บท
ตั้งค่า

บทที่ 1.6

“ท่านหาต้องกังวลเรื่องนั้นไม่” หลิวผิงอันเพียงยิ้มไม่ได้ขยายความ นางไหนเลยต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ในเมื่อตอนนี้นางคือเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ถึงสองแห่งในเมืองกุ้ยโจว

หนึ่งคือโรงเตี๊ยมเมฆมงคลที่นางและผู้เป็นอาจารย์ได้ร่วมกันก่อตั้ง สองก็คือร้านหงเติงหลง ร้านเครื่องเขียนและตำราหายาก ซึ่งมีเพียงร้านนี้เท่านั้นที่มีตำราและหนังสือที่เขียนโดยพยัคฆ์ขาวแห่งเป่ยเปียน ผู้ซึ่งได้รับสมญานามปราชญ์แห่งยุคคนแรกของแคว้นเว่ย

ติงฝูไห่ หลงจู๊โรงเตี๊ยมเมฆมงคล ก็คือศิษย์ที่หลิวผิงอันเคี่ยวกรำมาด้วยตนเอง หลายปีก่อนหลิวผิงอันส่งติงฝูไห่มาดูลาดเลาที่เมืองกุ้ยโจว จนพบว่าโรงเตี๊ยมเมฆมงคลกำลังจะเลิกกิจการเขาเสนอให้นางซื้อไว้ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเขาทำให้กิจการของโรงเตี๊ยมเจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัวด้วยระยะเวลาอันสั้น

ในระยะหลายปีมานี้ติงฝูไห่เป็นผู้เดียวที่เข้านอกออกในหุบเขาไร้ตัวตน ทั้งนี้ก็เพื่อไปรับหนังสือจากหลี่จื้อมาคัดลอก และวางขายในร้านหงเติงหลง

เขาคือผู้ส่งมอบสมุดบัญชีของกิจการทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในเมืองกุ้ยโจว

เพียงแต่...นอกเหนือไปจากนั้นอีกฐานะของติงฝูไห่ก็ยังมีความลับซุกซ่อนอยู่

หากพูดถึงย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นขุนนางแล้ว ไม่มีชาวเมืองกุ้ยโจวคนใดไม่รู้จักถนนเป้าจื่อ เช่นเดียวกันกับย่านของคหบดีผู้ร่ำรวยซึ่งตั้งอยู่บนถนนซื่อจื่อ เนื่องจากถนนทั้งสองสายนี้มีคฤหาสน์หลังงาม ขนาดหรือก็ใหญ่โตโอ่อ่า ยิ่งไม่นับรวมว่ามีจำนวนบ่าวไพร่มากมายที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของตระกูลต่างๆ ที่อาศัยในแถบนั้นได้เป็นอย่างดี

ที่สำคัญไปกว่านั้น ถนนสองสายนี้ยังหันหลังชนกัน โดยมีเพียงคลองน้ำที่ถูกขุดขึ้น เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งสินค้าเข้าด้านหลัง เนื่องจากตระกูลใหญ่มักจะมีข้าวของมากมายถูกส่งเข้าไป นอกจากใช้รถม้าขนเข้าทางประตูเล็กด้านข้างแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งก็คือคลองน้ำด้านหลังคฤหาสน์นั่นเอง

ว่ากันว่านานมาแล้วขุนนางและคหบดีเมืองกุ้ยโจวได้ร่วมมือกันควักเงินก้อนโตเพียงเพื่อขุดคลองนี้ขึ้น แม้จะกล่าวได้ว่าคลองนี้ช่วยในเรื่องการเดินทางและการขนส่งอยู่ไม่น้อย แต่ผู้คนก็มองว่ามันคือการโอ้อวดว่าชนชั้นที่อาศัยในละแวกนั้นแตกต่างและสูงส่งกว่าผู้อื่น

แม้เวลาผ่านไปนานชาวเมืองกุ้ยโจวก็ยังมองว่าผู้ที่เข้าไปอาศัยในย่านนั้น จะต้องเป็นคนที่มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา เช่นกันกับในเวลานี้ที่ชาวเมืองต่างก็ให้ความสนใจหญิงสาวแซ่หลิว ซึ่งกำลังย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์เก่าของขุนนางที่เกษียณอายุและกำลังย้ายกลับไปยังบ้านเกิด

คราแรกตอนที่ได้ยินว่ามีคนต่างเมืองต้องการซื้อคฤหาสน์ในแถบนั้น ผู้คนต่างพากันเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ เนื่องจากแถบนั้นหาใช่ผู้ใดก็สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้ จนกระทั่งได้ยินว่าหญิงสาวดังกล่าวซื้อคฤหาสน์ต่อจากขุนนางท่านนั้นในราคาสูงลิบ ชาวเมืองกุ้ยโจวจึงให้ความสนใจต่อหญิงสาวปริศนาผู้นี้มากขึ้น

“มีอะไรกันหรือ”

เสียงทุ้มเสียงดังขึ้นด้านหลังทำให้บ่าวไพร่ที่กำลังจับกลุ่มกันสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาทำงาน เมื่อจดจำได้ดีว่าเป็นเสียงของผู้ใด

ชายหนุ่มเจ้าของน้ำเสียงคือ ‘เฉินเซี่ยเฟิง’ คุณชายใหญ่ตระกูลเฉิน ทายาทเจ้าของโรงทอที่ใหญ่ที่สุดของเมืองกุ้ยโจวที่มีอายุได้เพียงยี่สิบสามปี เขาเป็นหลายชายเพียงคนเดียวของเฉินฮ่านหราน หัวหน้าราชองครักษ์วังหลวง

ใบหน้าหล่อเหลาเจ้าของดวงตาคมแฝงประกายเฉลียวฉลาด คิ้วเข้มจมูกคมสัน ริมฝีปากที่ประดับรอยยิ้มอยู่เป็นนิจดูอารมณ์ดี บวกกับลักยิ้มทั้งสองข้างที่เผยออกมา ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ใบหน้าของเขาให้น่าเข้าใกล้ รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างสง่าผ่าเผย บวกกับท่วงท่าดูองอาจน่าเกรงขาม บ่งบอกว่าเขาฝึกฝนวรยุทธ์อยู่เสมอ

องคาพยพทั้งห้าของบุรุษผู้นี้ส่งเสริมรับกันได้อย่างลงตัว ทำให้เขาดูน่ามองยิ่งนัก ยิ่งเป็นในยามที่เขาแย้มยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นผ่อนคลายลง จนผู้คนอยากจะเข้าใกล้เขาให้มากกว่าเดิมอีกนิด

“ข้าถามว่ามีอะไรกันหรือ เหตุใดพวกเจ้าจึงมารวมตัวกันอยู่ตรงนี้”

“เรียนคุณชาย ได้ยินว่าคฤหาสน์ที่อยู่ด้านหลังกำลังมีคนย้ายเข้าขอรับ เห็นว่าเป็นเด็กสาววัยสิบเจ็ดคนหนึ่งเท่านั้น คฤหาสน์ทั้งหลังอาศัยอยู่กันแค่นางกับคนคุ้มกันเพียงสองคน เห็นว่ากำลังมองหาคนงานและสาวใช้”

“พวกเจ้าอยากจะย้ายไปเป็นบ่าวคฤหาสน์นั้นหรือ” เฉินเซี่ยเฟิงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“หะ...หามิได้ขอรับ พวกเรากำลังจะกลับไปทำงานแล้วขอรับ” น้ำเสียงละล่ำละลักรีบเอ่ย ก่อนที่กลุ่มสาวใช้และคนงานของคฤหาสน์ จะแยกย้ายกันไปขนของขึ้นจากเรือที่เพิ่งจะจอดเทียบท่าพอดี

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel