คุณผู้ชาย 3
" ทุกคนรวมตัว ! ตั้งแนวเป็นวงกลม
ทำตามที่ได้ฝึกไว้! "
หัวหน้าทหารออแรนท์ตะโกนสั่งการ
เขาเป็นชายหุ่นล่ำตัวสูงไว้หนวดเคราสวมชุดเกราะสีขาว
ทหารรีบรวมตัวเป็นวงกลมอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว
วงนอกถูกล้อมด้วยพลหอก ถัดมาเป็นนักธนู
และในสุดคือนักเวท
พลหอกแหงนหน้าขึ้นฟ้าและชูหอกขึ้นสูง
นักธนูเริ่มสาดฝนธนูใส่มอนสเตอร์ที่กำลังบินบนฟ้า
ส่วนนักเวทกำลังรอคำสั่ง
" จงแสดงจิตวิณญาณแห่งอาณาจักรโรฮันน่าออกมา! "
จากนั้นนักธนูและนักเวทจึงสาดการโจมตีใส่ทันทีเพื่อสอยมันให้ร่วง
" [ ไฟเยอร์บอล ]"
" [ บับเบิ้ล บอม ] "
' นี่คือเวทมนตร์สินะ เหมือนกับที่ผู้เฒ่ารามอสเคยใช้ตอนนั้น'
พวกฟุ้นได้ยืนดูการต่อสู้ระหว่างไวเวิร์นกับเหล่าทหารในที่ใกล้ๆที่อยู่พื้นที่ราบนอกเมือง
ในเช้าวันที่สอง
ฟุ้นลุกขึ้นจากเตียงที่ห้องของตน
และลงไปอาบน้ำ กินข้าวพลางนั่งคุยกับราปิสไปเรื่อยเปื่อย
พอว่างๆก็เลยตรวจสอบแผนที่
ก็เห็นว่ามีมอนสเตอร์ที่มีลักษณะเป็นจุดสีแดงกำลังมุ่งหน้ามาที่อาณาจักร
ฟุ้นรีบไปบอกราปิสและเดินทางไปแจ้งข่าวกับผู้เฒ่ารามอส
ที่เผอิญเจอระหว่างทางจึงตรงไปยังป้อมหน้าเมืองทันที
ทหารยามรีบดำเนินการเพราะคำสั่งของผู้เฒ่า
ดูเหมือนว่าทุกคนจะให้ความเคารพกับท่านมากเป็นพิเศษ
จากนั้นไม่นาน กองกำลังจำนวนหนึ่งได้มาเตรียมตัวกันที่นอกกำแพงและตั้งแนวรบทันที
" ทำไมพวกนั้นไม่ใช้อสูรล่ะ"
" ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอสูรรับใช้หรอกนะ
เพราะเดิมทีมันเป็นของติดตัวมาตั้งแต่เกิด
นักเวทที่ใช้อสูรได้จึงจัดว่าเป็นบุคคลที่หายากเชียวล่ะ "
หลังจากนั้นราปิสก็อธิบายต่อว่าถ้าหากใช้อสูรรับใช้
ผู้ใช้จะไม่ได้อัพเลเวลใดๆ
หรือก็คือแค่เอามาจัดการกับปัญหาเท่านั้นเอง
มีแต่ตัวอสูรเท่านั้นที่เลเวลเพิ่ม
' งั้นก็ใช่ว่าจะดีสินะ เจ้าอสูรรับใช้เนี่ย '
" แล้วไม่มีเวทอัญเชิญหรอ "
" ไม่มีเวทมนตร์แบบนั้นหรอก
แต่จิตวิญญาณอสูรรับใช้มีขายในเมืองอยู่นะ
เพราะราคาสูงมากจึงมีคนนิยมขาย
...อีกอย่าง ทหารพวกนี้เขาต้องการฝึกฝนร่างกายด้วย"
' แบบนี้เองเหรอ
ไวเวิร์นเลเวลสามสิบสาม
หัวหน้าทหารคนนั้นยี่สิบเจ็ด
ส่วนทหารก็ ต่ำสุดเจ็ด มากสุดสิบห้า
อะไรกัน นี่คือเลเวลมาตราฐานเหรอ..
งั้นผู้เฒ่ารามอสก็แกร่งสุดน่ะสิ '
ฟุ้นหันไปมองผู้เฒ่าสลับกับไวเวิร์น
" [ ไฟเยอร์บอล ] "
" [ อัศนีคำราม ] "
การโจมตีด้วยลูกธนูสลับกับพลังเวท
ผสานกับแนวป้องกันด้วยหอกทำให้ไวเวิร์น
ทำอะไรพวกเขาได้ไม่มากนัก
ไม่นานนักร่างยักใหญ่ก็ร่วงลงมา
' ทหารเวลน้อยกว่าแต่ฝีมือใช้ได้เลย '
" ตรึงปีกของมันไว้! ตรึงไว้เดี๋ยวนี้!"
นายหัวหน้าทหารออกคำสั่ง
ทันใดนั้นเองที่บรรดาทหารรีบกรูกันขึ้นไปบนตัวไวเวิร์น
ร่างใหญ่นั้นถูกตรึงด้วยเชือกและต่อมาก็ถูกฆ่าตายอย่างสมบูรณ์
ออแรนท์เดินมาก้มหัวให้ผู้เฒ่า
" ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือครับท่าน"
" ไม่มาขอบคุณข้าหรอก เด็กหนุ่มคนนั้นต่างหาก"
ผู้เฒ่าชี้มาที่ฟุ้น
" งั้นเองเหรอ ขอบคุณมากนะ
ผมออแรนท์ เป็นหัวหน้าทหาร ...
ที่จริงพวกเรา กองกำลังทหารประจำอาณาจักร
กำลังตรวจสอบพื้นที่รอบๆอยู่
หากไม่แจ้งมาคงต้องมีความเสียหายหนักกว่านี้แน่นอน "
เขาพูดพลางก้มหัว
" อะ-ครับ ว่าแต่เรื่องคนเจ็บจะว่ายังไงหรอครับ "
' อาวุธอย่างดาบหรือโล่ที่พังก็เกลื่อนกลาดระเนระนาดไปหมดเลยแฮะ'
" เหล่าทหารที่บาดเจ็บ และไม่สามารถไปต่อได้
ก็จะกลับด้วยรถบรรทุกของครับ โชคดีที่บาดเจ็บไม่มาก
แถมยังอยู่ใกล้เมืองด้วย "
"จริงๆแล้วการที่ถูกมอนสเตอร์บุกแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ...
แต่ในสภาวะแบบนี้การมีเนื้อของไวเวิร์นก็เหมือนตกถังข้าวสารเลยล่ะ"
ผู้เฒ่ากล่าวเสริม
' นั่นก็จริงนะ ไวเวิร์นนี่ตัวใหญ่กว่าช้างอีก ...
ใหญ่ราวๆยี่สิบถึงสามสิบเมตรเลยมั้ง'
" แถมหนังของไวเวิร์นยังเหนียวมาก เลยขายได้ราคาสูงอีกต่างหาก"
ตอนนั้นเองพวกเขาก็ลงมือชำแหละไวเวิร์นเพื่อช่วยเรื่องการขนย้าย
" คุณออแรนท์ครับ แล้วเรื่องอาวุธที่พังนั่นจะทำไงต่อเหรอครับ "
" ก็คงจะต้องขนไปทิ้งน่ะ
ดาบที่พังแล้วจะนำไปใช้อีกไม่ได้
เสียดายอยู่เหมือนกันนะ "
" ถ้าไม่ว่าอะไร ผมขอได้ไหม"
คุณออแรนท์ผงะเล็กน้อยพร้อมทำหน้าสงสัย
" เอาสิ ถ้าไม่ใช้ก็อย่าไปทิ้งมั่วซั่วนะ
ไม่งั้นฉันคงโดนดุไม่น้อยเลย ...
ถ้าจะเอาไปทิ้งให้ก็ไปที่โรงตีเหล็กที่ประตูฝั่งทิศตะวันออกนะ "
' นั่นฝั่งตรงข้ามเลยนี่นา '
ฟุ้นยิ้มขอบคุณและพยักหน้ากลับไป
จากนั้นก็ไปเก็บอาวุธที่พวกทหารทิ้งไว้
' อ๊ะ ว่าแล้วเชียว แค่นึกว่าจะเก็บของก็เข้ามาเลย
แต่ดูเหมือนต้องในระยะห้าเมตรสินะ '
ระหว่างทางกลับราปิสกับผู้เฒ่าก็ถามตามคาดว่าเอาไปทำอะไร
แต่ฟุ้นก็บอกเพียงอยากทดสอบอะไรบางอย่าง
ทั้งคู่จึงไม่สาวความต่อ ถึงอย่างนั้นการที่ทุกคนไม่ตกใจกับการเก็บของของฟุ้นทำให้ฟุ้นเอะใจบางอย่างขึ้นมานิดๆ
วันนี้ฟุ้นขอให้ราปิสพาชมเมือง
ตอนนี้ทั้งสามคนจึงกำลังนั่งอยู่บนรถม้าและแล่นไปตามถนน
โดยมีนายทหารคนหนึ่งเป็นสารถีให้
ด้วยความยิ่งใหญ่หรืออะไรไม่ทราบ
ทำให้เวลารถม้าขับผ่านผู้คนต่างหันมายิ้มและก้มหัวทักทายผู้เฒ่าอยู่เสมอ
บ้านของคนที่นี่ส่วนมากทำด้วยไม้นิยมหลังคาสีแดง
ถนนปูด้วยอิฐทรงสี่เหลี่ยมมีรูปขนนกสีขาว
มองไปไกลๆรอบกำแพงด้านในจะเห็นกังหันลมสีขาวขนาดใหญ่หมุนเอื่อยๆตลอดเวลา
มีร้านค้าอยู่หลายแห่ง มันเต็มไปด้วยร้านขายเนื้อสัตว์และร้านอาหาร
ดูเหมือนว่าชาวบ้านจะยังใช้ชีวิตอยู่ได้แม้จะไม่สามารถปลูกผักได้
ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก แม่ค้าพ่อค้า ต่างจะโกนขายสินต่าของตนอย่างกระฉับกระเฉง
บรรยากาศที่ครึกครื้นนี้จะคงอยู่จนกระทั่งตอนเย็น
ราปิสกับผู้เฒ่าเริ่มเล่าว่าประชากรส่วนมากทำมาหากินด้วยการทำเกษตรกรรม
อาณาจักรโรฮันน่าขึ้นชื่อในเรื่องนี้มากจนกระทั่งต้นไม้ปีศาจผุดขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ผู้คนจากอาณาจักรอื่นที่สนใจจึงแห่กันมาร่วมทำการค้าเป็นจำนวนมาก
ทำให้ถนนแน่นเอียดอยู่เสมอ
เรียกได้ว่าเป็นแหล่งทางการค้าหลักเลยก็ว่าได้
แต่ตอนนี้กลับไม่ค่อยมีอย่างที่เห็น
" แล้วไม่โค่นมันเลยล่ะครับ "
พอฟุ้นถามไปอย่างนั้นสายตาทั้งสองก็หันมาทันที
' นี่เราพูดอะไรผิดไปรึเปล่าเนี่ย '
" พ่อหนุ่มเอ๊ย หลายคนเคยลองมาแล้วล่ะ
แต่ว่านะ...
ต้นไม้มันแข็งมาก
ทำให้การโจมตีของพวกเราแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะโค่นได้เลย
อีกอย่างลำต้นใหญ่แถมน้ำเลี้ยงเยอะมาก
การเผาด้วยไฟจึงทำอะไรไม่ได้สักนิด "
' แสดงว่าท่านผู้เฒ่าเคยไปลองมาแล้วสินะ '
ฟุ้นหันไปทางต้นไม้ปีศาจพลางคิดว่าถ้าใช้ระเบิดปรมาณู
หรือนิวเคลียร์จะล่มได้รึเปล่า
' น่าลองอยู่เหมือนกันนะ'
" ถึงขนาดตั้งค่าหัวต้นไม้เลยล่ะ เห็นว่า...
สามพันเหรียญทองคำดำเชียวนะ "
ราปิสพูดพร้อมกับนำนิ้วแตะปลายคางตัวเอง
บ่งบอกว่ากำลังใช้ความคิด
' ตั้งค่าหัวต้นไม้เนี่ยนะ ว่าแต่... '
" ทองคำดำคืออะไรเหรอ "
" หนึ่งเหรียญทองคำดำ เท่ากับ สิบเหรียญทองน่ะ
หนึ่งเหรียญทอง เท่ากับ สิบเหรียญเงิน
หนึ่งเหรียญเงิน เท่ากับ สิบเหรียญทองแดง
นี่เป็นค่าเงินที่นี่ "
' ราปิสอธิบายเข้าใจง่ายดีแฮะ
..อ๊ะ!...'
" งั้นก็แปลว่า...
ประมาณสามล้านเหรียญทองแดงสินะ "
พอพูดออกไปแบบนั้นด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น
ทั้งสองคนก็มีนัยตาเบิกกว้าง
" มะ ...ไม่รู้สิ "
ราปิสพูดพร้อมหลบสายตา
" นี่เจ้ามีการศึกษามาสูงพอตัวเลยสินะ "
' ห่ะ ... แค่บวกเพิ่มไปเรื่อยๆเองนะ
ที่นี่ไม่มีการสอนหรอกเหรอ '
"ก็นิดหน่อยครับ "
ฟุ้นยิ้มปนหัวเราะเหยาะๆ
" ไหนๆเจ้าก็พึ่งมาที่โลกนี้
เราไปหาของขึ้นชื่อที่เมืองนี้เป็นมื้อเที่ยงกินกันดีไหม "
" กำลังอยากลองกินอาหารขึ้นชื่อของที่นี่พอดีเลยครับ "
" ถ้าจำไม่ผิด จี้เป็นของขึ้นชื่อใช่ไหมคะ "
" จี้คืออะไรเหรอ"
ฟุ้นหันไปถามราปิส
"มันเป็นชื่อของแกงน่ะ
จี้เนื้อ
จี้หมู "
' ไม่เห็นจะเข้าใจเลย
แต่ลองไปคงรู้เองแหละ '
รถม้าหยุดที่ร้านอาหารตามที่ผู้เฒ่าบอก
พอเดินเข้าไปในร้านก็เป็นไปตามที่ฟุ้นคาด
พนักงานและคนที่ยืนอยู่ต่างเคารพผู้เฒ่ามาก
บรรยากาศภายในร้านสดชื่นมาก
ร้านทำด้วยไม้ที่เงางาม มีกระถางต้นไม้เป็นจุดๆดูร่มรื่น
ทั้งสองสั่งอาหารให้ฟุ้นอย่างเบ็ดเสร็จ
" สั่งจี้ให้ผมแล้วเหรอ "
" ใช่แล้วล่ะ "
จากนั้นไม่นานของขึ้นชื่อของที่นี่ก็มาเสริฟที่โต๊ะ
' มันดูคุ้นๆนะ '
" นี่แหละจี้ ฟุ้นลองกินสิ "
' นี่มันแกงกะหรี่ไม่ใช่เหรอ '
ฟุ้นลองตักเข้าปากหลังจากที่เป่าจนมั่นใจว่ามันอุ่นพอแล้ว
" !?"
' เผ็ดชิบ .. โคตรเผ็ดเลย !! '
ต่อมน้ำตาเริ่มแตก จากรูปลักษณ์ฟุ้นนึกว่ามันจะเป็นแบบหวาน
มือข้างหนึ่งรีบคว้าเหยือกน้ำและเริ่มกระดกทันทีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทางราปิสและผู้เฒ่าก็สั่งแบบเดียวกัน
แต่ดูเหมือนว่าจะชินกับรสชาติแบบนี้กันแล้ว
" สำหรับครั้งแรกก็แบบนี้แหละ "
" เผ็ดมาก ... เหมือนลิ้นกำลังไหม้อยู่เลย "
' เว้นจังหวะจากการดื่มน้ำไม่ได้เลย เผ็ดจริงๆ '
" ว่าแต่ ในเมื่อปลูกพืชผักไม่ได้ แล้วข้าวพวกนี้มาจากไหนเหรอ "
" เท่าที่ข้ารู้ ตอนนี้มีร้านใหญ่ร้านเดียวในอาณาจักรที่ขายข้าว
แน่นอนว่ารวมถึงพืชผักผลไม้ด้วย
พวกนั้นใช้วิธีขุดดินขึ้นมาทับพื้นที่ทำด้วยเหล็ก
และเริ่มฟื้นฟูชั้นดินอย่างเต็มที่ ด้วยขนาดพื้นที่กว้างขวาง
ทำให้ได้ปริมาณเยอะและยังมีคุณภาพ ทำให้เป็นพ่อค้ารายใหญ่เชียวล่ะ"
' เก่งจังแฮะ ...
วิธีนั้นทำให้ดินที่ขุดขึ้นมากับดินธรรมชาติถูกแบ่งสินะ
แต่ใช้เหล็กนี่มันยังไงยังไงอยู่นะ คงมีวิธีอื่นด้วยล่ะมั้ง '
ผู้เฒ่ารามอสขยายความให้ฟังถึงการมาของพืชผัก
จากนั้นฟุ้นก็ขอเปลี่ยนอาหารกลางวันเพราะทนเผ็ดไม่ไหว
หลังกินเสร็จก็ไปเปลี่ยนรถม้าเป็นแบบมีหลังคา
เพื่อป้องกันแดด
ทั้งสามคนเที่ยวชมรอบเมืองกันจนพระอาทิตย์ตกดินและแสงเริ่มสลัวๆ
และกำลังตรงกลับไปยังบ้านของราปิส
' อาบน้ำเสร็จลองทดสอบแปรรูปเหล็กดีกว่า
เอ...จะเอาอะไรดีน้า'
