บทที่ 9 เค้กที่ยังไม่ได้กินกับโจรผู้โชคร้าย
เวลา 13.15 น. - ห้องโถงคฤหาสน์ตระกูลซู
"หมอบลง! ใครขยับฉันยิงทิ้ง เอาเครื่องประดับมีค่าทั้งหมดออกมาวางไว้บนโต๊ะ เดี๋ยวนี้"
เสียงตะโกนกรรโชกของชายชุดดำร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้าโจรดังสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงกรีดร้องของเหล่าชนชั้นสูงที่กำลังวิ่งพล่านเหมือนไก่แตกตื่น
ความโกลาหลเข้าครอบงำงานเลี้ยงน้ำชาที่เคยหรูหรา แก้วแชมเปญราคาแพงแตกกระจายเกลื่อนพื้น ขนมเค้กฝรั่งเศสถูกเหยียบย่ำจนเละเทะ และเหล่าคุณนายที่เมื่อกี้ยังเชิดหน้าชูคออวดบารมี ตอนนี้กลับพากันมุดลงไปสั่นงันงกอยู่ใต้โต๊ะด้วยความสมเพชเวทนา
หลินซิงเยียนถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเซ็งจัด ขณะค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ หลังเก้าอี้ตัวใหญ่ มือข้างหนึ่งยังประคองจานเค้กสตรอว์เบอร์รีไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
โว้ย! จะปล้นก็ให้มันดูเวล่ำเวลาหน่อยได้ไหม? คนกำลังจะกินคำแรก
เธอใช้ส้อมจิ้มเค้กเข้าปากอย่างรวดเร็ว เคี้ยวตุ้ย ๆ พลางกวาดสายตามองกลุ่มโจร 5 คนที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบห้องด้วยสายตานักวิจารณ์
การวางตำแหน่ง... ห่วยแตก ยืนบังวิถีกระสุนกันเอง
อาวุธ... ปืนพกเกรดต่ำ สนิมเกาะเขรอะขนาดนั้นยิงออกหรือเปล่าก็ไม่รู้
การแต่งกาย... ไอโม่งไหมพรม? ร้อนตายชัก นี่มันหน้าร้อนนะ ยุคนี้เขาไม่รู้จักถุงน่องบาง ๆ หรือไง?
ง่าย ๆ ในใจเธอคือ... กระจอก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน 'กุหลาบดำ' คงใช้เวลาแค่ 10 วินาทีในการจัดการพวกมันเรียงตัวแล้วกลับไปนั่งจิบชาต่อ แต่สำหรับ 'หลินซิงเยียน' ผู้รักความสบายและขี้เกียจออกแรง การลุกไปสู้กับโจรคือเรื่องที่เปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ
ปล่อยให้พวกมันปล้น ๆ ไปเถอะ รวยกันนักนี่ตระกูลพวกนี้ ถือว่ากระจายรายได้สู่ชุมชน
เธอตัดสินใจว่าจะนั่งกินเค้กเงียบ ๆ รอให้ตำรวจมา หรือรอให้สามีส่งคนมาจัดการ แต่ทว่า... ความซวยมักจะมาเยือนคนที่ทำตัวเด่นเสมอ
"แกน่ะ! นังชุดแดง ลุกขึ้นมา"
หัวหน้าโจรตวาดลั่น ปลายกระบอกปืนชี้มาทางหลินซิงเยียนที่กำลังแอบกินสตรอว์เบอร์รีลูกสุดท้าย
หลินซิงเยียนชะงัก ค่อย ๆ กลืนเค้กลงคออย่างยากลำบาก เวร... ลืมไปว่าวันนี้ใส่ชุดแดงเด่นเป็นสง่าอยู่คนเดียว รู้งี้ใส่ชุดลายพรางมาดีกว่า
"เรียกฉันเหรอคะคุณโจร?" เธอถามหน้าซื่อตาใส ค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ
"มีอะไรให้รับใช้คะ? หรืออยากรับเค้กสักชิ้น?"
"หุบปาก! เดินออกมานี่"
โจรอีกคนเดินเข้ามาดึงแขนเธอกระชากอย่างแรงจนจานเค้กหลุดมือร่วงลงพื้น
เคร้ง!
เค้กสตรอว์เบอร์รีชิ้นสวยคว่ำหน้าลงกับพรมราคาแพง เละไม่มีชิ้นดี
วินาทีนั้น... บรรยากาศรอบตัวหลินซิงเยียนเปลี่ยนไป อุณหภูมิในดวงตาของเธอลดฮวบลงจนติดลบ
เค้กฉัน... เค้กนั่น น่าจะชิ้นละ 50 หยวน... ไอ้เวรนี่... มึงตาย!
เสียงในใจของเธอกรีดร้องด้วยความอาฆาตแค้นยิ่งกว่าโดนแย่งสามี แต่ภายนอกเธอยังคงแสร้งทำเป็นตัวสั่นงันงก
"โอ๊ย! เจ็บนะคะพี่ชาย เบา ๆ หน่อยสิคะ ฉันกลัวจนขาอ่อนไปหมดแล้วเนี่ย" เธอร้องโอดโอย แกล้งทำเป็นเซถลาไปชนอกโจรคนนั้น
"อย่ายึกยัก เดินไปรวมกับยัยแก่นั่น"
โจรผลักเธอไปรวมกลุ่มกับตัวประกันกิตติมศักดิ์ ซึ่งประกอบไปด้วย คุณนายซู (เจ้าของบ้าน), ซูเมิ่ง, และหญิงร่างใหญ่จอมหาเรื่องเมื่อกี้
สภาพของซูเมิ่งตอนนี้น่าดูชมมาก น้ำตาไหลพรากจนมาสคาร่าเลอะเป็นหมีแพนด้า ปากคอสั่นพร่ำเพ้อเรียกหา "พี่โจว... พี่โจวช่วยด้วย" ส่วนคุณนายซูผู้ยิ่งใหญ่ก็นั่งสวดมนต์ผิด ๆ ถูก ๆ
"เอาล่ะ ฟังให้ดี" หัวหน้าโจรประกาศก้อง
"พวกแกทุกคนคือตัวประกัน ฉันต้องการเงินสด 5 แสนหยวน และรถยนต์หนึ่งคัน ถ้าภายในครึ่งชั่วโมงตำรวจไม่เอามาให้... ฉันจะเริ่มยิงทิ้งทีละคน โดยเริ่มจาก..."
สายตาอำมหิตของมันกวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะมาหยุดที่กลุ่มสาวสวย
"เริ่มจากนังชุดแดงนี่ เพราะมันดูแพงที่สุด"
หลินซิงเยียนกลอกตาบน อีกแล้ว... ความสวยเป็นเหตุสังเกตได้
"เดี๋ยวค่ะคุณโจร" ซูเมิ่งจู่ ๆ ก็โพลงขึ้นมา ทั้งที่ตัวสั่น
"ยะ... อย่าเพิ่งยิงเธอนะคะ เธอ... เธอเป็นภรรยาพันเอกโจว ถ้าพวกคุณทำอะไรเธอ พันเอกโจวจะเอาพวกคุณตายแน่"
หลินซิงเยียนหันขวับไปมองซูเมิ่งด้วยสายตาเหลือเชื่อ ยัยนี่... นี่มันจงใจชี้เป้าชัด ๆ บอกยศสามีฉันทำไม? เพื่อให้มันกลัว? เปล่าเลย เพื่อให้มันรู้ว่าฉันเป็น 'เหยื่อตัวใหญ่' ต่างหาก ร้ายนักนะแม่ดอกบัวขาว
เป็นไปตามคาด หัวหน้าโจรตาเป็นประกายทันที
"โฮ่... เมียพันเอกโจวเหรอ? งั้นก็สวยสิ ค่าหัวคงแพงกว่า 5 แสนแน่ ๆ"
มันเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาหลินซิงเยียน แสยะยิ้มโชว์ฟันเหลืองอ๋อย "มานี่ซิคนสวย มาเป็นโล่มนุษย์ให้พี่หน่อย"
มันยื่นมือหยาบกร้านจะมาคว้าคอเสื้อเธอ
หลินซิงเยียนคำนวณระยะห่างและองศาในเสี้ยววินาที มือขวาถือปืน นิ้วอยู่ในโกร่งไก เปิดช่องว่างที่สีข้างซ้าย ขาตาย ไม่มีการทรงตัว... กระจอกบัดซบ
ใจจริงเธออยากจะหักข้อมือมันแล้วเตะตัดขาให้หน้าทิ่มเค้กที่พื้น แต่ถ้าทำแบบนั้น ความลับเรื่องฝีมือจะแตก และชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเธอจะจบสิ้น เธอต้องทำให้มันดูเหมือน 'อุบัติเหตุ'
"ว้าย! อย่าเข้ามานะคะ"
หลินซิงเยียนกรีดร้อง แกล้งทำเป็นตกใจสุดขีดแล้วถอยหลังสะดุดชายกระโปรงตัวเอง
"อุ๊ย!"
ร่างบางเซถลาไปข้างหน้าเหมือนคนทรงตัวไม่อยู่ แต่เท้าของเธอกลับ 'บังเอิญ' ไปเกี่ยวกับขาเก้าอี้หลุยส์ตัวหนักอึ้ง แล้วเตะมันไถลไปข้างหน้าอย่างแรงด้วยเทคนิคการส่งแรงขั้นสูง
ครืดดดด! ปั้ก!
ขาเก้าอี้พุ่งเข้ากระแทกหน้าแข้งของหัวหน้าโจรเข้าอย่างจัง ตรงจุดศูนย์รวมเส้นประสาทพอดี
"โอ๊ยยยย!"
หัวหน้าโจรร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดจนหน้าเขียว มันเสียหลักเซถลาหน้าทิ่มลงมาทางหลินซิงเยียน
หลินซิงเยียนที่แกล้งล้มไปนอนกองกับพื้นอยู่แล้ว พลิกตัวหลบอย่างแนบเนียน พร้อมกับ 'เผลอ' ยกศอกขึ้นมากัน
พลั่ก!
ศอกแหลม ๆ ของเธอกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของหัวหน้าโจรอย่างจัง โดยใช้น้ำหนักตัวของมันเองเป็นแรงส่ง
"อุก..."
หัวหน้าโจรตาเหลือก ลมหายใจขาดห้วง จุกจนตัวงอเป็นกุ้ง มันล้มฟุบลงไปนอนกองข้าง ๆ เธอ ปืนในมือกระเด็นหลุดไปไกล
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในสายตาคนอื่น มันดูเหมือนหลินซิงเยียนแค่ตกใจสะดุดล้ม แล้วโจรดวงซวยก็เดินมาสะดุดเก้าอี้ล้มทับศอกเธอเอง
"ว้าย! ตายแล้ว! คุณโจรเป็นลมไปแล้ว"
หลินซิงเยียนตะโกนลั่น แกล้งทำหน้าตื่นตระหนก รีบคลานหนีออกมาจากร่างที่นอนนิ่งสนิท
"ใครก็ได้ช่วยด้วย เขา... เขาหัวใจวายหรือเปล่าคะเนี่ย?"
โจรลูกน้องอีก 4 คนยืนอ้าปากค้าง มองลูกพี่ที่นอนน้ำลายฟูมปากด้วยความงุนงง
"เฮ้ย! ลูกพี่!"
"นังนี่ทำอะไรลูกพี่วะ?"
พวกมันหันกระบอกปืนมาทางหลินซิงเยียนพร้อมกัน แววตาเปลี่ยนจากความหื่นกระหายเป็นความโกรธแค้น
หลินซิงเยียนนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ที่พื้น ทำตาปริบ ๆ น้ำตาคลอเบ้า "ฉันเปล่านะคะ เขา... เขาล้มลงมาเอง สงสัยจะหิวเค้กเหมือนฉัน..."
เอาล่ะ... เล่นบทนางเอกเจ้าน้ำตาจบแล้ว ต่อไปคงต้องบทบู๊ของจริงแล้วสินะ
เธอแอบใช้นิ้วคีบเศษจานกระเบื้องที่แตกอยู่บนพื้นซ่อนไว้ในอุ้งมือ เตรียมจะดีดใส่ตาพวกมันทีละคนด้วยความแม่นยำ
แต่ทว่า...
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังรัวเร็ว 4 นัดซ้อนจากทิศทางหน้าต่างกระจกที่แตก
โจร 4 คนที่ยืนเล็งปืนอยู่ ร่วงลงไปกองกับพื้นพร้อมกันราวกับใบไม้ร่วง แต่ละคนถูกยิงเข้าที่ไหล่ขวาอย่างแม่นยำจนปืนหลุดมือ
หลินซิงเยียนเงยหน้ามองไปที่ระเบียงชั้นสอง
ท่ามกลางควันปืนจาง ๆ ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบพันเอกยืนอยู่ตรงนั้น ปืนพกในมือยังคงเล็งค้างไว้อย่างมั่นคง ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก แต่แววตาที่มองลงมาที่เธอนั้น... ร้อนแรงดั่งไฟบรรลัยกัลป์
"ใครกล้าแตะต้องเมียฉัน"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจประกาศก้อง ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องโถง
"เตรียมตัวไปคุยกับรากมะม่วงได้เลย"
หลินซิงเยียนมองสามีที่โผล่มาแย่งซีน (และแย่งบทบู๊) ด้วยความรู้สึกกึ่งโล่งใจกึ่งหมั่นไส้
มาช้าจริงพ่อคุณ... เค้กฉันเละหมดแล้วเนี่ย!
