ตอนที่ 3 คนของเขา (1)
คิ้วสวยเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ ร้อยวันพันปีไม่เคยมีสักครั้งที่สามีอย่างรฐาจะแสดงความสนใจแก่เธอ แล้ววันนี้้เป็นอะไรถึงนึกถามขึ้นมาได้ล่ะ กินยาแล้วลืมเขย่าขวดหรือไงถึงได้เพี้ยนขนาดนี้
"เป็นห่วงภรรยาหรือคะ?"
ถามเองก็กระดากปากเอง แต่นั่นแหละ พอถามออกไปคนตัวโตกลับตีหน้าเข้มใส่แล้วหันหน้าหนีเธอไปอีกทางแล้วตอบกลับเสียงเรียบ
"เปล่า ก็แค่แปลกใจ ไม่คิดว่าจะร้องไห้เป็นกับเขาด้วย นึกว่าเธอเป็นคนไม่มีความรู้สึกซะอีก"
วาจาถากถางสมเป็นรฐา แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะปกติเธอไม่เคยร้องไห้ให้เขาเห็นอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ปกติสามีเช่นเขาจะเคยเห็นแต่ใบหน้าด้านเดียวของเธอ จันทร์งามคิดว่ามันคงน่าสมเพชหากต้องแสดงความอ่อนแอให้คนอย่างรฐาเห็น เธอยอมกัดลิ้นตายซะยังจะดีกว่า
สิ่งที่อ่อนไหวต่อหัวใจเธอเห็นจะมีเพียงเรื่องจีรชาเรื่องเดียว เพราะเขาคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เธอเหลืออยู่ ส่วนพ่อก็แค่คนที่ให้กำเนิดมา บุญคุณเลี้ยงดูก็ใช่ว่ามีหนักหนา แต่ก่อนเธอกับจีรชาถูกพ่อส่งไปให้คุณตาดูแลแทนเพื่อตัดความรำคาญนานเกือบสิบปี แต่พอคุณตาเสียชีวิตไปแล้วสองพี่น้องก็ต้องระเห็จกลับมาหาคุณพ่อเลวระยำอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก
เด็กผู้หญิงที่อายุแค่สิบขวบกับน้องชายหกขวบ ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ดูแลเห็นทีคงจะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ยาก...
"จันทร์เป็นคนนะคะ ต้องมีความรู้สึกอยู่แล้วสิ พี่โรมก็พูดแปลกๆ ถ้าจันทร์เป็นคนที่ไม่มีความรู้สึกก็คงมาแต่งงานกับพี่โรมไม่ได้หรอกค่ะ"
"หึ"
ฟังคำพูดของภรรยาจบชายหนุ่มก็แค่นเสียงหัวเราะออกมา นี่เธอกำลังจะสื่อว่า 'รัก' เขาหรือว่ายังไงกันแน่ถึงได้มาแต่งงานด้วย?
"ฉันควรจะเชื่อผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอดีไหมเนี่ย"
รฐาถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือเพียงกางเกงขายาวตัวเดียวที่สวมใส่ แผ่นหลังกว้างที่มองจากด้านหลัง ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเขามีหุ่นที่แซ่บขนาดไหน ถึงจันทร์งามจะไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสเลยสักครั้งก็เถอะนะ
"แล้วแต่พี่โรมจะคิดเถอะค่ะ ความเห็นของจันทร์มันสำคัญสำหรับพี่ด้วยหรือคะ"
เขาจะทำอะไรก็ไม่เคยถามความเห็นเธออยู่แล้วแท้ๆ
"วันนี้พ่อพูดอะไรไปบ้างล่ะ"
"เรื่องเดิมๆ ค่ะ ถามว่าเมื่อไรเราจะมีหลานให้ท่านสักที"
เรื่องลูกเป็นอะไรที่ปาทิ้งลงถังขยะไปได้เลย แค่ความสัมพันธ์ชีวิตคู่ยังไม่คืบหน้า นับประสาอะไรจะมาถามหาลูก คนรอบข้างอาจจะมองว่าเธอกับรฐาเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่ต่อกัน แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า จริงๆ รฐาควรได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงตีสองหน้าด้วยซ้ำไป
"พ่อควรตัดใจแล้วล้มเลิกซะถึงจะถูก เธอไม่คิดงั้นบ้างหรือไง"
"น่าจะยากนะคะ คุณพ่อท่านคงไม่ยอมหรอกค่ะ"
เพราะถ้ายอมจริงคงยอมไปตั้งแต่หนึ่งปีก่อนแล้ว ถ้าผลลัพธ์ไม่ดีพอเหมือนที่โยธาหวังเอาไว้ ก็แค่เปลี่ยนไปเรื่อยจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็แค่นั้น แต่เธอยังนับว่าโชคดีเพราะตระกูลของพ่อเคยเป็นตระกูลผู้ดีมาก่อน ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายเหมือนตอนสมัยคุณตาก็เถอะ
"พ่อไม่ยอมหรือเธอไม่ยอม พูดให้ถูกด้วย"
"ก็ไม่รู้สิคะ"
จันทร์งามไหวไหล่ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวสายตาคมดุที่จ้องมองมาที่เธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ คนอย่างเขาจะไปรู้เรื่องอะไร นอกจากวันๆ ที่คิดจ้องจะหาวิธีหย่ากับเธอให้ได้ ที่เหลือก็เอาเวลาไปทุ่มเทให้ผู้หญิงของเขา
เรื่องการหย่าไม่ใช่ว่าจันทร์งามจะไม่เคยไปลองพูดกับโยธา เคยลองพูดแล้ว แต่ก็โดนพ่อท่านไล่ตะเพิดออกมาหาว่าพูดจาไร้สาระ ก็เธอทนอยู่ไม่ได้ แม้ว่าจะรู้ดีว่าหากหย่าร้างกับรฐาไป เงินที่จะส่งรักษาน้องชายก็จะไม่มีอีกต่อไป แต่จะให้เธอจมอยู่แต่กับนรกก็เรียกว่าอดทนเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว
ทำอย่างกับมีแค่เขาคนเดียวที่คิดเรื่องหย่า จันทร์งามก็คิดเหมือนกันแหละ เพียงแต่มันทำไม่ได้ไง โยธาไม่ต่างอะไรกับพ่อเธอเลย ถ้าไม่ทำประโยชน์ให้ก็จะเขี่ยทิ้ง ท่านขู่เหมือนกันว่าหากคิดหย่าเองตามใจชอบโดยที่ท่านไม่ได้อนุญาต ท่านจะเรียกเงินที่เธอขอสามีไปทุกบาททุกสตางค์คืนโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ
หนึ่งปีที่ผ่านมานับรวมๆ แล้วเธอก็ขอไปหลายล้านอยู่นะ ถึงมันจะไม่ได้กระทบขนหน้าแข้งคนรวยอย่างพวกเขาสักเท่าไรก็เถอะ
แต่สำหรับจันทร์งามมันไม่ใช่เลย จะทางไหนก็ถูกต้อนเข้าจนมุม จะเหลือสักกี่ทางให้เธอเลือกนักเชียว
ระหว่างอยู่กับสามีที่เกลียดเธอเข้าไส้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีใครทนได้ หรือ ปล่อยให้น้องชายตายแล้วตัวเองค่อยตายตามทีหลัง
จะว่าทางไหนก็แย่ทั้งสองทาง...
จีรชาเองก็รู้ว่าเธอยอมแต่งงานกับรฐาเพื่อเอาเงินมารักษาตัวเขา น้องชายไม่เคยบังคับฝืนใจเธอเลย มีแต่ให้กำลังใจตลอด แถมบางครั้งยังทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเธออีก
'พี่ไม่จำเป็นต้องฝืนทำเพื่อผมขนาดนี้หรอก ถ้าชีวิตผมมันจะจบลงก็เป็นเพราะผมทำบุญมาแค่นี้ก็เท่านั้นแหละ'
น้องชายที่อายุแค่สิบหกปี แต่กลับพูดจาเหมือนปลงกับชีวิตที่เผชิญโรคร้ายแรงแล้ว ใจเธอมันเจ็บไปหมด ยังไงก็อยากหาทางช่วยเขาไว้ให้ได้
"เอาเป็นว่าถ้าอยากหย่าพี่โรมก็ไปพูดกับคุณพ่อเองเถอะค่ะ"
จันทร์งามยังไม่อยากมานั่งใช้หนี้เงินจนตายหรอก ถ้าไม่ต้องลากน้องชายมาเกี่ยวข้องด้วยได้ก็คงดี แต่มันก็ทำไม่ได้ไง
"หึ เห็นแก่เงินจริงๆ วันๆ คงจะเอาไปซื้อกระเป๋าเสื้อผ้าแพงๆ มาใส่ล่ะสิท่า"
เป็นอีกข้อที่รฐาไม่เคยรู้เกี่ยวกับภรรยา เขาไม่เคยรู้ว่าเธอมีน้องชายที่ป่วยหนัก และเงินทุกบาทที่ขอไปก็เพื่อเอาไปรักษาน้องชาย เธอไม่เคยเอาเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวเลยสักครั้ง เงินที่ใช้ซื้อนู่นนี่นั่นก็เป็นเงินเดือนที่ได้มาจากการทำงานเป็นเลขาของเขานั่นแหละ
ก็เคยอยากอธิบายให้รฐาเข้าใจว่าการที่เธอยอมมาแต่งงานกับเขาไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงินอยากมีเงินใช้ไปจนแก่ตาย แต่ที่แต่งก็เพราะอยากช่วยต่อชีวิตจีรชาต่างหาก
แต่ก็นะ...คนที่เกลียดหน้าเธออย่างเขามีหรือจะเชื่อในสิ่งที่เธอพูด
ฝันไปเถอะ
"เป็นผู้หญิงก็ต้องหัดแต่งตัวสวยๆ เข้าไว้สิคะ ยังไงจันทร์ก็เป็นภรรยาของพี่โรมนะคะ ต้องดูดีไว้ก่อน"
บอกแล้วว่าการปะทะคารมกับรฐาเป็นอะไรที่เหนื่อยกว่าการรับมือพ่อสามี
"ไหมเขายังไม่เคยต้องใช้ของแพงๆ แบบเธอด้วยซ้ำ"
"อ๋อ หรือคะ...ผู้หญิงที่ทำงานเป็นนางแบบแต่งชุดยั่วถ่ายออกสื่อก็คงไม่จำเป็นต้องแต่งตัวอะไรให้มากหรอกค่ะ แค่โชว์เรือนร่างอย่างเดียวก็พอแล้ว-"
เพล้ง!
พูดไม่ทันจบรฐาก็เขวี้ยงแจกันราคาแพงที่ประดับในห้องนอนลงพื้นจนมันแตกกระจาย จันทร์งามไม่ได้แสดงสีหน้าตกใจอะไรเพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำลายข้าวของ
"ผู้หญิงของฉันเขาสูงส่งเกินกว่าที่เธอจะมาพูดจาดูถูกได้ จำใส่หัวไว้ด้วยว่าเธอกับเขามันเทียบกันไม่ได้!"
