บทที่ 5
เห็นอีกฝ่ายหน้าซีดขาวด้วยความสิ้นหวัง อิ่นเฉียนเองก็ตระหนักดีว่าอีกฝ่ายรู้ตัวดีว่ากำลังชดใช้ในการกระทำที่เคยทำไว้ นึกถึงตอนที่ถูกจับได้ว่าวางแผนชั่วเอาไว้ ตระกูลเดิมเองก็ทอดทิ้งและพยายามส่งคนมาสังหารตนกับบุตรสาวเพื่อจบปัญหา คิดๆ ดูแล้วหากไม่ใช่เพราะถูกขังเอาไว้ในเรือนโสโครก นางกับบุตรสาวคงสิ้นใจไปแล้ว
“เจ้าจะปล่อยเราสองแม่ลูกไปจริงๆ หรือ”
อิ่นเฉียนใบหน้าเย็นชา “หากจะขอบใจก็ต้องขอบใจอวิ๋นซู เขาใจอ่อนแต่ข้าไม่ หากให้ข้ารู้ว่าเจ้าสองแม่ลูกกล้ากลับเข้ามาเมืองจี๋หลิน หรือหากข้าเห็นพวกเจ้าอีกครา ข้าอาจไม่ใจดีอย่างอวิ๋นซู”
“ขอบคุณ ขอบคุณคุณหนู ขอบคุณจริงๆ ที่เมตตา”
อิ่นเฉียนลุกขึ้นจากนั้นเดินกลับออกมาโดยไม่หันไปมองด้านหลัง
“คุณหนู” เสียงพ่อบ้านตามมาด้านหลังหญิงสาวหยุดเดินพร้อมถอนหายใจ
“พรุ่งนี้ข้าจะพาอวิ๋นฉีไปส่งพวกนาง ท่านเตรียมรถม้าด้วย อย่างน้อยนี่จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าสามารถทำเพื่อเขา” เรื่องที่อิ่นอวิ๋นฉียังมีชีวิตอยู่สองแม่ลูกไม่เคยรับรู้ ตัวเขาเองก็ละอายใจเกินกว่าจะพบมารดาและพี่สาว พิษที่เขาได้รับเป็นผลจากการกระทำของมารดาที่หมายเอาชีวิตผู้อื่น ถึงวันนี้แม้เขาถูกพิษจนเดินไม่ได้แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะโกรธ ดังนั้น...จึงได้แต่โทษโชคชะตาแล้ว
อิ่นเฉียนกลับไปยังเรือนตะวันออกของตนจากนั้นปิดประตู นางกลั้นไม่อยู่...กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำหนึ่ง
ร่างกายอันบอบช้ำนี้อาจเหลือเวลาไม่มากแล้ว นางต้องพักให้มาก ไม่อาจใช้ความคิด ไม่อาจหักโหมตัวเอง ให้ดีต้องไปจากเมืองจี๋หลินโดยเร็ว หาที่สงบสักแห่งรักษาอาการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ
นางอยากมีชีวิตอยู่ อยากทำอะไรเพื่อตัวเอง อยากไปเห็นในสิ่งที่ยังไม่เคยเห็น ทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ
ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองช่างไร้สาระ ฟื้นขึ้นมาในร่างคนงาม แต่กลับต้องแบกภาระมากมาย แทนที่จะได้เสวยสุขทั้งที่ตระกูลอิ่นร่ำรวยมั่งคั่ง ก่อนหน้านี้วางแผนจะจากไปเงียบๆ นึกไม่ถึงว่าข่าวกลับหลุดรอด...
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งช้าๆ วางราชโองการลงบนโต๊ะ ค่อยๆ ดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเลือดขณะนึกถึงบทสนทนาอันยาวนานในห้องทรงพระอักษร
นึกไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะส่งคนไปตามหมอหลวง ทั้งยังให้หมอหลวงตรวจอาการของนาง อาการป่วยของนางเรื้อรังจนหมอหลวงเองก็จนใจที่จะรักษา เพียงคุกเข่าเพื่อรอรับอาญา...
‘เจ้ากำลังจะตายหรือ’
ฮ่องเต้ถามนางแต่อิ่นเฉียนกลับยิ้ม ‘ทรงอยากให้หม่อมฉันตายหรือเพคะ’
‘เพราะอะไรร่างกายจึงทรุดโทรมถึงเพียงนี้ ทั้งที่อายุยังน้อย’
‘ถูกพิษเพคะ หลังจากนั้นไม่ได้รักษาตัวให้หายดีก็ต้องแบกรับภาระใหญ่หลวงของตระกูล แบกรับชีวิตของคนมากมาย เหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจ ทำให้ร่างกายถูกบั่นทอนลงเรื่อยๆ’
‘เจ้ายังเก็บพวกนางเอาไว้อยู่อีกหรือ!’
แม้แต่เรื่องนี้ยังทรงทราบ ดังนั้นไม่ต้องประหลาดใจหากนางโกหกแล้วฮ่องเต้ทรงล่วงรู้ ‘หม่อมฉันจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพคะ’
‘อิ่นเฉียน’
‘เพคะฝ่าบาท’
‘หากเราบอกว่ารู้จักคนที่สามารถรักษาอาการป่วยของเจ้าให้หาย เจ้าจะยินดีเข้าวังหรือไม่’
‘ไม่ยินดีเพคะ’
นางจำได้ว่ามองเห็นความโกรธในพระเนตรของฮ่องเต้ แต่เขากลับสะกดเอาไว้ได้ในทันที นางรู้ว่าเขาไม่ได้รัก อย่างน้อยก็ไม่มีประกายดวงตาหลงใหลในดวงตาคมคู่นั้น เพราะตลอดมามันเต็มไปด้วยความสงสัย ความใคร่รู้ เขาเพียงปรารถนาจะเห็นนางแก้ไขปัญหาต่างๆ ราวกับทุกครั้งทั้งสองกำลังเดิมพันกันอยู่
‘เจ้าไม่กลัวตายหรือ’
‘ความตายล้วนน่ากลัวเพคะ’
‘รู้ใช่หรือไม่ว่าจนถึงตอนนี้เจ้าไม่อาจเลือกคู่ครองด้วยตัวเองแล้ว’
นับจากมีข่าวลือว่านางอาจถูกแต่งตั้งเป็นพระสนม นางเองก็ตระหนักแล้วว่าการออกเรือนของนางเป็นไปได้ยาก ยิ่งฮ่องเต้ไม่ทรงมีรับสั่งใดๆ กับเรื่องนี้ นางก็ยิ่งมั่นใจในลางสังหรณ์ของตัวเอง