บทที่ 10 ค่าทำขวัญที่แพงกว่าค่าจัดงาน
"คุณมาช้าไปสามสิบวินาทีรู้ตัวไหมคะ?"
หลินซิงเยียนเงยหน้ามองสามีที่เดินข้ามร่างโจรไร้สติเข้ามาหาเธอ แทนที่จะขอบคุณที่เขามาช่วยชีวิต เธอกลับชี้ไปที่ซากเค้กสตรอว์เบอร์รีที่เละเทะอยู่บนพรมด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ราวกับโลกถล่มทลาย
"เค้กฉัน... มันเพิ่งจะเข้าปากไปคำเดียวเองนะ คุณรู้ไหมว่ากว่าฉันจะแย่งชิงมันมาจากป้าข้าง ๆ ได้มันลำบากแค่ไหน?"
พันเอกโจวหยางเฟิงชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเข้ามาด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคร่งเครียดเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความงุนงงชั่วขณะ เขาเก็บปืนเข้าซองที่เอว แล้วก้มลงมองภรรยาตัวแสบที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้น
รอบกายเธอคือร่างของหัวหน้าโจรที่นอนน้ำลายฟูมปาก (ฝีมือเธอ) และลูกน้องอีกสี่คนที่นอนร้องโอดโอย (ฝีมือเขา) แต่สิ่งที่เธอสนใจกลับเป็น... ขนมเค้ก?
"คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" เขาถามเสียงเข้ม ย่อตัวลงนั่งชันเข่าตรงหน้าเธอ มือหนาเอื้อมมาจับไหล่เธอพลิกซ้ายพลิกขวาเพื่อสำรวจหารอยแผล
"เจ็บสิคะ" หลินซิงเยียนตอบทันควัน น้ำตาคลอเบ้า (สั่งได้ดั่งใจ)
"เจ็บใจค่ะ! อุตส่าห์แต่งตัวสวย ๆ มางานชั้นสูง กะว่าจะกินฟรีให้พุงกาง แต่ดันมาเจอโจรกระจอกพวกนี้ทำลายบรรยากาศ คุณต้องรับผิดชอบนะคะ"
โจวหยางเฟิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่มุมปากกลับยกยิ้มจาง ๆ อย่างอดไม่ได้
ผู้หญิงคนนี้... ขนาดวินาทีเฉียดตาย สมองเธอก็ยังคิดเรื่องกินกับเรื่องเงินได้ น่าทึ่งจริง ๆ
"พี่โจว!"
เสียงหวานแหลมที่คุ้นหูดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศ ซูเมิ่งในสภาพหน้าตาเลอะเทอะวิ่งถลากลางดงซากปรักหักพังเข้ามา หมายจะโผเข้ากอดพันเอกหนุ่ม
"พี่โจว! ฉันกลัวแทบแย่ ฮือ ๆ ๆ พวกมันโหดร้ายมาก... ฉันนึกว่าจะไม่ได้เจอหน้าพี่อีกแล้ว"
โจวหยางเฟิงเบี่ยงตัวหลบอย่างนุ่มนวลไร้เยื่อใย ทำให้ซูเมิ่งที่พุ่งมาเต็มแรงเกือบจะหน้าทิ่มไปกอดหัวหน้าโจรที่นอนสลบอยู่แทน
"ระวังหน่อยคุณซู" โจวหยางเฟิงพูดเสียงเรียบเย็นชา โดยไม่หันไปมอง
"พื้นมันลื่น... และผมกำลังคุยกับภรรยาอยู่"
ซูเมิ่งทรงตัวกลับมายืนได้ด้วยความอับอายขายขี้หน้า เธอมองหลินซิงเยียนที่นั่งทำตาใสแป๋วอยู่ในอ้อมแขน (ทางสายตา) ของโจวหยางเฟิงด้วยความริษยาจนตัวสั่น
"พี่โจวคะ! ยัยนั่น... เอ้ย คุณหลินเธอไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย เมื่อกี้เธอยังเตะโจรจนสลบ"
"จุ๊ ๆ ๆ" หลินซิงเยียนรีบขัดจังหวะ ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก
"คุณซูคะ ตาฝาดหรือเปล่า? ฉันเนี่ยนะจะไปเตะใครได้? ฉันแค่ตกใจสะดุดชายกระโปรงล้ม แล้วบังเอิญโชคดีที่คุณโจรเขาสะดุดขาตัวเองล้มหัวฟาดพื้นต่างหาก... ใช่ไหมคะคุณสามี?"
เธอหันมาส่งสายตาออดอ้อนให้โจวหยางเฟิง
โจวหยางเฟิงมองหัวหน้าโจรที่นอนแน่นิ่ง สภาพเหมือนโดนรถสิบล้อชนลิ้นปี่ เขาดูออกทันทีว่านี่ไม่ใช่ 'อุบัติเหตุ' แน่นอน รอยฟกช้ำที่จุดตายและท่าทางการนอนของมันบ่งบอกว่าโดนโจมตีด้วยผู้เชี่ยวชาญ
แต่เขาเลือกที่จะเล่นตามน้ำ
"ใช่" เขาตอบหน้านิ่ง
"ภรรยาผมบอบบางขนาดนี้ จะไปสู้แรงผู้ชายตัวยักษ์ได้ยังไง? คงเป็นโจรที่ซุ่มซ่ามเอง"
คำโกหกหน้าตายของพันเอกโจวทำเอาซูเมิ่งและคุณนายซูที่เพิ่งคลานออกมาจากใต้โต๊ะถึงกับอ้าปากค้าง
"คุณนายซู"
โจวหยางเฟิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปเผชิญหน้ากับเจ้าภาพงานเลี้ยง แววตาที่มองคุณนายซูนั้นดุดันจนหญิงวัยกลางคนต้องก้าวถอยหลัง
"งานเลี้ยงน้ำชาของคุณ มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมมาก ปล่อยให้โจรอาวุธครบมือบุกเข้ามาถึงกลางงาน เกือบทำให้ภรรยาของผมและแขกเหรื่อได้รับอันตราย"
"ตะ... แต่ว่า..." คุณนายซูพยายามจะแก้ตัว
"ไม่มีแต่" โจวหยางเฟิงตัดบทเสียงเฉียบขาด
"ผมจะส่งเรื่องนี้ให้กองบัญชาการตรวจสอบว่าตระกูลซูมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มโจรพวกนี้หรือไม่... หรือว่าจงใจจัดฉากเพื่อทำร้ายใครบางคน"
หน้าของคุณนายซูซีดเผือดจนแทบจะเป็นลม การถูกกองทัพตรวจสอบในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อาจหมายถึงจุดจบของตระกูลได้เลย
"ไม่ใช่นะคะ พวกเราไม่เกี่ยวนะคะ" คุณนายซูละล่ำละลักปฏิเสธ
หลินซิงเยียนเห็นโอกาสทองจึงรีบผสมโรง เธอยันตัวลุกขึ้นยืน (แกล้งเซเล็กน้อยให้สามีประคอง) แล้วตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
"คุณสามีคะ... อย่าไปโทษคุณนายซูเขาเลยค่ะ ท่านคงไม่ได้ตั้งใจ... ถึงแม้ว่าเมื่อกี้คุณซูเมิ่งจะตะโกนชี้เป้าให้โจรมายิงฉันก็เถอะ... แต่ฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ"
"อะไรนะ?" โจวหยางเฟิงตวัดสายตามองซูเมิ่ง
"คุณชี้เป้าให้โจรยิงภรรยาผม?"
"มะ... ไม่ใช่นะคะ ฉันแค่... ฉันแค่บอกว่าเธอเป็นภรรยาพี่ เพื่อให้โจรกลัว" ซูเมิ่งแก้ตัวเสียงหลง
"ผลลัพธ์คือมันเกือบจะฆ่าเธอ" น้ำเสียงของโจวหยางเฟิงเย็นเยียบจนน่าขนลุก
"ตระกูลซูจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้... เตรียมทนายไว้ให้ดี ผมจะฟ้องเรียกค่าทำขวัญให้ภรรยาผม จนกว่าพวกคุณจะหมดตัว"
พูดจบ เขาก็ช้อนตัวอุ้มหลินซิงเยียนขึ้นในท่าเจ้าหญิงอย่างง่ายดาย ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งงาน
"ว้าย! คุณ" หลินซิงเยียนร้องเบา ๆ ด้วยความตกใจ (ที่แกล้งทำ) แต่แขนเรียวรีบคล้องคอเขาไว้อย่างรู้งาน
"กลับบ้าน" โจวหยางเฟิงสั่งสั้น ๆ
"ที่นี่สกปรกเกินไปสำหรับชุดสวย ๆ ของคุณ"
เขาอุ้มเธอเดินผ่ากลางวงล้อมของผู้คนและซากปรักหักพังออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้สองแม่ลูกตระกูลซูยืนตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางซากเค้กและความหายนะที่กำลังจะตามมา
เวลา 13.45 น. - บนรถจี๊ปทหาร (ระหว่างทางกลับบ้าน)
หลินซิงเยียนนั่งเอนหลังพิงเบาะหนังอย่างสบายใจเฉิบ มือข้างหนึ่งถือพัดโบกเบา ๆ อีกข้างหยิบขนมปังกรอบที่ค้นเจอในรถมากินแก้หิว
"สะใจชะมัด" เธอหัวเราะคิกคัก
"คุณเห็นหน้ายัยป้าซูไหมคะ? ซีดเหมือนไก่ต้มเลย สมน้ำหน้า อยากมาลองดีกับฉันดีนัก"
โจวหยางเฟิงนั่งขับรถด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตามองตรงไปข้างหน้า แต่สมองกำลังครุ่นคิดเรื่องอื่น
"คุณเตะมันเข้าที่จุดตาย" จู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นมา
"คะ?" หลินซิงเยียนชะงักมือที่กำลังจะส่งขนมเข้าปาก
"หัวหน้าโจรคนนั้น... ลิ้นปี่แตก ซี่โครงหักทิ่มปอด" โจวหยางเฟิงหันมามองเธอแวบหนึ่ง
"แรงส่งจากขาเก้าอี้ที่คุณ 'บังเอิญ' ไปเกี่ยว... องศามันแม่นยำเกินไปสำหรับคนซุ่มซ่าม"
หลินซิงเยียนกลืนน้ำลายลงคอ พยายามรักษาสีหน้าให้ปกติ
"แหม... คนเราเวลาตกใจ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละค่ะ พลังแฝงไงคะ พลังแฝง"
"งั้นเหรอ?" โจวหยางเฟิงเลี้ยวรถเข้าจอดที่ไหล่ทางอันเงียบสงบ แทนที่จะเป็นเส้นทางกลับคฤหาสน์
เขาดับเครื่องยนต์ แล้วหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตัว บรรยากาศในรถแคบ ๆ เปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที
"คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงไปที่นั่น?" เขาถามเสียงต่ำ
"ก็... คุณเป็นห่วงฉัน?" หลินซิงเยียนตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
"ส่วนหนึ่ง" เขายอมรับ
"แต่อีกส่วนหนึ่งคือหน่วยข่าวกรองของผมดักจับสัญญาณวิทยุได้ กลุ่มโจรพวกนั้นไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่ พวกมันได้รับใบสั่งมาเก็บ 'กุหลาบดำ' สายลับที่ทรยศองค์กร"
หลินซิงเยียนนิ่งเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป
โจวหยางเฟิงยื่นมือมาเชยคางเธอให้เงยขึ้นสบตา
"คุณบอกผมว่าคุณเลือกผมเพราะ 'เงิน'... แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ 'อดีต' ของคุณกำลังตามมาทวงหนี้ชีวิต และมันกำลังลากผมเข้าไปเอี่ยวด้วย"
แววตาของเขาไม่ได้มีความกลัว แต่มีความท้าทายและต้องการคำตอบที่แท้จริง
"บอกผมมาตามตรง ซิงเยียน... นอกจากพวกโจรกระจอกพวกนี้ ยังมีใครอีกที่ต้องการหัวคุณ? เพราะถ้าผมต้องเปิดสงครามกับทั้งวงการใต้ดินเพื่อปกป้องคุณ... ผมควรรู้ว่าศัตรูของผมเป็นใคร"
หลินซิงเยียนมองลึกเข้าไปในดวงตาคมคู่นั้น เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง... ผู้หญิงที่แค่อยากจะนอนเฉย ๆ แต่ดันมีชะตากรรมผูกติดกับระเบิดเวลา
เธอถอนหายใจ ยอมทิ้งมาด CEO ขี้เล่นไปชั่วขณะ
"ถ้าฉันบอกว่า... คนที่ต้องการหัวฉัน คือคนเดียวกับที่ส่งคุณขึ้นมาเป็นพันเอก คุณจะยังกล้าปกป้องฉันอยู่ไหมคะ?"
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในรถเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโจรเรียกค่าไถ่แล้ว แต่มันคือเกมการเมืองระดับชาติที่เดิมพันด้วยชีวิต
