๓ วิมานดิน (๑)
๓
วิมานดิน
ใกล้ถึงวันเกิดของคุณพินนารีทำให้ลูกหลานได้กลับมารวมตัวกันเพื่อจัดงานฉลองให้แก่ท่าน ปกติมักจะจัดอยู่ที่โรงแรมแล้วเชิญแขกร่วมร้อยมาอวยพร แต่ปีนี้ท่านไม่อยากยุ่งยากจึงจัดที่บ้านเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น แต่ก็ยังเปิดรับของขวัญและคำอวยพรจากคนรู้จักตลอดทั้งวัน โดยมีหลานสะใภ้คอยอยู่ข้างกาย
ท่านมีหลานสาวที่เกิดจากลูกชายคนรองถึงสามคน แต่ทุกคนก็ทำงานยุ่งหัวหมุนกันทั้งนั้นจึงจะมาช่วงเย็น ส่วนวาดดาวก็ไปเรียนหนังสือไม่ได้มาช่วยงาน มีเพียงทิพย์วารีที่ว่างมาอยู่เป็นเพื่อนท่านเพื่อคอยต้อนรับแขกเหรื่อ
บ้านที่เคยเงียบเหงากลับมาสดชื่นอีกครั้ง คุณพินนารีก็แย้มยิ้มพูดคุยถึงเรื่องในอดีตอย่างมีความสุข ก่อนที่นักเรียนทั้งสี่คนจะกลับมาถึงบ้าน พบตะวันกับวาดดาวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนเด็กหญิงสองคนที่ถูกรับมาเลี้ยงอย่างใบบัวและใบบุญก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมาช่วยงานทันที
“เหนื่อยไหมลูก อยู่กับอาม่าทั้งวันเลย” หันมาถามสะใภ้ที่ไม่เคยห่างกาย บอกให้ไปพักก็ไม่ยอมจะอยู่เป็นเพื่อนท่าเดียว
“ไม่ค่ะ รู้จักคนเยอะสนุกดี” ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มทำให้ท่านยิ่งเอ็นดูและรักหลานสะใภ้คนนี้มากเหลือเกิน จนได้แต่ขอวิงวอนต่อบรรพบุรุษให้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง อย่าได้มีเรื่องต้องแตกหักจนเสียสะใภ้คนนี้ไปเลย
“มีคนมาแล้วค่ะอาม่า” แม่บ้านเดินเข้ามาพร้อมแขกที่ถือของขวัญมามอบให้ท่าน เพียงแค่ได้สบตากับอีกฝ่ายก็ทำให้เธอนึกแปลกใจพอสมควร
ทำไมเขาถึงมาที่นี่...
“สวัสดีครับ ผมไอศูรย์เอาของขวัญมาให้ครับอาม่า” แนะนำตัวเสร็จสรรพแล้วเดินมานั่งยังโซฟาเดี่ยวเยื้องกับท่าน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับผู้หญิงที่สนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เขาไม่ได้มองเธอแต่เลือกจะมอบของขวัญให้เจ้าของวันเกิด
“อ้อ ลูกคุณดิเรกกับคุณพรมขวัญ...น่าเสียดายพ่อกับแม่เราไม่อยู่แล้ว” ถึงจะแก่ตัวก็ใช่ว่าความทรงจำจะถดถอยไปด้วย ท่านยังจำผู้คนและเรื่องราวในอดีตได้เกือบจะทั้งหมด จนนึกทึ่งในความทรงจำของอาม่าพอสมควร
คนมาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็อมยิ้มไม่คิดว่าคนอายุแปดสิบกว่าจะจำบุพการีของตนเองได้ด้วย เคยติดสอยห้อยตามพวกท่านมาที่บ้านหลังนี้เมื่อนานมากแล้ว ตอนแรกที่ทราบว่าเป็นวันเกิดของท่านก็คิดจะให้คนส่งของขวัญมาอย่างเดียว ทว่าพอนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่หล่อนแต่งเข้าตระกูลปิยังกูรก็เปลี่ยนใจ อยากมาหาหญิงสาวเช่นเดียวกันจึงได้ถือของขวัญมามอบด้วยตัวเอง
“แต่ก็มีลูกชายหน้าตาหล่อเหลามาช่วยคุมงานทั้งหมด โชคดีจริงๆ ที่ได้ลูกชายดีขนาดนี้” ชมร่างสูงไม่ขาดปาก ทำเอาเขาเริ่มเขินอายไม่นึกว่าตัวเองจะได้รับคำชมมากขนาดนี้ จึงอยู่คุยกับท่านครู่หนึ่งก่อนจะมีคนใหม่เข้ามาถึงต้องยกมือไหว้ลา
“เอ่อ อาม่าคะ หนูขอไปส่งแขกก่อนนะคะ” เห็นว่าเขากำลังจะกลับทั้งที่ยังไม่ได้พูดคุยกันจึงหันมาบอกท่าน
“ไปสิๆ” เหมือนคุณพินนารีจะทราบว่าหลานสะใภ้รู้จักกับอีกฝ่าย จึงพยักหน้าอนุญาตไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด ดูแล้วฝ่ายชายไม่ได้มีพิษมีภัย แล้วสายตาคนของตัวเองก็ไม่มีความอาลัยอาวรณ์เหมือนคนเคยรัก อาจเป็นเพียงเพื่อนหรือคนรู้จักเท่านั้น
ร่างบางค้อมศีรษะแล้วยิ้มให้คนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ ส่วนตนก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อตามให้ทันชายที่เพิ่งเดินออกมา “ไอศูรย์” เรียกเขาเพื่อเป็นการรั้งเอาไว้ ทำให้ชายหนุ่มต้องหันมามองแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน
“ว่าแล้วเธอต้องตามออกมา” หันกลับมามองพร้อมยกมือกอดอก เธอเห็นท่าทีของเขาก็นึกหมั่นไส้ จนต้องเดินเข้ามาตีอกกว้างแม้ว่าความสูงจะค่อนข้างห่างกัน แล้วตนก็สูงเพียงออกกว้างก็ตาม แต่เพราะความสนิทสนมมานานทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีทางโกรธหรือทำร้ายกลับ
“นายจะมาไม่เห็นบอกกันเลย”
“ทำไมต้องบอก มาหาอาม่าไม่ได้มาหาเธอสักหน่อย” ไหวไหล่เล็กน้อยตอบกลับหน้าตาย นิ่งทำให้เธอหมั่นไส้มากกว่าเดิม
“จะกลับไม่ใช่เหรอเดี๋ยวเดินไปส่ง” ว่าแล้วก็ผายมือไปยังที่จอดรถซึ่งอยู่หน้าบ้านใกล้กับลานน้ำพุที่เป็นฮวงจุ้ยสำคัญของบ้านหลังใหญ่ ใบหน้าคมหลุดยิ้มด้วยความเอ็นดูอีกฝ่ายแล้วเดินตาม ระหว่างนั้นก็พูดคุยกันอย่างออกรสเพราะช่วงนี้เขายุ่งจึงไม่ค่อยได้ตอบข้อความเธอเท่าไหร่
ทว่าอีกเหตุผลที่มาบ้านหลังนี้ก็คือเป็นห่วงหล่อน พอจะทราบถึงการแต่งงานที่เรียกว่าคลุมถุงชนก็คงไม่ผิดนัก ไม่เคยได้ยินว่าทิพย์วารีคบหากับหนุ่มรุ่นน้องมาก่อน รู้เรื่องอีกทีก็มีบัตรเชิญงานแต่งมายื่นตรงหน้าแล้ว เขาไม่ได้ถามรายละเอียดจากหล่อนมากนักแต่พอจะทราบว่าไม่มีใครบังคับเธอได้
ถ้าเจ้าตัวไม่อยากแต่งเอง...
คงถูกตาต้องใจเจ้าบ่าวก่อนนั่นแหละ ซึ่งเป็นความคิดของเขาฝ่ายเดียวยังไม่ได้ถามอีกฝ่ายจริงจังเลยสักครั้ง
“กับสามีโอเคหรือเปล่า” เปิดประเด็นจนทำให้ร่างบางหันมองด้วยความสงสัย
“อารมณ์ไหนมาถาม” ไม่เคยสักครั้งที่อีกฝ่ายจะถามถึงสามีของหล่อน ตอนที่คุยกันส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความชอบที่มีร่วมกันมากกว่า จนเธอสงสัยว่าทำไมคราวนี้ไอศูรย์จึงได้เอ่ยถึงหนึ่งนทีทั้งที่ไม่เคยเจอกันเลยสักครั้ง
“อารมณ์ถ่านไฟเก่ากำลังจะร้อนมั้ง” พอได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย
