
"ซูซิน เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร"
"เหลวไหลหรือไม่" ซูซินยกมุมปาก
"ท่านย่อมรู้ดีที่สุด"
"เกาซูซิน" เกาเพยผิงลุกพรวดขึ้นทันที ใบหน้างดงามแดงก่ำด้วยความโกรธ
"เจ้ากล้าดีอย่างไรมากล่าวหาท่านแม่ของข้า" นางชี้นิ้วใส่ซูซินอย่างเสียมารยาท
"เจ้าเป็นเพียงคนเสียสติ ได้แต่งงานกับท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายก็นับเป็นบุญวาสนาแล้ว สมควรซาบซึ้งที่ท่านแม่ช่วยจัดการให้เสียด้วยซ้ำ" ซูซินมองนิ้วที่ชี้มายังตน ก่อนค่อยๆ ก้าวเข้าไปทีละก้าว
ก้าวแล้วอีกก้าว ทั้งที่นางไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากเรือนร่างกลับทำให้เกาเพยผิงเผลอถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ซูซินหยุดอยู่ห่างออกไปเพียงช่วงแขน ดวงตาของนางกวาดมองเกาเพยผิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างละเอียด ราวกับกำลังตรวจร่างผู้ป่วยคนหนึ่ง
"พี่สาว" นางเอ่ยเรียบ ๆ
"ท่านนอนไม่ค่อยหลับมาหลายวันแล้วใช่หรือไม่"
เกาเพยผิงชะงัก
"ใต้ตาคล้ำ ผิวหน้าหมอง ดวงตาแห้ง และชีพจรที่ขมับเต้นแรงกว่าปกติ" ซูซินกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
"ปลายเล็บของท่านมีจุดสีขาวหลายแห่ง บ่งบอกว่าร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด" สายตาของนางเลื่อนไปยังช่วงเอว
"ส่วนเอวที่รัดแน่นเกินไป ทำให้การหายใจตื้น ไหล่ยกสูง หลังเริ่มค่อม และอวัยวะภายในถูกกดทับ"
เกาเพยผิงสีหน้าซีดลงเรื่อย ๆ ซูซินขยับเข้าไปอีกเล็กน้อย สูดลมหายใจเพียงครั้งเดียว ก่อนยกยิ้มมุมปาก
"ท่านยังใช้แป้งหอมกลบกลิ่นเหงื่ออับที่เกิดจากร่างกายเสียสมดุล" นางเว้นจังหวะ
"ตัวท่านเองยังดูแลสุขภาพได้ย่ำแย่ถึงเพียงนี้" ซูซินมองอีกฝ่ายด้วยแววตาสงบนิ่ง
"ยังมีหน้ามาสั่งสอนข้าอีกหรือ"
"เจ้า" เกาเพยผิงหน้าแดงสลับซีด
เรื่องที่ซูซินกล่าว ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น นางแอบให้หมอหลวงตรวจอาการนอนไม่หลับมาหลายครั้ง และใช้แป้งหอมราคาแพงกลบกลิ่นกายทุกวัน
แต่ซูซินเพียงมองไม่กี่อึดใจ กลับบอกอาการทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ
ต่อหน้าบิดา
ต่อหน้าบ่าวรับใช้
ต่อหน้าทุกคน
ความอับอายถาโถมเข้ามาจนเกาเพยผิงแทบอยากหายตัวไปจากตรงนั้น
"พอได้แล้ว" เกาจินตบโต๊ะอีกครั้งจนถ้วยชาสั่นสะเทือน ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ
"ซูซิน กลับไปที่เรือนชิงจูของเจ้าเสีย" เขาชี้ออกไปนอกเรือน
"เรื่องการแต่งงานเป็นคำสั่งของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ" น้ำเสียงของเขาเย็นชาไร้เยื่อใย
"ตั้งแต่นี้ไป ห้ามเจ้าก้าวออกจากเรือนชิงจูแม้แต่ครึ่งก้าว จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน"
ซูซินหัวเราะเบาๆ
"เรือนชิงจู" นางยิ้มเยาะ
"เรือนร้างท้ายจวนที่ไม่มีแม้แต่คนกวาดฝุ่น ไม่มีแม้แต่บ่าวรับใช้ประจำเรือนนั่นน่ะหรือ" นางพยักหน้าช้าๆ
"ได้สิเจ้าค่ะ" จากนั้นจึงมองผู้เป็นบิดาอย่างไม่เกรงกลัว
"แต่ท่านพ่อ" น้ำเสียงของนางเย็นเฉียบ
"มีดที่ท่านกำลังส่งมาให้ข้าตัดคอตัวเอง" ซูซินยิ้มบางๆ
"สักวันหนึ่ง มันจะย้อนกลับไปจ่อที่คอของผู้ที่ยื่นมันมาเอง" สิ้นคำ นางก็หมุนกายเดินออกจากเรือนโถงอย่างสง่างาม โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองผู้ใด
เหลือเพียงหลิวซื่อกับเกาเพยผิงที่จ้องแผ่นหลังของนางด้วยแววตาอาฆาต
เมื่อแน่ใจว่าซูซินเดินลับสายตาไปแล้ว หลิวซื่อจึงกำหมัดแน่น ก่อนก้มหน้ากระซิบกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ไม่ต้องกังวล เพยผิง" แววตาของนางเต็มไปด้วยความอาฆาต
"นางกลับมาก็ดี" ริมฝีปากบางยกเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"จวนตระกูลเกาแห่งนี้คือถิ่นของเรา" นางหรี่ตาลง
"ข้าจะคอยดูว่านังเด็กบ้าผู้นั้น จะมีชีวิตรอดไปถึงวันแต่งงานได้อีกกี่วัน"
ตกดึก ณ เรือนชิงจู สายลมยามราตรีพัดเอื่อยผ่านเรือนไม้เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท้ายจวนตระกูลเกา เสียงบานหน้าต่างที่ผุพังเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ เพิ่มบรรยากาศวังเวงให้สถานที่ซึ่งถูกทอดทิ้งมานานหลายปี
ภายในเรือนเต็มไปด้วยหยากไย่ ฝุ่นจับหนาเตอะ เฟอร์นิเจอร์ไม้หลายชิ้นผุกร่อนจนแทบใช้งานไม่ได้ หากมองเพียงผิวเผิน คงไม่มีผู้ใดเชื่อว่านี่คือเรือนของบุตรสาวสายตรงแห่งตระกูลขุนนาง
เสี่ยวชุ่ยกำลังง่วนอยู่กับการกวาดฝุ่นและปัดหยากไย่ พลางถอนหายใจเป็นระยะ
"พวกเขาเกินไปจริงๆ" เด็กสาวพึมพำเบาๆ ขณะยกแจกันที่แตกบิ่นไปวางอีกมุม
"ต่อให้ไม่โปรดปรานคุณหนูรอง ก็ไม่น่าปล่อยเรือนจนทรุดโทรมถึงเพียงนี้"
อีกมุมหนึ่งของห้อง ซูซินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ หน้าโต๊ะตัวเล็ก มีเพียงแสงจากเทียนเล่มเดียวส่องสว่าง
แสงไฟสีส้มสะท้อนดวงตาคู่คมที่กำลังจดจ่อกับสิ่งของตรงหน้า
บนโต๊ะวางเศษโลหะ มีดขนาดเล็ก เข็มเหล็ก เส้นลวด และชิ้นไม้หลายชิ้นที่นางรวบรวมมาระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง ปลายนิ้วเรียวค่อยๆ ใช้มีดฝนปลายโลหะให้แหลมขึ้น ก่อนดัดโค้งอย่างประณีต
ไม่นานนัก เศษโลหะธรรมดาก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเครื่องมือขนาดเล็กสำหรับการชันสูตร
คีมคีบ เข็มแซะ มีดปลายแหลม และแท่งตรวจบาดแผล ถูกจัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ แม้จะเทียบไม่ได้กับอุปกรณ์ผ่าศพสมัยใหม่ที่นางเคยใช้ แต่ก็เพียงพอสำหรับการตรวจศพในยุคนี้
