๑ ภรรยาที่น่าเบื่อ (๓)
หล่อนมองนาฬิกาบ่อยครั้งเห็นว่าเลยเวลาเลิกงานไปนานแล้วแต่เขาก็ยังกลับไม่ถึงบ้านสักที มือบางกำเข้าหากันระงับใจไม่ให้คิดเพ้อไปไกล แม้ความจริงจะกลัวมากแค่ไหนว่าเขาอาจจะไปต่อที่อื่น บอกตัวเองให้สนใจสอนหนังสือหลานชายที่อุตส่าห์มาหาถึงบ้าน
เรือนหอของหล่อนอยู่ด้านหลังติดกับบ้านของลูกชายคนที่สามของบ้านปิยังกูรอย่างคุณสิรภพ ท่านแต่งงานกับนักแสดงชื่อดังคือคุณฟ้าลดา มีบุตรธิดาด้วยกันสองคนที่อายุค่อนข้างห่างจากหล่อนเป็นรอบ ตอนแรกก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ แต่หลังจากเคยช่วยเหลือพบตะวันจากกลุ่มเด็กอันธพาลก็ได้รับความไว้วางใจและเข้ามาพูดคุยจนกลายเป็นสนิทสนมไปโดยปริยาย นอกจากนั้นยังได้รับความเชื่อใจจากหลานสาวอย่างวาดดาวอีกต่างหาก
บ้านหลังนี้จึงมีสองพี่น้องเข้าออกเป็นประจำทุกเย็นก็ว่าได้ ทั้งสองหนังสือ ทำขนมแล้วก็สอนศิลปะการต่อสู้ เรียกว่าเรียนทุกอย่างแล้วก็ติดพี่สะใภ้เป็นอย่างมาก
“ซ้อมองอะไร รอเฮียกลับบ้านเหรอ” จากที่นั่งทำการบ้านโดยให้พี่สะใภ้ช่วยสอนก็เห็นอีกฝ่ายเอาแต่มองหน้าบ้านจึงได้ถาม พบตะวันเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าแล้วแต่ความสูงไม่ค่อยพัฒนาไปตามอายุ ตัวก็เล็กกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันจนโดนเข้าใจผิดว่าอยู่มัธยมต้นบ่อยครั้ง ไม่แปลกที่มักจะถูกเพื่อนแกล้ง
แต่พอได้มาเรียนการต่อสู้จากทิพย์วารีก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีกเลย กลายเป็นมองพี่สะใภ้ด้วยความเทิดทูน มาอยู่บ้านหลังนี้บ่อยกว่าบ้านตัวเองเสียอีก เพราะมารดาก็มักจะเข้ากองละคร ส่วนบิดามีบ้านเล็กอีกสองหลัง ทำงานเสร็จก็ไปขลุกอยู่บ้านนั้นไม่ยอมกลับ จึงมีเพียงสองพี่น้องที่อยู่ด้วยกัน
ตอนนี้โชคดีที่มีบ้านพี่สะใภ้ให้ไปมาหาสู่จึงไม่เหงาอีกต่อไป...
“ใช่ น่าจะทำงานยังไม่กลับมาสักที” ตอบเด็กไปตามตรงไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปิดบัง
“ซ้อลองโทรหาสิคะ” สาวน้อยวัยสิบสี่ปีเป็นคนแนะนำ สวมบทบาทผู้ใหญ่ได้อย่างดีเยี่ยมจนอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
“นั่นสิ งั้นลองโทรก่อนนะกว่าเนอะ” ยามว่างก็มีเด็กๆ คอยอยู่ด้วยไม่ให้เหงา รู้สึกเหมือนตัวเองมีลูกอย่างไรก็ไม่รู้
จึงหยิบโทรศัพท์เพื่อติดต่อสามีโดยเดินเลี่ยงออกมา ปล่อยสองพี่น้องทำการบ้านด้วยกันสองคน สายบอกเสียงรอเข้าก่อนที่อีกฝ่ายจะรับ เธอเผยยิ้มออกมาทันทีแต่กลับต้องยิ้มค้างเพราะเสียงที่เอ่ยไม่ใช่สามีตัวเอง
‘คุณหนึ่งกำลังคุยงานอยู่ค่ะ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ’
เป็นพนักงานใหม่คนนั้น...
มือบางกำเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธ กัดฟันกรอดแล้วพยายามข่มอารมณ์สุดความสามารถ เหลือบมองนาฬิกาพบว่าเป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้วแต่ยังคุยงาน โดยที่ข้างกายมีหญิงอื่นอยู่ด้วย ดวงตากลมร้อนผ่าวคล้ายมีน้ำใสคลอเต็มเบ้าแต่ก็รีบปาดมันออก
“บอกคุณหนึ่งด้วยนะคะว่าภรรยากับหลานรอกินข้าวอยู่บ้าน ถ้าเสร็จงานแล้วให้รีบกลับด้วย” เลือกจะโต้กลับด้วยเสียงเรียบทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งโกรธเสียใจและน้อยใจเป็นอย่างมาก
‘แล้วจะบอกให้นะคะ’ เลือกตัดสายทันทีก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อไปล้างหน้า แต่น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุดจากอารมณ์ที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าใกล้ช่วงประจำเดือนมาหรือเปล่า หล่อนถึงได้ร้องไห้ง่ายขนาดนี้
ไม่ไหว...แบบนี้ไม่ไหวแน่
“ไปว่ายน้ำกันไหมเด็กๆ” ไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าหลาน จึงคิดออกเพียงวิธีเดียวที่ทำให้สามารถร้องไห้ได้โดยคนอื่นไม่ทราบ แล้วก็มีเหตุผลมากพอจะบอกถ้าถูกถามว่าทำไมตาแดง
“ไปค่า/ครับ”
แล้วพวกเขาก็ว่ายน้ำกันอย่างสนุกสนาน เธอลืมเรื่องเศร้าไปได้ชั่วขณะ
โชคดีที่เด็กน้อยอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นหล่อนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะผ่านค่ำคืนนี้ไปได้อย่างไร...
เช้าของวันต่อมาเธอเลือกจะมานั่งเล่นกับคุณพินนารีเนื่องจากเป็นวันว่างไม่มีอะไรทำ หญิงสาวมาเรียนแกะสลักจากท่านเพราะตนไม่ค่อยเก่งงานฝีมือเท่าไหร่ จึงต้องให้คนที่ถนัดด้านนี้คอยช่วยสอน แล้วดูเหมือนอาม่าจะชำนาญเป็นอย่างมาก สอนได้ไม่เบื่อโดยมีคนสนิทคอยนั่งอยู่ข้างกัน
บ้านใหญ่ตกแต่งด้วยไม้เป็นหลักตามความชอบของผู้อาศัย ไม่ต่างจากบ้านของเธอที่ต่างจังหวัด เหมือนคนรุ่นนี้จะชอบบ้านและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นไม้ ขัดจนเงาวับดูแล้วเหมือนจะสามารถส่องแสงได้ด้วยซ้ำ พอเห็นอาม่าก็ทำให้นึกถึงคุณยายของตัวเอง
หล่อนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในเมืองหลวง อากงซื้อบ้านให้หลานสาวเพียงคนเดียวได้พักอาศัยสมัยเรียนมัธยมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย พอไปใช้ทุนต่างจังหวัดก็ซื้อห้องพักให้โดยไม่ยอมจ่ายเช่ารายเดือน บอกว่าถ้าไม่พักก็แค่ปล่อยให้คนอื่นเช่าต่อ
กระทั่งกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้านแล้วเลือกจะแต่งงานย้ายมาอยู่กับสามี เธอถูกห้อมล้อมด้วยความรักมาโดยตลอด ไม่รู้ทำไมจะต้องไปรอรับความรักจากผู้ชายที่ไม่เคยพูดดีให้ฟังเลยสักครั้งด้วย
แต่การตัดใจมันก็ยากเหลือเกิน เธอจึงให้โอกาสเขามาตลอด แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้เลยก็ตาม
“กำไลหยกไหม เข้ากับข้อมือหนูนะ สวยดี...” ขณะที่สอนแกะสลักไปก็พยายามหาเครื่องประดับให้หลานสะใภ้ไปด้วย เธอนึกเกรงใจท่านเพราะได้รับของมีมูลค่ามาตลอด จึงไม่แปลกใจที่จะโดนสามีคอยกระแหนะกระแหนว่าแต่งงานเพื่อเงิน แม้ว่าตนจะร่ำรวยเป็นทุนเดิมแล้วก็ตาม
คุณพินนารีให้สะใภ้ทุกอย่างไม่มีขาด แถมยังไม่เคยน้อยหน้าใครอีก ท่านรักหล่อนจากใจจริงเหมือนหลานอีกคน เคยพูดเรื่องลูกกับหญิงสาวแต่ไม่ได้กดดัน รู้ดีว่าต้องค่อยเป็นค่อยไปจึงเลือกจะรอเหมือนเดิม
คิดว่าอีกไม่นานหลานน่าจะมีเหลนให้ตนได้อุ้ม...
“ไม่เอาแล้วค่ะอาม่า ให้หนูเยอะแล้วนะ”
“เยอะอะไร ตอนอาม่าแต่งงานกับอากงนะได้เยอะกว่านี้อีก เหล่าม่าให้เครื่องประดับทั้งหมดกับอาม่าส่งต่อให้ลูกสะใภ้มาจนถึงหลานสะใภ้เลย” พูดถึงความหลังแล้วก็แย้มยิ้มมีความสุข เธอเห็นท่านยิ้มได้ก็เผลอยิ้มตามไปด้วย
“อาม่ากับอากงรักกันได้ยังไงเหรอคะ” ระหว่างแกะสลักก็ถามถึงความรักของพวกท่าน แววตาของคุณพินนารีสดใสขึ้นมายามกล่าวถึงสามีผู้ล่วงลับไปแล้ว
ท่านไม่ร้องไห้เสียใจเพราะเตรียมใจไว้ก่อนที่คนรักจะจากไป ดูแลจนวินาทีสุดท้ายแล้วย้ายสามีมาไว้ในความทรงจำ เก็บรักษาอย่างดีไม่เคยลืมเลือนเลยสักครั้ง อีกไม่นานก็คงได้พบกันเมื่อถึงวันที่ชีวิตโรยรา
“อากงน่ะ...ชอบมาซื้อน้ำเต้าหู้ที่ร้าน แล้วสั่งเยอะสิ่งอะไรก็ไม่รู้ แถมยังบอกด้วยนะว่าต้องให้อาม่าทำ คนอื่นทำแล้วกินไม่ได้ มีแค่อาม่าทำแล้วอร่อย” ไม่ใช่เพียงแค่คนพูดที่ยิ้ม คนฟังก็พลอยมีความสุขไปด้วย
เธอชอบมาคุยกับท่านเพราะได้รับพลังงานที่ดีกลับไปทุกครั้ง อย่างตอนนี้ที่ทำให้ลืมเรื่องราวแสนเศร้าไปจนหมด แม้ว่าเมื่อคืนสามีจะไม่ยอมกลับบ้านก็ตาม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายหนุ่มไปพักที่ไหน เพียงแต่เธอไม่อยากจะไปเค้นถามเขาให้เจ็บปวดกว่าเดิม
ขอแค่อย่าล้ำเส้นกัน...เธอก็น่าจะทนได้
“มาได้ทุกวี่ทุกวัน แต่งตัวปอนๆ ไม่ยอมบอกว่าเป็นลูกพ่อค้าใหญ่ ตอนแรกป๊าของอาม่าจะไม่ยอมให้คบกันแล้ว แต่อากงไปบอกให้พ่อมาสู่ขอก็เลยได้แต่งงานกัน แต่ก็ต้องรออาม่าเรียนจบปริญญาก่อนจะได้มีความรู้ไปช่วยงานอากงได้”
ทุกคนที่ฟังตายิ้มหวานไปกับความรักของทั้งคู่ ครองรักกันยาวนานจนคุณพินนารีอายุแปดสิบปี มีลูกชายสามคนกับหลานอีกเจ็ดคน ไม่นับรวมหลานนอกทะเบียนอีกสามคนซึ่งไม่ได้ถูกยอมรับจากคนบ้านใหญ่
อากงไม่ชอบการนอกใจ จึงบอกลูกชายไว้ว่าถ้ามีบ้านเล็กจะไม่ยอมรับสะใภ้พวกนั้นแล้วก็ไม่นับลูกของอีกฝ่ายว่าเป็นหลาน ทำให้ลูกชายคนรองกับลูกชายคนเล็กไม่อาจพาหลานของพวกท่านเข้ามาในบ้านได้ แต่ก็ยังส่งเสียเลี้ยงดูเพราะอย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข
“อาม่าให้คนไปตามผมเหรอครับ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นทางด้านหลัง เธอละมือจากงานที่ทำแล้วเหลียวไปมองทันที ก่อนพบสามีที่เมื่อคืนไม่ยอมกลับบ้านมานั่งอยู่ข้างกันบนพื้นเพราะทำให้แกะสลักได้ถนัดกว่า
เขาไม่ยอมนั่งบนโซฟาแต่เลือกนั่งข้างหล่อน...เกือบเผลอยิ้มแล้วถ้าไม่นึกขึ้นได้ว่าต่อหน้าอาม่าชายหนุ่มแสดงละครเก่งแค่ไหน
มันก็แค่ฉากหนึ่งที่แกล้งทำเป็นเหมือนรักเท่านั้นแหละ
“พรุ่งนี้วันครบรอบแต่งงานไม่ใช่เหรอ อาม่าจองโรงแรมเอาไว้แล้วพาเมียเราไปสิ” คนที่เพิ่งกลับมาจากบริษัทเหลียวมองร่างบางทันที
ไม่คิดว่าเธอจะให้อาม่ามากดดันเขาอีกทาง...
ทั้งที่ความจริงหญิงสาวไม่ได้บอกท่านเลยสักคำ แต่ดูเหมือนเขาจะเข้าใจผิดไปแล้ว
“ครับ” จำยอมตอบรับตามความต้องการของท่าน
ก่อนเลี่ยงเดินไปที่บ้านของตัวเอง ปล่อยให้ภรรยานั่งพูดคุยกับคุณพินนารีเหมือนเดิม
