บทที่ 3
“หกปีที่ท่านเป็นผู้นำตระกูลอิ่น ท่านพิสูจน์แล้วว่าแม้เป็นสตรีแต่ท่านกลับทำหลายๆ เรื่องได้ดีว่าบุรุษ คิดการณ์รอบคอบกว่า ลงมือได้รวดเร็วกว่า ตระกูลอิ่นมั่งคั่งและมั่นคงกว่าเมื่อก่อน ถึงวันนี้สินค้าที่ขนส่งเข้าเมืองหลวงเกรงว่าล้วนขนส่งทางเรือทั้งสิ้น” เสี่ยวฉิงดูเคร่งเครียดมาจริงๆ เมื่อกล่าวออกมาช้าๆ “ดังนั้น...ตอนนี้ท่านก็อายุครบยี่สิบแต่ยังไม่ออกเรือน”
อิ่นเฉียนหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่เสียแรงที่หลายปีนี้ข้าสั่งสอนเคี่ยวกรำให้เจ้ามองทุกอย่างตรงหน้าให้ลึกล้ำกว่าสิ่งที่เห็น” นางเลิกม่านรถม้าขึ้นด้วยมือเดียว อีกมือกำม้วนราชโองการแน่น มองทิวทัศน์ข้างทางขณะรถม้าหรูหรากำลังวิ่งผ่านถนนสายหลักของเมืองหานตาน
“สามวันก่อนข้าบังเอิญพบนายท่านตระกูลหวังที่ร้านเครื่องประดับ”
“ร้านเครื่องประดับ?” เสี่ยวฉิงขมวดคิ้ว “หรือจะเป็นตอนที่ข้าไปรับแพรพรรณที่ท่านสั่งตัด ท่านบอกว่าจะไปรอข้าที่นั่น”
“ใช่ วันนั้นเขากล่าวถึงคุณชายรองกับข้า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงแล้ว”
เสี่ยวฉิงอ้าปากค้าง “ทรงเกรงว่าคุณหนูจะแต่งให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งในหกตระกูลแห่งจี๋หลิน?”
อิ่นเฉียนเป็นสตรีที่มีความคิดไม่เหมือนสตรีใด ทั้งเรื่องการค้า มุมมองในด้านต่างๆ การใช้ชีวิต จิตใจที่แข็งแกร่ง ความฉลาดหลักแหลม สายตาที่สามารถมองผู้คนทะลุปรุโปร่ง พิสูจน์ได้จากการเป็นผู้นำตระกูลอิ่น
ชื่อเสียงของนางในสายตาของผู้คนแคว้นฉินเป็นไปในทางที่ดี ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีเมื่อกล่าวถึงนางก็เป็นไปด้วยความเคารพชื่นชมจากใจ
แม้ระหว่างตระกูลคหบดีและราชสำนักจะมีภาษีเป็นตัวกลางคลี่คลายความขัดแย้ง แต่หากเมื่อมองให้กว่านั้น ทันทีที่มีตระกูลใดกล้าปลอมแปลงบัญชีการจ่ายภาษี ตระกูลนั้นๆ จะถูกลงโทษโดยไม่ละเว้น นี่จึงจะนับเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
ราชสำนักกำลังคิดจะควบคุมอิทธิพลของคหบดีในแคว้น ทว่าตอนนี้ยังไม่มีจังหวะจึงได้แต่หยั่งเชิงกันไปมา
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่านางอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนม แต่จนแล้วจนรอดหญิงสาวก็ยังไม่ออกเรือนเสียที มัวยุ่งง่วนกับงานที่ท่าเรือไม่ได้หยุดพัก การที่หลังๆ มานี้หญิงสาวบังเอิญได้พบกับคุณชายตระกูลใหญ่อีกห้าตระกูล ไม่เพียงทำให้นางเองก็รู้สึกประหลาดใจ กระทั่งแม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังตรัสถึง
หกตระกูลมีอิทธิพลทางการค้า แต่ตลอดมาล้วนถ่วงดุลการค้ากันและกันมาโดยตลอด กระทั่งตอนนี้...อาจเป็นได้ว่านายท่านตระกูลต่างๆ กำลังจดจ้องมายังนางตาเป็นมัน
ฮ่องเต้เล็งเห็นแล้วว่าหากนางแต่งเข้าตระกูลใด สองตระกูลอันมั่งคั่งจะยิ่งมีอิทธิพล หากรวมอำนาจการค้าสองอย่างเข้าด้วยกัน ถึงวันนั้นการจะลดทอนอิทธิพลของหกตระกูลลงเรื่อยๆ คงนับเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
ยิ่งการที่มีนางแต่งเข้าตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ฮ่องเต้ล้วนมองว่านางเป็นภัยคุกคามแผนของราชสำนักในอนาคต หากทรงคิดจะค่อยๆ ลดความสำคัญกระทั่งโค่นล้มหกตระกูลใหญ่ลงในวันหน้า
รถม้าหรูหราวิ่งไปจอดลงยังหน้าประตูจวน กำแพงสูงลิบล้อมรอบเป็นแนวยาว ประตูขนาดใหญ่มีเต่าหินสองตัววางสองข้าง อิ่นเฉียนก้าวลงจากรถม้าโดยมีพ่อบ้านวิ่งเข้ามาต้อนรับ เขารายงานเรื่องในจวนระหว่างที่นางไม่อยู่ หญิงสาวเพียงรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราชโองการในมือซุกอยู่ใต้แขนเสื้อตัวกว้าง
“ท่านพ่อบ้านข้าจะไปที่เรือนโสโครก”
พ่อบ้านมีท่าทีชะงักแต่ก็รีบหันไปสั่งการกับคนของตนด้านหลัง “วันนี้คุณชายอยู่ที่ท่าเรือตลอดยังไม่กลับมาขอรับ สั่งเอาไว้ว่าวันนี้มีเรือมาจากเมืองหยางโจว”
“เขาได้บอกหรือไม่ว่าจะกลับเมื่อไหร่”
“แจ้งไว้ว่าน่าจะปลายยามโหย่ว ขอรับ”
“ดี” นางกล่าวจากนั้นหันไปมองเสี่ยวฉิง “เจ้าไปที่ห้องครัวสั่งให้คนไปส่งสำรับเย็นให้คุณชาย”
“เจ้าค่ะ”