บทที่ 6 เรามีเรื่องคุยกันยาว
หลินซิงเยียนเดินนำลิ่วเข้าไปในห้าง แอร์เย็นฉ่ำปะทะใบหน้าทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน กลิ่นของเครื่องหนัง น้ำหอม และความแพงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
เธอเริ่มต้นที่โซนเสื้อผ้า หยิบชุดกี่เพ้าผ้าไหมซูโจว ชุดเดรสสไตล์ตะวันตก และเสื้อโค้ตขนสัตว์มาลองทาบตัวอย่างรวดเร็ว ไม่มีการดูป้ายราคา ไม่มีการต่อรอง
"อันนี้ อันนี้ แล้วก็แถวนั้นทั้งราว... ห่อเลยค่ะ"
สิ้นคำนั้นพนักงานขายแทบจะเป็นลมด้วยความดีใจ รีบกุลีกุจอเข้ามาบริการ พันเอกโจวทำหน้าที่เพียงแค่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ และพยักหน้าทุกครั้งที่เธอหันมาถามว่า
"สวยไหมคะ?"
"สวย" เขาตอบสั้น ๆ ทุกครั้ง ไม่รู้ว่าชมชุดหรือชมคนใส่ แต่สายตาของเขาที่มองเธอนั้นดูอ่อนลงกว่าตอนอยู่บ้านมาก
หลังจากถลุงเงินไปกับเสื้อผ้าจนเกือบต้องเรียกรถบรรทุกมาขน หลินซิงเยียนก็เดินนวยนาดไปที่โซนเครื่องประดับและนาฬิกา
"นาฬิกาสวิสเรือนทองนั่น... ขอดูหน่อยค่ะ" เธอชี้ไปที่ตู้กระจก
"ตาถึงนี่" โจวหยางเฟิงเดินเข้ามายืนซ้อนหลัง
"รุ่นนี้หายาก เพิ่งนำเข้าจากฮ่องกง"
"เหมาะกับข้อมือฉันไหมคะ?" เธอยื่นข้อมือขาวผ่องให้เขาทาบนาฬิกาให้
"อืม... ก็ดี" เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะหันไปบอกพนักงาน
"เอาเรือนนี้"
"ขอบคุณค่ะเสี่ย... เอ้ย คุณสามี" หลินซิงเยียนยิ้มหวานจนตาหยี
ในขณะที่บรรยากาศกำลังชื่นมื่นเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามัน (ที่ฝ่ายหญิงรักเงินฝ่ายชาย) หลินซิงเยียนก็เหลือบไปเห็นผ้าไหมสีแดงสดพับหนึ่งวางโชว์อยู่บนชั้นวางไกล ๆ ลวดลายปักดิ้นทองเป็นรูปหงส์คู่มังกร ดูประณีตและงดงามสะดุดตามาก
สัญชาตญาณนักสะสมของเธอกระตุกวูบ
"เดี๋ยวฉันมานะคะ ขอไปดูผ้าตรงนู้นหน่อย"
เธอรีบเดินตรงไปที่ชั้นวางผ้านั้น มือเรียวเอื้อมออกไปหมายจะคว้าพับผ้าไหมสีแดงที่เล็งไว้
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ปลายนิ้วของเธอกำลังจะสัมผัสเนื้อผ้า ก็มีมือขาวซีดของหญิงสาวอีกคนหนึ่งเอื้อมมาคว้าหมับตัดหน้าเธอไปอย่างรวดเร็ว!
"อุ๊ย! ผ้านี้ฉันจองแล้วค่ะ"
เสียงหวานใสแต่แฝงความจริตจะก้านดังขึ้น หลินซิงเยียนชักมือกลับ หันไปมองเจ้าของเสียงด้วยความหงุดหงิด
ตรงหน้าเธอคือหญิงสาวรูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม ใส่ชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์เหมือนดอกบัวขาว ใบหน้าสวยหวานแต่งหน้าอ่อน ๆ ดูไร้เดียงสา แต่แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
"อ้าว... นึกว่าใคร" หญิงสาวชุดขาวเอียงคอทำหน้าประหลาดใจ
"ที่แท้ก็คุณหนูหลินซิงเยียน... ภรรยา 'ตกกระป๋อง' ของพี่โจวนี่เอง"
หลินซิงเยียนเลิกคิ้วสูง
ภรรยาตกกระป๋อง? ใครวะ?
ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมแล่นเข้ามาทันที... ยัยนี่คือ 'ซูเมิ่ง' ลูกสาวนายพลตระกูลซู คู่แข่งทางการเมืองของตระกูลโจว และที่สำคัญ... หล่อนเคยประกาศตัวว่าเป็นคู่หมั้นในอุดมคติของโจวหยางเฟิง ก่อนที่หลินซิงเยียนจะใช้วิธีสกปรกแทรกแซงเข้ามาแต่งงานตัดหน้า
"ขอโทษนะคะ" หลินซิงเยียนยิ้มเย็น
"ผ้าพับนั้นฉันเห็นก่อน และฉันจะเอา ส่วนเรื่องตกกระป๋องหรือไม่ ให้สามีฉันเป็นคนตัดสินดีกว่าไหมคะ?"
"สามี?" ซูเมิ่งหัวเราะเบา ๆ ปิดปากอย่างผู้ดี
"ได้ข่าวว่าพี่โจวเกลียดเธอเข้าไส้ไม่ใช่เหรอ? คงจะทิ้งเธอไว้ที่บ้านแล้วออกมาทำงานล่ะสิ คนอย่างพี่โจวไม่มีทางลดตัวลงมาเดินห้างกับผู้หญิงอย่างเธอหรอก"
หลินซิงเยียนกำลังจะอ้าปากด่าสวนกลับ แต่แล้วเธอก็ยิ้มมุมปากเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารกำลังเดินตรงเข้ามาจากด้านหลังของซูเมิ่ง
"งั้นเหรอคะคุณซู" หลินซิงเยียนเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นออดอ้อนทันที
"งั้นช่วยบอกฉันหน่อยสิคะ ว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณน่ะ ใช่สามีที่ 'เกลียดฉันเข้าไส้' คนนั้นหรือเปล่า?"
ซูเมิ่งหน้าเปลี่ยนสี หันขวับไปมองด้านหลังทันที และต้องตัวแข็งทื่อเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบของพันเอกโจวหยางเฟิงที่ยืนแผ่รังสีอำมหิตอยู่ตรงนั้น
"พี่โจว" ซูเมิ่งอุทานเสียงหลง
โจวหยางเฟิงไม่แม้แต่จะมองหน้าซูเมิ่ง เขาเดินผ่านเธอไปยืนเคียงข้างหลินซิงเยียน แล้ววางมือหนาลงบนไหล่ภรรยาอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ
"มีปัญหาอะไรหรือเปล่าที่รัก?" เขาถามเสียงนุ่ม (แต่สายตาดุใส่ซูเมิ่ง)
"ใครแย่งของเธอ?"
หลินซิงเยียนยิ้มหวานหยดย้อย ชี้ไปที่ผ้าในมือซูเมิ่ง
"คุณซูเขาบอกว่าผ้านี้ไม่เหมาะกับภรรยาตกกระป๋องอย่างฉันค่ะ คุณคิดว่ายังไงคะ?"
โจวหยางเฟิงเลิกคิ้วมองซูเมิ่งด้วยสายตาเย็นเยียบ ราวกับกำลังมองข้าศึกในสนามรบ
"ภรรยาตกกระป๋อง?" เขาทวนคำเสียงเรียบ แต่บาดลึกไปถึงกระดูก
"ใครเป็นคนบัญญัติศัพท์นี้?"
ซูเมิ่งหน้าซีดเผือด รีบแก้ตัวพัลวัน "มะ... ไม่ใช่นะคะพี่โจว คือฉันแค่อยากจะบอกว่าผ้าสีแดงสดแบบนี้มันอาจจะดู... เอ่อ... ฉูดฉาดไปหน่อยสำหรับ..."
"ฉูดฉาด?" โจวหยางเฟิงตัดบท
"ภรรยาผมสวยขนาดนี้ ใส่สีอะไรก็สวย โดยเฉพาะสีแดง มันขับผิวเธอให้ดูแพง ไม่เหมือนสีขาวจืดชืดที่ใครบางคนชอบใส่"
คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าซูเมิ่งฉาดใหญ่ เธออ้าปากค้าง หน้าแดงสลับซีดด้วยความอับอาย
โจวหยางเฟิงไม่สนใจเธออีก เขาหันไปสั่งพนักงานขายที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ
"เอาผ้าพับนี้ แล้วก็ผ้าไหมสีแดงลายอื่น ๆ ทั้งหมดที่มีในร้าน ห่อรวมกับของเมื่อกี้"
"ทะ... ทั้งหมดเลยเหรอคะ?" พนักงานขายตาโตเท่าไข่ห่าน
"ใช่" โจวหยางเฟิงตอบเสียงหนักแน่นพลางปรายตามองซูเมิ่งด้วยหางตา
"ผมไม่อยากให้ใครมาแย่งของภรรยาผมอีก โดยเฉพาะคนที่ไม่มีปัญญาซื้อ แต่อวดฉลาดวิจารณ์รสนิยมคนอื่น"
ซูเมิ่งน้ำตาคลอเบ้า กำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนมองดูสองสามีภรรยาเดินจากไปอย่างผู้ชนะ พร้อมกับกองภูเขาเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่พนักงานหอบตามหลังไปเป็นขบวน
หลินซิงเยียนเดินควงแขนสามีออกมาจากห้างด้วยรอยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ วันนี้เธอชนะทั้งศึกแย่งของ และศึกหัวใจ แถมยังได้ของฟรีมาเต็มรถ
"คุณสามีน่ารักที่สุด วันนี้ฉันมีความสุขจังเลยค่ะ" เธออ้อนเสียงหวาน
โจวหยางเฟิงก้มลงมองเธอ แววตาที่เคยดุดันเมื่อครู่กลับมาเป็นสายตาที่อ่านยากอีกครั้ง
"มีความสุขก็ดีแล้ว" เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ขณะเปิดประตูรถให้เธอ
"เพราะคืนนี้เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว"
"คะ?" หลินซิงเยียนชะงักขาที่กำลังจะก้าวขึ้นรถ
"คุยเรื่องอะไรคะ?"
โจวหยางเฟิงโน้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเธอ ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดต้นคอจนเธอขนลุกซู่
"เรื่องยาพิษในถ้วยชา... และเรื่องนกพิราบตัวนั้น"
รอยยิ้มของหลินซิงเยียนแข็งค้างไปทันที
เวรแล้วไง... นึกว่ารอดแล้วเชียว
