บทที่ 2
นางยิ้มบาง “หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่เกิดในตระกูลคหบดี ไม่มีสิ่งใดคู่ควร หากจะลงพระอาญาหม่อมฉันก็จนใจ” นางรู้ว่าเขาไม่กล้า เพราะหากทำเช่นนั้นจริงบัลลังก์ที่มั่นคงได้ไม่นานนี้อาจถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ได้...
ฮ่องเต้มองนางนิ่ง ใต้หล้านี้เขาปรารถนาสิ่งใดล้วนได้มาครอบครอง หากแต่สตรีตรงหน้าเขารู้ดีว่าหากนางไม่เต็มใจ บีบบังคับไปก็จะได้รับเพียงความเย็นชา ความห่างเหิน...
“หลี่กงกง ร่างราชโองการ!”
ใบหน้าของอิ่นเฉียนเย็นชาลงหลายส่วน ถึงอย่างนั้นนางกลับเพียงนั่งคุกเข่านิ่งไม่กล่าวคำ แม้แต่ตอนที่ได้ยินเนื้อหาในราชโองการทุกคำนางก็ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว
หกปีมานี้นางพานพบเรื่องราวมากมาย เหน็ดเหนื่อยกับการกอบกู้ตระกูลอิ่น ผลักดันให้อิ่นอวิ๋นซูผู้เป็นน้องชายเก่งกาจจนสามารถแบกรับภาระ ดิ้นรนเพื่อให้ท่าเรือตระกูลอิ่นยังคงสามารถถือครองสัมปทานการขนส่งสินค้าทางน้ำในเมืองหลวง แม้ต้องต่อกรกับราชสำนักนางก็ไม่ครั่นคร้าม
หกปี...ใช่นางไม่ได้พูดผิด
ไม่ใช่ยี่สิบปีตามอายุจริงๆ ของอิ่นเฉียน แต่เป็นหกปีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในฐานะคุณหนูตระกูลอิ่น บุตรีของอิ่นหนาน ทายาทผู้ซึ่งมีสิทธิ์อันชอบธรรมในกิจการทั้งหมดของตระกูลอิ่น
เดิมทีเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานออฟฟิศ เช้าออกไปทำงาน เย็นย่ำกลับห้องเช่าเล็กเท่ารูหนู เพราะต้องสู้ชีวิตเพื่อให้อยู่รอดจึงต้องทั้งอึด ถึก และทน!
ทว่าชะตาเล่นตลกในคืนหนึ่งที่เป็นไข้สูงจนช็อก ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างของอิ่นเฉียนเสียแล้ว
จากหญิงสาววัยยี่สิบเจ็ด กลับกลายมาเป็นเด็กน้อยวัยสิบสี่ ตอนนั้นหญิงสาวไม่รู้จริงๆ ว่าควรหัวเราะด้วยความยินดี หรือควรร้องไห้เพราะชะตาอาภัพดี...
การแก่งแย่งฐานะผู้นำทำให้ไม่อาจนิ่งเฉย หลังล่วงรู้ว่าอาการป่วยเรื้อรังของตนตอนนี้ แท้ที่จริงเกิดจากการที่ตนถูกวางยาพิษ ทำให้อิ่นเฉียนตัดสินใจเปิดกระดานหมากกวาดล้างตระกูลอิ่น
ถูกพิษครานั้นอิ่นเฉียนสิ้นใจไปแล้ว หากแต่สวรรค์ให้โอกาสนางมีชีวิตในร่างของสตรีงดงามแต่อ่อนแอผู้นี้ นางก็จะทำให้เห็นว่านางอึด ถึก ทนแค่ไหน!!
เดิมทีอิ่นเฉียนเป็นคุณหนูผู้เย่อหยิ่ง ในตระกูลอิ่นไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินนาง ในสายตาของนางทุกคนล้วนต่ำต้อยไม่คู่ควรให้นางใส่ใจสักคน และนั่นคือหนึ่งในข้อเสียของอิ่นเฉียนคนก่อน...
ว่ากันเรื่องของอิ่นหนานผู้นำตระกูลอิ่น เขาเป็นคนเด็ดขาดทำอะไรไม่ไว้หน้าผู้อื่น ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงคนในจวน ซึ่งนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของผลแห่งการกระทำของเขาเอง
เขาให้ความสำคัญเพียงกับบุตรที่เกิดจากฮูหยินเอก นั่นก็คืออิ่นเฉียนและอิ่นอวิ๋นซู บุตรที่เกิดจากอนุเขาล้วนไม่เคยใส่ใจ เพียงให้อิ่นเฉียนเป็นคนจัดการเรื่องในจวนทั้งสิ้น
กฎแห่งกรรมมีจริง...หลายปีที่อิ่นหนานและอิ่นเฉียนทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ พวกเขาจึงต้องรับผลแห่งการกระทำนั้นในที่สุด เพียงแต่...ใครจะคาดว่าร่างนี้กลับมีผู้อื่นเข้ามาสวมรอย
หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจกับสภาพของอิ่นเฉียน เพราะแม้รอดจากการถูกพิษ แต่ร่างกายนี้ก็ถูกบั่นทอนไปกว่าครึ่ง
“คุณหนู” เสี่ยวฉิงปราดเข้ามาประคองหญิงสาว เห็นในมือของอีกฝ่ายมีม้วนราชโองการ ใบหน้าของสาวใช้ซีดขาวลงมาก “ระ...ราชโองการ?”
อิ่นเฉียนยิ้มเซียวก่อนเดินไปขึ้นรถม้า เมื่อรถม้าออกวิ่งนางก็ก้มลงมองราชโองการนิ่ง
“ทรง...แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระสนมเอกจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวฉิงกระซิบเสียงเบาดวงตาฉายแววโกรธกรุ่นแทนผู้เป็นนาย
“เสี่ยวฉิง”
“เจ้าคะ”
“ฐานะของข้าอาจคุกคามราชสำนัก เจ้าได้ยินแล้วคิดเช่นไร” อิ่นเฉียนถามสาวใช้คนสนิทด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายชะงักและครุ่นคิดอย่างจริงจังขณะสายตายังคงจ้องราชโองการ
“ก็อาจจะจริงเจ้าคะ”
ได้ยินสาวใช้ของตนตอบหญิงสาวพยักหน้าด้วยความพอใจ “พูดต่อไป”