๓ วิมานดิน (๒)
พวกเราเคยคบกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็เป็นช่วงเวลาแสนสั้นเพราะคิดว่าลดสถานะเหลือแค่เพื่อนน่าจะยืนยาวกว่า ตอนเป็นแฟนทะเลาะได้ไม่เว้นวันไม่มีความสุขเลยสักนิด เขาร้อนเธอเองก็ไม่ยอมสุดท้ายความสัมพันธ์เกือบพัง
ทว่ายังอยากมีอีกฝ่ายในชีวิต พอมาคุยจริงจังจึงตกลงเป็นเพียงเพื่อนเท่านั้น...จนมาถึงปัจจุบันที่ยังมีสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเหมือนเดิม
“เพ้อเจ้อเหรอ” เขาหลุดหัวเราะเมื่อเห็นว่าเธอยกมือเตรียมจะชก
“เอาไปดูเองแล้วกัน” หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกดภาพที่ถ่ายด้วยตัวเองให้หล่อนดู ตอนแรกก็สงสัยไม่เคยเห็นไอศูรย์จริงจังเท่านี้มาก่อน แต่เมื่อเห็นภาพก็หน้าถอดสีพูดอะไรไม่ออก ชายหญิงที่นั่งดินเนอร์ในร้านอาหารหรูด้วยกันไม่ใช่คนอื่นไกล
เป็นสามีของหล่อนกับผู้ช่วยเลขานุการนั่นเอง...
“ไม่เห็นมีอะไร ก็เจ้านายลูกน้อง” ยื่นโทรศัพท์กลับแล้วทำเหมือนไม่คิดมาก แต่แววตากลับสั่นไหวด้วยความเสียใจและค่อนข้างสับสนพอสมควร เขาเห็นอย่างนั้นก็ถอนหายใจแล้วเก็บของกลับคืน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เขาไม่อยากก้าวก่ายแต่ก็ยังเป็นห่วงเพื่อน
“รู้ก่อนหน้าแล้วใช่ไหม” พอจะคาดเดาได้จึงถาม
“ไม่มีอะไรมากกว่านั่นหรอก นายไม่ต้องเป็นห่วงฉันโอเค” รอยยิ้มของหล่อนฝืนจนตนนึกสงสาร ยกมือขึ้นวางไว้บนศีรษะมนเหมือนที่เคยทำทุกครั้งยามจะปลอบเธอ โดยลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้อยู่ในเขตรั้วบ้านปิยังกูร
แล้วตนก็เป็นเพียงแค่เพื่อน...ไม่ใช่สามีของหล่อน
“สวัสดีครับคุณไอศูรย์” เสียงที่ดังจากทางด้านข้างทำให้พวกตนต้องหันมามอง ก่อนพบหนึ่งนทีที่เดินเข้ามาใกล้ภรรยา ก่อนดึงหล่อนเข้ามาโอบเอาไว้ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาที่แสดงออกแทบจะเผาชายอีกคนให้มอดไหม้ด้วยซ้ำ
เขาเห็นดังนั้นจึงยอมปล่อยมือออกแล้วทิ้งลงข้างลำตัวเหมือนเดิม กลัวว่าตัวเองอาจจะไปสร้างภาระให้หล่อนหรือเปล่า สายตาของคนมาใหม่เหมือนจะฆ่ากันให้ตายเสียตรงนี้
“ครับ ผมเอาของขวัญมาให้อาม่าแล้วเจอกับทิพย์เลยคุยกันนิดหน่อย” เรียกชื่ออย่างสนิทสนมจนเขานึกขุ่นมัวในใจ หันมามองร่างบางที่ไม่คิดจะหันมาสบตากันก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของเธอ ไม่แน่ว่าอาจเกิดจากผู้ชายตรงหน้าก็ได้
“อ้อ คุณหนึ่งคงไม่ทราบว่าเราสองคนเป็นเพื่อนกันมาก่อน เป็นเพื่อนมานานมากเลยล่ะครับ น่าจะสิบกว่าปีเห็นจะได้” คุยอย่างออกรสพร้อมสังเกตสีหน้าของคนฟังไปด้วย เห็นถึงร่องรอยกรุ่นโกรธในดวงตาสีหม่นก็นึกพึงพอใจ
แสดงว่าชายตรงหน้าก็มีความรู้สึกต่อเพื่อนของเขาเหมือนกัน แล้วที่ไปดินเนอร์แสนหวานกับผู้หญิงคนอื่นมันหมายความ่วาอย่างไรกันแน่
ช่างเถอะ...ไม่ใช่เรื่องของตนสักหน่อย
ปล่อยให้เจ้าตัวจัดการเองแล้วกัน
“ครับ...กำลังจะกลับหรือเปล่าครับ” ไม่รู้ว่าประโยคนั้นเป็นการไล่กันหรือเปล่า แต่ไอศูรย์ก็เลือกพยักหน้าเตรียมออกจากบ้านหลังใหญ่เพราะมีงานอื่นต้องรีบกลับไปทำ
“ครับ จะกลับพอดี...ไปล่ะนะ” ไม่วายหันมาลาเพื่อนสนิท
“อือ” เธอพยักหน้าตอบกลับแล้วยกมือโบกลา ยังไม่ทันจะขึ้นรถก็นึกบางเรื่องขึ้นมาได้ก่อน จึงหันมาบอกผู้ชายที่ยืนข้างหล่อน
“ได้ข่าวว่าคุณหนึ่งไปที่สนามแข่งเหรอครับ...ถ้ามาวันไหนก็บอกหน่อยสิจะได้จัดที่พิเศษเอาไว้ให้” คนถูกถามยังคงนิ่งเฉยเพราะตัวเองไปโดยไม่บอกใคร อยากพบกับผู้หญิงที่อุตส่าห์รอมาเนิ่นนานว่าจะได้พบหล่อนอีกครั้ง แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ไปหาเพื่อน” ปฏิเสธทันที
เมื่อก่อนยังไม่รู้สึกอะไรยามเจอหน้า แต่ตอนนี้กลับไม่ถูกชะตากับไอศูรย์สักนิด ความรู้สึกพวกนี้มาจากไหนเขาก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แค่เพียงเห็นหน้าอีกฝ่ายก็พาลอารมณ์เสียแล้ว อาจจะตั้งแต่เห็นชายผู้นั้นวางมือบนศีรษะของเมียตนก็ได้
คนอะไรไม่รู้มารยาทเอาเสียเลย มายุ่งกับผู้หญิงมีเจ้าของได้อย่างไร...
“ไว้โทรหานะ ไปล่ะ” ไอศูรย์พูดกับเพื่อนแล้วขึ้นรถขับออกไปทันที
โดยหล่อนทำได้เพียงมองตามแล้วกัดฟันกรอด นึกโมโหอีกฝ่ายที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ให้กัน เพราะแรงบีบเอวแน่นขึ้นจนใบหน้าหวานถึงกับเหยเก พยายามขืนตัวออกแล้วเดินกลับบ้านไม่พูดจากับเขาเลยสักคำ
เธอรู้ว่าสามีให้ความเอ็นดูแล้วอาจถึงขั้นเลี้ยงดูผู้ช่วยเลขาคนใหม่ แต่ไม่คิดว่าจะทำโจ่งแจ้งถึงขั้นไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารหวานชื่น เห็นแล้วก็นึกหงุดหงิดจนไม่อยากมองหน้าเขา กลัวว่าจะอารมณ์เสียจนโวยวายใส่อีกฝ่าย
เพราะเธอไม่เคยเผยอีกด้านให้เขาเห็นเลยสักครั้ง เป็นภรรยาที่อยู่ในกรอบและอ่อนหวานมาตลอด ให้เห็นเพียงภาพด้านดีแทบไม่โมโหใส่ร่างสูงเลยสักครั้ง
