๒ ความเก่าที่ฝังใจ (๒)
“ได้ค่ะคุณลูกค้า!” แล้วเธอก็ดูจะมีความสุขในการขายเป็นอย่างมาก ตักขนมใส่ถ้วยให้ลูกค้าแล้วรับเงินมานับอย่างดีใจแม้จะเป็นเพียงแค่ใบไม้ก็ตาม พวกเขาเล่นสนุกด้วยกันแม้จะไม่รู้จักชื่อก็ตาม คนมาใหม่ดูจะตามใจเธอไปหมดทุกอย่าง
กระทั่งได้ยินเสียงผู้ใหญ่ดังมาแต่ไกลจึงได้เหลียวมอง “ม้านึกว่าหายไปไหน ที่แท้ก็มาเล่นอยู่กับพี่ทิพย์นี่เอง” เด็กน้อยหันมามองหน้ากันก่อนที่จะลุกจากพื้นเพื่อเดินมาหาผู้ใหญ่ทั้งสองคน หญิงสาวเดินไปกอดมารดาของตัวเอง ขณะที่เด็กชายก็โผเข้าหาแม่เช่นเดียวกัน
“รู้จักกันได้ยังไงเนี่ย” คุณดารารุ่งซึ่งเป็นมารดาของเด็กชายเป็นคนถาม
“เขาเล่นคนเดียวผมเลยมาเล่นเป็นเพื่อน” พูดให้ฟังทันทีจนผู้ใหญ่สองคนหันมายิ้มให้กัน
“เขาได้ยังไง พี่ทิพย์อายุมากกว่าเราอีกนะ เรียกพี่สิลูก” เด็กชายยังไม่ยอมทำตามคำสั่งของแม่เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อน เล่นด้วยกันมาเกือบสามสิบนาทีจะให้เปลี่ยนจากเพื่อนเป็นพี่ได้ยังไงล่ะ ไม่ชินเอาเสียเลย
“ไม่เป็นไรค่ะ ห่างกันไม่กี่ปีเองไม่ต้องเรียกพี่หรอก...ไม่แน่อนาคตอาจได้ดองกันก็ได้นะคะ” มารดาของเด็กหญิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา สร้างความสงสัยแก่ทิพย์วารีเป็นอย่างมาก ไม่เข้าใจคำว่าดองกันแต่เลือกจะเก็บเงียบไม่ถามให้กระจ่าง
โดยไม่รู้เลยว่าหลายสิบปีต่อมาตนจะได้แต่งงานกับผู้ชายคนนั้น...
ครั้งแรกที่เราพบกันสร้างความประทับใจแก่หล่อนไม่รู้ลืม หลายครั้งที่เขาติดตามคุณดารารุ่งไปยังบ้านของตนเพราะครอบครัวเราสนิทสนมกันตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า ไล่มาถึงรุ่นลูกและส่งต่อมายังรุ่นหลาน แถมตอนนี้ยังเป็นทองแผ่นเดียวกันอีกต่างหาก
ความจริงคนที่หล่อนต้องแต่งงานด้วยคือพี่ชายของเขาอย่างเอกกวี แต่พอได้คุยกันก็ทำให้ทราบว่าเขาไม่มีความประสงค์จะสานสัมพันธ์กับใคร แล้วดูเหมือนเราจะเข้ากันไม่ได้ทั้งความคิดและวิธีการดำเนินชีวิต ที่สำคัญไปกว่านั้นคือความรู้สึกของเธอมีให้น้องชายของเขามากกว่า
คงเป็นตราบาปไปทั้งชีวิตถ้ารักคนน้องแต่ดันแต่งงานกับคนพี่
จึงตัดสินใจเอ่ยกับคุณพินนารีว่าขอเปลี่ยนเจ้าบ่าวจากเอกกวีเป็นหนึ่งนทีได้หรือเปล่า ซึ่งผู้ใหญ่ก็ตามใจหล่อนด้วยการสับเปลี่ยนคู่หมั้นให้ทันที ก่อนที่เธอจะได้เจอกับเขาอีกครั้งหลังจากเราแยกย้ายกันไปเติบโตในเส้นทางของตัวเอง
นึกว่าพบกันครั้งนี้จะได้รับรอยยิ้มจากเขา กลับกลายเป็นใบหน้าเฉยชาติดบึ้งตึง...
“ผมไม่ต้องการแต่งงานกับคุณ”
นั่นคือประโยคแรกที่เขาพูดกับเธอหลังหวนกลับมาพบกันอีกครั้ง นิ่งอึ้งไปพักหนึ่งก่อนรวบรวมสมาธิ พอเข้าใจได้ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงเอ่ยเช่นนั้น
เขาเพิ่งเลิกรากับคนรักคงไม่อยากใช้ชีวิตโสดมากกว่า ที่สำคัญคือแววตาของชายหนุ่มไม่มีความรักใคร่ต่อหล่อนเลยสักนิด
แน่ล่ะ...เราเพิ่งได้พบกันครั้งแรก
แล้วหน้าตาแบบเธอจะมีชายไหนมาชอบกันล่ะ จืดชืดไม่ได้สวยจับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอสักหน่อย
“แต่ฉันต้องการแต่งงานกับคุณค่ะ” เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้มหวาน กลับถูกฝ่ายชายมองว่ากำลังยียวนกวนประสาท ยิ่งทำให้ร่างสูงโมโหมากกว่าเดิม
“ยกเลิกงานแต่งซะ ไม่อย่างนั้นผมจะทำให้คุณไม่มีความสุขตลอดชีวิตแต่งงาน ต้องการแบบนั้นหรือเปล่าล่ะ” คำขู่ของเขาเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะหล่อนยังคงยืนยันคำเดิมเนื่องจากมีเจตนาจะแต่งงานกับหนึ่งนทีเพียงผู้เดียว
“ฉัน...จะแต่งงานกับคุณค่ะ” การพบกันครั้งแรกของดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความทรงจำที่ดีเท่าไหร่ แล้วเขาก็คงลืมเลือนเรื่องในอดีตระหว่างเราไปจนหมดสิ้น มีเพียงหล่อนที่เอาอีกฝ่ายเป็นบรรทัดฐานในการหาแฟน แล้วก็ไม่เคยมีใครดีเท่าเขาเลยสักคน
เธอถึงคบใครก็ไม่เคยเกินสามเดือนอย่างไรล่ะ...
งานแต่งถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการโดยมีแขกนับพันคนที่มาร่วมแสดงความยินดี บ่าวสาวแย้มยิ้มต้อนรับทุกคน แต่ที่น่าฮือฮาคือแฟนเก่าคนล่าสุดของเขาที่เป็นนักแสดงก็มางานด้วย ทำเอาถูกจับตาเป็นพิเศษว่าจะมีฉากเด็ดหรือเปล่า ซึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะฝ่ายหญิงแค่มาอวยพรแล้วออกจากงานไปอย่างรวดเร็ว
เจ้าสาวค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนแรกก็นึกกลัวเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะตรงเข้ามาตบตนหรือเปล่า
งานเลี้ยงเลิกราเพราะถึงเวลาเข้าหอ ก้าวเท้ามายังเรือนหอหลังใหม่ที่อาม่าเป็นคนสร้างให้หมดไปหลายสิบล้าน เพื่อหลานชายและหลานสาวคนโปรด ทุกคนเข้ามาอวยพรแล้วต้อนรับเธออย่างอบอุ่น แต่สิ่งที่ทำให้ใจของหญิงสาวหนาวเหน็บคือฝ่ายชายออกจากห้องในคืนเข้าหอ
แล้วเขาก็ไม่กลับเข้ามานอนห้องเดียวกันอีกเลย...
“ฮันนีมูน!” หลังแต่งงานได้ไม่นานก็ถูกเรียกให้ไปพบ ก่อนอาม่าจะหยิบยื่นโอกาสให้พวกเขาได้ไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันสองคน หญิงสาวอมยิ้มมีความสุข ต่างจากฝ่ายชายที่ทำหน้านิ่งไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่
“ผม...กลัวว่าจะติดงาน”
“ไม่ต้องห่วง อาม่าให้เอกจัดการหมดแล้ว เรากลับมาค่อยทำช่วยพี่เขาก็ได้” ท่านดักไว้หมดทุกทางจนเขาไม่อาจปฏิเสธได้
จึงจำใจต้องมาฮันนีมูนกับภรรยาที่ตัวเองไม่ได้รักกันลำพัง
สถานที่คือเกาะส่วนตัวของครอบครัว เหมือนท่านวางแผนจะให้พวกเขาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เพื่อจะได้มีเหลนให้อุ้ม แต่ความเป็นจริงคือฝ่ายชายนอนตลอดหกวันห้าคืนที่มาอยู่บ้านหลังนี้ แถมยังขอแยกห้องจากหล่อนอีกต่างหาก
“ไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้เลยสักนิด” พึมพำกับตัวเองแล้วมองทะเลอย่างเศร้าสร้อย
การแต่งงานครั้งนี้หล่อนตัดสินใจถูกหรือเปล่าเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว...
