คุณหนูรองผู้นี้คือหมอศพอันดับหนึ่ง

65.0K · จบแล้ว
พันสิงห์
33
บท
2.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เมื่อนิติเวชสาวอันดับหนึ่งแห่งยุคปัจจุบันประสบอุบัติเหตุจนวิญญาณทะลุมิติมาอยู่ในร่าง เกาซูซิน คุณหนูรองตระกูลเกาที่ถูกใส่ร้ายว่าสติวิปลาสและถูกทอดทิ้งในวัดร้าง นางไม่มีทางยอมเป็นเหยื่อให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไป ในโลกที่ทุกคนเชื่อคำให้การมากกว่าหลักฐาน นางกลับใช้ความรู้ด้านนิติเวชศาสตร์ชันสูตรศพ ไขปริศนาคดีฆาตกรรม และฉีกหน้าคนร้ายด้วยความจริงที่ไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้ จนได้รับสมญา "หมอศพไร้หน้า" ผู้ทำให้ศาลอาญาหลวงต้องสั่นสะเทือน ยิ่งสืบ ยิ่งพบว่าเบื้องหลังคดีปริศนาไม่ได้มีเพียงฆาตกร หากยังโยงใยถึงแผนกบฏที่พร้อมเขย่าบัลลังก์มังกร ส่วนเขา เซียวเทียนเล่ย แม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาและผู้บัญชาการศาลอาญาหลวง จากที่ตั้งใจไล่ล่าหมอศพปริศนา กลับกลายเป็นบุรุษที่ยืนเคียงข้างนางทุกครั้งที่ต้องผ่าศพ คอยถือโคม ส่งเครื่องมือ เปย์ทั้งทองคำ บ้านพัก สมุนไพรหายาก และพร้อมชักกระบี่ปกป้องนางแม้ต้องเป็นศัตรูกับเชื้อพระวงศ์ เมื่อวิทยาศาสตร์ต้องเผชิญกับอำนาจ ความจริงต้องต่อสู้กับคำโกหก และหัวใจต้องเต้นท่ามกลางกลิ่นเลือด ครั้งนี้ คนที่ควรหวาดกลัว ไม่ใช่หมอศพ แต่คือคนร้ายทุกคนที่ทิ้งศพไว้เบื้องหลัง

นิยายรักโรแมนติกตลกนางเอกเก่งรักหวานๆข้ามมิติจีนโบราณโรแมนติกผู้ชายอบอุ่นมีลูกเจ้าเล่ห์

1

กลิ่นเหม็นอับของฟางแห้งปะปนกับกลิ่นไอชื้นจากพื้นดิน เป็นสิ่งแรกที่กระทบจมูกทันทีที่สติเริ่มฟื้นคืน

‘เหวินซูซิน’ แพทย์นิติเวชหญิงมือหนึ่งแห่งกองพิสูจน์หลักฐานพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง ราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกบดขยี้แล้วนำมาต่อเข้าด้วยกันใหม่

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่ห้องชันสูตรปลอดเชื้อซึ่งนางคุ้นเคย หากเป็นเพดานไม้ผุพังของวัดร้างแห่งหนึ่ง หลังคาหลายจุดแตกร้าวจนหยดน้ำเย็นเฉียบซึมผ่านลงมากระทบกองฟางเป็นระยะ

“คุณหนูรอง ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ คุณหนูรองฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย” เสียงร้องไห้โฮของเด็กสาววัยราวสิบห้าหรือสิบหกปีดังขึ้นข้างกาย

ซูซินขมวดคิ้ว พยายามใช้แขนยันร่างกายให้ลุกขึ้นนั่ง ทว่าเพียงขยับตัว ความทรงจำสายหนึ่งก็พลันทะลักเข้าสู่สมองอย่างรุนแรง จนนางต้องหลับตากัดฟันรับความเจ็บปวด

ร่างนี้มีนามว่า ‘เกาซูซิน’ คุณหนูรองแห่งตระกูลเกา เป็นบุตรสาวสายตรงของอดีตฮูหยินใหญ่ ซึ่งมารดาเสียชีวิตไปตั้งแต่นางยังเยาว์วัย

หลังจากมารดาสิ้นลม เกาซูซินก็ถูกแม่เลี้ยงและ ‘เกาเพยผิง’ พี่สาวคนโตคอยกดขี่รังแก ทั้งยังลอบวางยาพิษทำลายระบบประสาท แล้วสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายว่านางสติวิปลาส

ท้ายที่สุด เด็กสาวผู้น่าสงสารถูกเฆี่ยนตีจนเกือบสิ้นใจ ก่อนจะถูกส่งมาทิ้งไว้ในวัดร้างท้ายเมือง เพื่อรอวันที่ลมหายใจขาดห้วงลงอย่างเงียบงัน

“คุณหนูจำบ่าวได้หรือไม่เจ้าคะ บ่าวเสี่ยวชุ่ยอย่างไรเล่าเจ้าคะ” เด็กสาวหน้าตาซูบผอมขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ ในมือถือถ้วยยาที่ต้มจนมีสีดำคล้ำ ส่งกลิ่นฉุนจนชวนคลื่นไส้

“ดื่มยาสักหน่อยนะเจ้าคะ ยานี้ฮูหยินใหญ่ส่งคนนำมาให้ บอกว่าจะช่วยรักษาอาการฟั่นเฟือนของคุณหนู”

ซูซินชะงัก นางก้มหน้าเข้าไปใกล้ถ้วยยาแล้วสูดดมเพียงครู่เดียว ดวงตารูปเมล็ดท้อเรียวยาวก็พลันฉายแววเย็นเยียบ

กลิ่นของดอกหญ้าด้ายแดงสกัด ผสมกับลำโพงในปริมาณไม่น้อย

นี่ไม่ใช่ยารักษา แต่เป็นยาพิษที่ออกฤทธิ์กดและทำลายระบบประสาทส่วนกลาง หากดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน ผู้รับพิษจะมีอาการประสาทหลอน ความทรงจำเสื่อมถอย สติสัมปชัญญะเลอะเลือน และอาจช็อกตายในที่สุด

“เททิ้งเสีย” เสียงของซูซินแหบแห้งเพราะร่างกายขาดน้ำ ทว่ากลับหนักแน่นและเปี่ยมด้วยอำนาจ จนเสี่ยวชุ่ยสะดุ้งเฮือก

“คะ คุณหนูรอง” เด็กสาวก้มมองถ้วยยาอย่างลังเล “แต่ยานี้ฮูหยินใหญ่หวังดีส่งมาให้นะเจ้าคะ”

“เสี่ยวชุ่ย” ซูซินเงยหน้ามองเด็กสาวตรงๆ

ดวงตาของนางยังคงงดงามเช่นเดิม ทว่ากลับนิ่งสงบและลึกล้ำประหนึ่งหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ไม่มีร่องรอยของความเลื่อนลอยหรือคลุ้มคลั่งดังที่เคยเป็นแม้แต่น้อย

“หากเจ้าไม่อยากให้ข้าตายภายในสามวัน และไม่อยากต้องฝังร่างของตนเองตามข้าไปในวันที่สี่ ก็จงนำยาถ้วยนี้ไปเททิ้งที่โคนต้นไม้ด้านนอกเสีย”

เสี่ยวชุ่ยเบิกตากว้าง มองคุณหนูรองของตนอย่างตื่นตะลึง

ในอดีต เกาซูซินมักนั่งเหม่อลอย นัยน์ตาไร้ประกาย บางครั้งก็หวาดกลัวจนร้องกรีดเสียงดัง ทว่าสตรีตรงหน้าในเวลานี้กลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด อีกทั้งยังมีบรรยากาศกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจนเด็กสาวไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากโต้แย้ง

“เจ้าค่ะ บ่าวจะนำไปเททิ้งเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยรีบประคองถ้วยยาแล้ววิ่งออกไปจากวัดร้างทันที

ซูซินก้มมองมือทั้งสองข้างของตนเอง แม้ผิวพรรณจะแห้งกร้าน เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยพุพองจากการถูกน้ำร้อนลวก แต่โครงกระดูกนิ้วมือกับข้อมือกลับเรียวยาวงดงาม นางทดลองกำมือแล้วคลายออกช้าๆ เพื่อประเมินกำลังและการตอบสนองของกล้ามเนื้อ

“ข้าตรวจศพมานับพัน ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องฟื้นขึ้นมาในร่างที่กำลังจะกลายเป็นศพเสียเอง”

นางพึมพำกับตนเอง ก่อนริมฝีปากซีดเซียวจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น

“เกาซูซิน ในเมื่อข้าเข้ามาอยู่ในร่างของเจ้าแล้ว ก็นับว่าเจ้ากับข้ามีชะตาร่วมกัน คนสารเลวผู้ใดเคยย่ำยีเจ้า ข้าจะใช้ความรู้ทั้งหมดที่มี ชำระหนี้ให้พวกมันทีละคน”

ยังไม่ทันที่เสียงของนางจะจางหาย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังมาจากด้านหน้าวัดร้าง ตามมาด้วยเสียงพูดเจื้อยแจ้วซึ่งฉาบด้วยความหวังดีอันเสแสร้ง

“หวังมามา ท่านเบามือสักหน่อยเถิด หากคุณหนูรองตกใจตื่นขึ้นมาจะทำอย่างไร”

“โอ้โฮ ฮูหยินช่างเมตตาเหลือเกินเจ้าค่ะ คุณหนูรองสร้างความอับอายให้ตระกูลเกาถึงเพียงนี้ ฮูหยินยังอุตส่าห์นั่งรถม้าฝ่าลมหนาวมาเยี่ยมเยียนถึงวัดร้างท้ายเมืองอีก”

ประตูไม้ผุพังถูกผลักเปิดอย่างแรงจนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด

‘ฮูหยินหลิว’ แม่เลี้ยงของเกาซูซินก้าวเข้ามาในชุดผ้าไหมหรูหรา โดยมี ‘หวังมามา’ สาวใช้คนสนิทคอยประคองอยู่ข้างกาย และมีบ่าวร่างกำยำอีกหลายคนติดตามอยู่ด้านหลัง

ทันทีที่กลิ่นเหม็นอับภายในวัดร้างลอยมาปะทะ ฮูหยินหลิวก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูกด้วยท่าทางรังเกียจ

ทว่าเมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับซูซินซึ่งนั่งนิ่งอยู่บนกองฟาง ฝีเท้ากลับชะงักไปเล็กน้อย เพราะสายตาที่คุณหนูรองใช้มองนางในวันนี้ ไม่ใช่สายตาของคนสติฟั่นเฟือน หากเป็นสายตาเย็นเยียบของแพทย์นิติเวชที่กำลังประเมินโครงสร้างร่างกาย ร่องรอยความผิดปกติ และเจตนาชั่วร้ายของผู้ต้องสงสัยตรงหน้า

“ซูซิน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ฮูหยินหลิวรีบปรับสีหน้าให้เต็มไปด้วยความห่วงใย พลางเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีของมารดาผู้แสนเมตตา

“แม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ลำบาก แต่เจ้ามีอาการคุ้มดีคุ้มร้าย หากปล่อยให้อยู่ในจวนต่อไป เกรงว่าจะพลั้งมือทำร้ายผู้อื่น แม่จึงจำเป็นต้องส่งเจ้ามาสงบจิตใจอยู่ที่นี่ก่อน ยาที่แม่ส่งมาให้ เจ้าดื่มแล้วหรือยัง”

ซูซินใช้มือยันกองฟาง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แม้ร่างกายจะซูบผอม อ่อนแรง และสวมเพียงเสื้อผ้าป่านเก่าๆ ซึ่งเต็มไปด้วยรอยขาด ทว่าท่วงท่าของนางกลับตั้งตรงสง่างาม ราวกับต้นสนที่ยังคงหยัดยืนท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ

“ยาหรือเจ้าคะ” ซูซินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ยาที่ผสมพิษทำลายระบบประสาท เพื่อให้ข้ากลายเป็นคนบ้าอย่างสมบูรณ์น่ะหรือเจ้าคะฮูหยินใหญ่” ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา บรรยากาศภายในวัดร้างก็พลันเงียบกริบราวกับสุสาน

สีหน้าของฮูหยินหลิวซีดเผือดไปชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวอย่างรวดเร็ว

“ซูซิน เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใด ยานั้นเป็นยาล้ำค่าที่ข้าหามาจากหมอฝีมือดีเพื่อรักษาเจ้า เจ้าเสียสติไปแล้วจริงๆ จึงกล้ากล่าวหาข้าด้วยถ้อยคำเช่นนี้”

“ข้าเสียสติจริงๆ หรือท่านต่างหากที่พยายามทำให้ข้าเสียสติกันแน่” ซูซินก้าวเข้าไปหาฮูหยินหลิวช้าๆ ทุกย่างก้าวมิได้รีบร้อน ทว่ากลับทำให้คนตรงหน้ารู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก

“อาการของข้าเริ่มจากรูม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมีอาการประสาทหลอนเป็นระยะ ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นหลังจากที่ข้าดื่มชาดอกมะลิในเรือนของท่านเมื่อสามเดือนก่อน” นางหยุดยืนตรงหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ

“ไม่ทราบว่าฮูหยินใหญ่ต้องการให้ข้าอธิบายต่อหรือไม่เจ้าคะ ว่าในชาถ้วยนั้นมีพิษชนิดใด และออกฤทธิ์อย่างไรบ้าง”

“เจ้า! เจ้า!” ฮูหยินหลิวผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าตื่นตระหนกอย่างไม่อาจปิดบัง

จากนั้นนางก็ตวาดเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติของตนเอง

“หวังมามา ตบปากนาง นางเสียสติไปแล้วจริงๆ จึงกล้าทำตัวสามหาวต่อหน้าข้าเช่นนี้”

“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” หวังมามารับคำ ก่อนก้าวออกมาง้างฝ่ามือขึ้นอย่างคุ้นเคย เตรียมตบหน้าซูซินเช่นเดียวกับที่เคยทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอดีต

ทว่าครั้งนี้ หมับ!