บทย่อ
ครอบครัวของ "ทิพย์วารี" สนิทสนมกับครอบครัว "หนึ่งนที" ผู้ใหญ่จึงจัดการแต่งงานให้คนทั้งสอง สามปีที่อยู่ด้วยกันเขาแทบไม่ทำหน้าที่สามีเลยสักครั้ง มีเพียงความเหินห่างและเย็นชา กระทั่งวันที่เธอเสียใจจากการถูกเขาเหยียบย้ำหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเป็นฝ่ายเลือกเดินออกมาเอง โดยทิ้งไว้เพียงใบหย่าให้ดูต่างหน้า จนเขาต้องเป็นฝ่ายตามหาภรรยา ที่เพิ่งรู้ว่าเธอมีค่ากับตนมากแค่ไหนตอนที่กำลังจะเสียคนสำคัญไป
๑ ภรรยาที่น่าเบื่อ (๑)
๑
ภรรยาที่น่าเบื่อ
การเป็นลูกสะใภ้คนโปรดของบ้านเศรษฐีทำให้หล่อนไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเข้าครัวแล้วทำงานบ้านเยี่ยงนางซิน แต่ได้ใช้ชีวิตหรูหราในเรือนหอที่สร้างแยกจากบ้านหลัก เป็นคุณผู้หญิงที่มีแม่บ้านในปกครองกว่าห้าคน สามารถตื่นสายเท่าที่ใจต้องการได้เลย
ทว่ามันก็ต้องแลกมากับความอ้างว้างเพราะสามีไม่เคยทำหน้าที่เลยสักครั้ง...
สามปีที่ใช้ชีวิตในบ้านราวคนแปลกหน้า เธอเฝ้ารอว่าเขาจะหันมาพูดคุยหรือถามไถ่สักครั้งก็ยังดี แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวเลยสักนิด เราแยกห้องนอนกันตั้งแต่วันแรกโดยที่ไม่มีคนในบ้านกล้าปริปากบอกบ้านใหญ่ ต่อหน้าทุกคนเขาคือสามีแสนอบอุ่นอ่อนโยน เล่นละครได้แนบเนียน เมื่อลับสายตากลับมอบให้กันเพียงความเย็นชา
มือบางวาดคิ้วสวยที่โก่งดั่งคันสร แต่งแต้มสีสันให้ใบหน้าแล้วปิดทับด้วยแว่นตากลมโต เธออ่านหนังสือหนักจากการเรียนที่ค่อนข้างหนักหน่วงพอสมควร จบคณะเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ ใช้ทุนและทำงานอยู่โรงพยาบาลรัฐเกือบสามปี ก่อนจะแต่งงานกับคนที่ครอบครัวเห็นว่าคู่ควรแล้วออกมาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้ว
เธอมีบ้านหลังใหญ่ รถคันโตแล้วก็ร้านขายยาที่บ้านของสามีเปิดให้โดยเฉพาะ มีเงินเข้ากระเป๋าไม่ขาดสาย เงินใช้ไม่ขาดมือเลยสักครั้ง แต่ทำไมหัวใจถึงยังว่างเปล่าเหมือนเดิม
เหม่อมองผู้หญิงที่ดวงตาไร้แววแห่งความสุข คล้ายกับว่าโดนพรากความสดใสไปจากการแต่งงานที่ฝ่ายชายไม่เต็มใจ
ทั้งที่เธอ...รอคอยเขามาตลอด
“คุณหนึ่งยังไม่ลงมาเหรอ” เมื่อแต่งหน้าแต่งตัวเสร็จก็เดินลงมาข้างล่าง
เรือนหอราคาสามสิบล้านตั้งอยู่บนพื้นที่สามสิบห้าไร่โดยมีบ้านทั้งหมดห้าหลังด้วยกัน รวมถึงหลังที่เธอกำลังอาศัยอยู่ด้วย เป็นกฎว่าหากลูกชายหรือหลานชายแต่งงานจะต้องย้ายออกจากบ้านใหญ่ไปอยู่อีกหลังในพื้นที่เดียวกัน ส่วนหลานสาวหากแต่งสามีเข้าก็ต้องอยู่บ้านของพ่อแม่เหมือนเดิม ไม่สามารถสร้างเรือนหอในพื้นที่ได้ นอกเสียจากจะออกไปอยู่ที่อื่น
เธอแต่งงานกับหนึ่งนที ปิยังกูร หลานชายคนที่สองของบ้านซึ่งเป็นคนแรกที่ขายออก เพราะผู้ชายคนอื่นยังไม่แต่งงานเลยสักคน
บ้านปิยังกูรมีคุณบุรีเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ท่านจากไปเมื่อห้าปีก่อนด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อำนาจทั้งหมดจึงถูกถ่ายโอนมายังลูกชายคนโตอย่างคุณสรพิชิตซึ่งแต่งงานกับภรรยาที่คบหากันมาหลายปีคือคุณดารารุ่ง มีบุตรชายด้วยกันสองคน คนแรกเอกกวี ปิยังกูรเรียนจบบริหารมาช่วยกิจการของครอบครัว ส่วนคนที่สองคือสามีของหล่อน
พวกเราได้ย้ายออกมาอยู่กันตามลำพัง โดยมีคุณพินนารีเป็นตัวตั้งตัวตีทุกเรื่อง ด้วยความที่ครอบครัวของเราสนิทสนมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า เคยคิดจะดองกันรุ่นลูกแต่ไม่สำเร็จจึงมาถึงรุ่นหลานที่จับคู่ได้สักที หล่อนกลายเป็นสะใภ้คนโปรดที่ท่านเรียกหาบ่อยครั้งเพราะไม่ได้ไปทำงานจริงจัง
ร้านขายยาขนาดใหญ่ที่ท่านเปิดให้ก็มีลูกจ้างสามคนที่ประจำอยู่แล้ว เธอแค่เข้าไปดูหน้างานแล้วก็เอกสารบางส่วน แทบไม่ได้ออกไปไหนไกลบ้านเลย
“ยังค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างนอบน้อม
“เดี๋ยวฉันขึ้นไปตามเอง” ถึงเวลาที่ต้องไปรับประทานอาหารที่บ้านใหญ่จึงไม่อาจช้าไปกว่านี้ได้
อาม่ามักจะเรียกให้ลูกหลานไปรวมตัวกันทุกเช้าวันศุกร์และเย็นวันอาทิตย์ นอกจากสองวันนี้ก็แทบไม่มีใครขึ้นไปบนตึกใหญ่เลยด้วยซ้ำ ต่างคนก็มีธุระของตัวเองแล้วถ้าท่านไม่กำหนดวันที่ต้องพบปะกันก็แทบไม่มีใครไปหาเลยสักคน จนคนแก่เหงาจึงได้รับเลี้ยงเด็กอีกสองคนคอยอยู่เป็นเพื่อน ก่อนจะได้ลูกสะใภ้อย่างทิพย์วารี ปิยังกูรมาเป็นเพื่อน
“คุณหนึ่ง...” กำลังจะเคาะประตูเรียกเขาแต่เห็นว่าประตูห้องของอีกฝ่ายไม่ได้ล็อค จึงถือวิสาสะผลักออกเสียงเบาแล้วเดินเข้ามาในห้องของสามี
เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากเองว่าอยากแยกห้องนอน เธอก็ตามใจนึกว่าแยกไม่นาน แต่ไม่คิดว่าระยะเวลามันจะยาวมาถึงสามปี พวกเราแทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้ากันไปแล้วด้วยซ้ำ ชายหนุ่มแทบไม่เคยมองหน้าหล่อนตรงๆ ด้วยซ้ำ
มันค่อนข้างน่าหงุดหงิด เพราะเธอกำลังจะเสียเวลาสามปีไปโดยเปล่าประโยชน์...
ติ้ง ติ้ง...
ข้อความดังจากมือถือของเขาที่วางอยู่โต๊ะข้างหัวเตียง เสียงน้ำไหลกระทบพื้นดังมาจากห้องน้ำทำให้รู้ว่าเขากำลังชำระร่างกาย ความสนใจของเธอจึงถูกดึงกลับมายังหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง ก่อนพบว่ามันเป็นข้อความมาจากผู้หญิงที่ตนเคยเห็นยามไปหาเขาที่บริษัท
‘รีบมานะคะ น่านคิดถึงคุณแล้ว’
*ส่งรูป*
เธอไม่อาจทราบได้ว่ารูปที่ส่งเป็นรูปอะไรเพราะไม่สามารถเปิดเข้าไปชมได้ แต่หัวใจของคนเป็นภรรยาแทบแตกออกเป็นเสี่ยง พอจะคาดเดาได้บ้างว่าตอนนี้เขากำลังคุยกับหญิงอื่น แต่ไม่เคยเห็นกับตาตัวเองแบบนี้ มือบางกำเข้าหากันแน่นปากสั่นด้วยความโกรธ อยากปากโทรศัพท์ของเขาลงบนพื้นก็ไม่กล้าทำ
ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแล้วจ้องข้อความที่ส่งเข้ามาไม่หยุด ส่วนใหญ่เป็นรูปภาพของอีกฝ่ายที่เธอไม่สามารถดูรูปเต็มได้
‘มาที่ห้องสิคะถ้าอยากเห็นของจริง น่านจะให้จับทั้งตัวเลย’ ยกมือขึ้นปิดปากกลัวเสียงสะอื้นจะเล็ดลอดออกไป ก่อนหันไปมองห้องน้ำเมื่อเสียงสายน้ำหยุดลง บอกให้รู้ว่าเขาอาบน้ำเสร็จแล้วจึงได้รีบเดินออกจากห้อง กลัวว่าอีกฝ่ายจะจับได้เรื่องที่หล่อนเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขาก่อน
“เข้ามาทำไม” แต่ออกไปไม่ทันเพราะอีกฝ่ายเห็นเสียก่อน จึงหยุดชะงักมือแล้วสูดลมหายใจเข้าปิดลึก ไล่น้ำตาที่คลอเบ้าให้กลับเข้าไปแต่ก็ทำได้ยากจึงต้องแอบยกมือขึ้นปาดน้ำตารวดเร็ว ค่อยหันกลับมามองสามีพร้อมยิ้มให้เขาเล็กน้อย
“เห็นคุณไม่ลงไปข้างล่างสักทีเลยขึ้นมาตาม วันนี้เราต้องไปกินข้าวที่บ้านอาม่าไม่อยากไปสาย” บอกเหตุผลที่ทำให้อีกฝ่ายนึกหงุดหงิด
ผู้หญิงตรงหน้าคือคนที่อาม่าบังคับให้เขาแต่งงานด้วย บอกเพียงเป็นสายสัมพันธ์ของรุ่นเพื่อนที่ทำสัญญาใจกันมานาน ไม่อยากผิดต่ออีกฝ่ายจึงบังคับให้หลานคนรองต้องแต่งงาน ทั้งที่พี่ชายของเขาก็ยังโสดแต่กลับไม่ถูกเลือก
ทำไมต้องเป็นตนด้วย...
พอทราบว่าฝ่ายหญิงเป็นคนขอแต่งงานกับเขาเองก็ยิ่งไม่ชอบหล่อนมากกว่าเดิม ยามอยู่กันสองคนก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการอยู่ใกล้ ต่างจากตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นต้องคอยเล่นว่ารักใคร่กลมเกลียวเพื่อให้อาม่าสบายใจ
“คราวหลังให้คนอื่นมาบอกไม่ต้องขึ้นมาเอง...บอกกี่รอบแล้วว่าไม่ให้เข้ามาในห้อง” อดไม่ได้ที่จะบ่นคนตรงหน้า
“ขอโทษที่มารบกวนแล้วกันค่ะ” นึกขุ่นเคืองเขาเช่นเดียวกันจึงโต้กลับทันที
ไม่อยู่รอให้ตัวเองโดนด่าก็รีบออกจากห้องของสามีเพื่อไปยังห้องนอนตัวเองที่อยู่อีกฝั่ง ปิดประตูรวดเร็วแล้วทรุดนั่งลงบนพื้น พิงประตูเอาไว้อย่างนั้นแล้วเหม่อมองไปข้างหน้าไม่อาจหาจุดสนใจได้ อยากร้องไห้ก็กลัวว่าตาจะแดงไปบ้านใหญ่จนถูกคนอื่นสงสัย จำต้องอดกลั้นความเสียใจเอาไว้แล้วบนตัวเองให้ทนต่อไป
เมื่อเป็นฝ่ายเลือกเองแล้วจะทำอะไรได้ ความหวังที่เขาจะหันกลับมารักกันแทบเป็นศูนย์ด้วยซ้ำ แล้วชายหนุ่มยังมีคนอื่นอีก
หรือการหย่า...จะเป็นทางเลือกที่ดีของเรา

