
บทย่อ
เดิมทีหญิงสาวเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนที่ทั้งอึด ถึก ทน! ทว่าชะตาเล่นตลกคืนหนึ่งตอนเป็นไข้สูง ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ในร่างอ่อนแอปวกเปียกของ ‘อิ่นเฉียน’ เสียแล้ว ยัง ยังไม่จบลงตรงนั้น เพราะแม้กอบกู้ตระกูลอิ่นให้กลับมามั่นคง แต่ร่างกายที่ถูกพิษกลับอ่อนแอลงเรื่อยๆ ตอนคิดจะหลบไปจากเมืองหลวงเงียบๆ ฮ่องเต้กลับประทานสมรสมงคลให้นางกับ ‘หรงเสียง’ คุณชายสามหอโอสถเสียนี่!!! จากที่อยากหลบไปใช้ชีวิตก่อนตายเงียบๆ อิ่นเฉียนกลับค่อยๆ ถูกคุณชายสามหอโอสถทำให้หวั่นไหวอยู่เรื่อย สมรสพระราชทานที่สมควรเป็นงานแต่งงานของคนแปลกหน้า กลับกลายเป็นนำพาให้คนทั้งสองพานพบและดึงดูด ชะตาเกี่ยวรัก สองคนพันผูก ทำให้ชายหนุ่มกับหญิงสาวได้คล้องรักเกี่ยวบุพเพ เขาประคับประคอง นางเองก็พยายามมีชีวิตอยู่ต่อ อยู่กับเขา...บุรุษที่สามารถครอบครองหัวใจของนางตลอดกาล...
บทที่ 1
เมืองจี๋หลิน แคว้นฉินช่วงนี้อยู่ๆ ก็เกิดข่าวลือที่ทำให้ผู้คนแตกตื่น เรื่องที่ว่านั้นเป็นเรื่องที่ว่าอาจทำให้การค้าของแคว้นเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
ข่าวลือดังกล่าวพูดถึงเรื่องที่คุณหนูอิ่นเฉียน สตรีผู้กุมบังเหียนท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นกำลังจะวางมือปล่อยให้ผู้เป็นน้องชายขึ้นเป็นผู้นำตระกูลแทน
ว่ากันว่านับตั้งแต่อายุสิบสี่อิ่นเฉียนก็ควบคุมท่าเรือตระกูลอิ่นเอาไว้ได้ทั้งหมด เพราะนายท่านอิ่นล้มป่วยนางจึงจำเป็นต้องยืนหยัด หลังต้องรับมือกับเหล่าอนุมากมายของบิดา บุตรสาวและบุตรชายต่างมารดาที่หมายตากิจการอันมั่งคั่งของตระกูล
นางพิสูจน์แล้วว่าไม่มีผู้ใดในตระกูลอิ่นคู่ควรที่จะเป็นผู้นำตระกูลไปมากกว่านาง เพราะทั้งงานบัญชี ตารางการเดินเรือ การขนส่งสินค้า นางล้วนคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยมาเป็นอย่างดี แม้เพิ่งเรียนรู้งานเพียงเดือนเดียว
สิ่งที่พิสูจน์ความเก่งกาจของนางซึ่งทำให้คนทั้งแคว้นยอมรับ แม้ว่านางจะเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน นั่นก็คือเรื่องข้อเสนอที่นางตกลงกับราชสำนัก ในปีแรกที่นางก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลอิ่น
ปีนั้นบัลลังก์ผลัดเปลี่ยน การค้าในแคว้นพลิกผัน ระหว่างความขัดแย้งของคหบดีตระกูลใหญ่กับราชสำนัก นางยื่นข้อเสนอให้จัดเก็บภาษีจากการค้าขายขึ้น ภาษีที่จะถูกเก็บจากทุกตระกูลที่ทำการค้า จากนั้นส่งเข้าไปยังคลังหลวงเพื่อใช้ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงในยามจำเป็น
คราแรกทุกคนล้วนมองนางราวกับตัวประหลาด หากแต่เมื่อนางเขียนรายละเอียดทุกอย่างขึ้นทูลถวาย ฮ่องเต้กลับทรงเล็งเห็นแล้วว่านี่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ดังนั้นฮ่องเต้จึงทรงส่งเรื่องนี้ต่อให้อัครเสนาบดีรับผิดชอบ ทรงให้คนจัดการคัดลอกรายละเอียดเป็นตำราออกมา จากนั้นแจกจ่ายไปตามตระกูลต่างๆ กระทั่งในที่สุดก็กลายมาเป็นภาษีแคว้นฉิน ซึ่งกำหนดให้การค้าขายที่มีรายได้เกินกำหนด ต้องมีการเก็บภาษีเข้าท้องพระคลังหลวง โดยคิดเป็นร้อยละของรายได้ที่เกินเกณฑ์เป็นต้นไปหลังหักลบต้นทุน
ชื่อเสียงของอิ่นเฉียนโด่งดังในชั่วข้ามคืน กระทั่งนางเป็นคนแรกที่ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการให้เข้าเฝ้า เพราะนับจากขึ้นครองบัลลังก์ฮ่องเต้ก็ดูจะไม่ทรงโปรดที่คหบดีหกตระกูลมีอิทธิพลในแคว้นมากจนเกินไป ถึงอย่างนั้นหลังจากมีการเก็บภาษี อิ่นเฉียนก็มักจะถูกเรียกเข้าวังหลวงบ่อยครั้ง กระทั่งเกิดข่าวลือว่านางอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนม
ทว่า...วันเวลาผ่านไปฮ่องเต้กลับยังทรงปฏิบัติกับนางราวกับที่ปรึกษา เพียงเรียกนางไปพูดคุยสนทนาในเรื่องต่างๆ กระทั่งพบว่านางแตกต่างจากสตรีทั่วไปโดยสิ้นเชิง
เวลาผันผ่านอิ่นเฉียนอายุครบยี่สิบแต่ยังไม่ออกเรือน อยู่ๆ ก็มีข่าวลือเรื่องหญิงสาวจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำตระกูล นี่จึงนับว่าเป็นเรื่องที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินจริงๆ
สตรีที่กำลังคุกเข่าในห้องทรงอักษรคือผู้ที่กำลังตกเป็นหัวข้อทุกการสนทนาในช่วงนี้ นางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดวงตามั่นคงหนักแน่นแม้คุกเข่ามามากกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว
“เฮ้อ...”
ในที่สุดก็มีเสียงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ฮ่องเต้แคว้นฉินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาววัยยี่สิบ ดวงหน้าของนางแม้ซีดขาวแต่ดวงตากลับยังคงมั่นคงเยือกเย็น
“ระหว่างเรากับบุรุษแปลกหน้า เจ้ายอมเลือกบุรุษแปลกหน้าที่ไม่เคยพบจริงหรือ”
อิ่นเฉียนยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หม่อมฉันรักอิสระเกินกว่าจะถูกขังเอาไว้ในกรงขนาดใหญ่แห่งนี้ เพคะ”
เมื่อชั่วยามก่อนเขาต้องการให้นางเป็นพระสนม แต่ก็ถามเพื่อให้นางยินยอมเพราะคงคาดว่าตำแหน่งนี้สตรีในใต้หล้าคงปรารถนา เพียงแต่นาง ‘อิ่นเฉียน’ หาต้องการไม่
“ไม่กลัวเราลงโทษตระกูลอิ่น?”