10 หวั่นไหวหรือใกล้ชิด
“เราเดินเที่ยวต่อก็ได้นะคะเพราะตอนนี้คุณภิภพเขาเลิกสนใจส้มโอแล้วค่ะ พี่อารัญดูสิคะ” หญิงสาวชี้ให้อารัญมองกลับไปในงานที่ตอนนี้ข้างกายภิภพมีผู้หญิงห้อมล้อมอยู่หลายคน
“เขาเป็นคนอัธยาศัยดีล่ะมั้ง”
“แต่หนูว่าอย่างเขาเรียกว่าเจ้าชู้น่าจะเหมาะกว่านะคะ แบบนี้ใครได้เป็นแฟนได้ปวดหัวตายกันเลยค่ะ”
“คงเพราะเขาหน้าตาดี ฐานะดีก็เลยมีคนมาสนใจ จะโทษเขาก็ไม่ได้หรอกนะ ส้มโอไม่ชอบก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ชอบ”
“ก็จริงค่ะ”
“แล้วส้มโอล่ะชอบผู้ชายแบบไหน”
“ถ้าหนูจะบอกว่าไม่ชอบคนหล่อ ไม่ชอบคนรวยก็ดูจะตลกเกินไป เพราะผู้ชายแบบนั้นใครๆ ก็ชอบ แต่สำคัญที่สุดเขาต้องไม่เจ้าชู้และเข้ากับครอบครัวของหนูค่ะ”
“ถ้าเกิดต้องเลือกคนหนึ่งหน้าตาไม่ดี ฐานะไม่ได้รวยมากแต่นิสัยดีและคนในบ้านของส้มโอชอบ กับผู้ชายอีกคนหน้าตาดีรวยมากพร้อมที่จะให้ส้มโอทุกอย่างแต่ส้มโอต้องไปอยู่กับเขา เขาไม่ให้ส้มโอติดต่อกับครอบครัวล่ะ”
“ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยค่ะ ยังไงหนูก็ต้องเลือกคนแรกอยู่แล้วค่ะ สำหรับหนูแล้วครอบครัวสำคัญที่สุดค่ะ”
คำตอบของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่ม ย้อนนึกถึงตัวเองที่ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าครอบครัวจริงๆ ของตนเองมันคือตรงไหนกันแน่จะใช่ครอบครัวที่มีมารดากับพี่สาวที่เลี้ยงมาตลอดสามสิบปี หรือครอบครัวที่เป็นผู้ให้กำเนิดกันแน่
“ส้มโอมากับใครน่ะ”
เสียงทักทายของผู้หญิงทำให้อารัญออกจากความคิดของตัวเอง ก่อนจะหันไปตามเสียงก็เห็นว่าตอนนี้อลิดายืนอยู่กับหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่กำลังมองมาทางเขา
“พี่อารัญทางนี้ค่ะ”
แล้วอลิดาก็แนะนำให้เขารู้จักกับเพื่อนๆ ของเธอ
“เจ้าของไร่หล่อแบบนี้พวกเราคงแวะไปเที่ยวที่นั่นบ่อยๆ แล้วล่ะคะ” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น
“ยินดีครับ” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ
เพราะในฐานะเจ้าของไร่ที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของฝากอยู่ในนั้นการต้อนรับนักท่องเที่ยวก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่เขาต้องรับผิดชอบ
เมื่อเจอเพื่อนๆ ทำให้คนที่กำลังจะกลับเดินไปด้านในงานอีกรอบ กว่าจะนึกขึ้นได้ก็ครึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว
“พี่อารัญขอโทษนะเจอเพื่อนทีไรหนูก็เม้าท์เพลินไปหน่อยพี่เบื่อไหม”
“ไม่หรอกพี่ว่าเพลิน ส้มโอจะเดินเที่ยวต่อก็ได้นะ”
“ไม่ล่ะ หนูเริ่มจะเมื่อยแล้วเหมือนกัน พี่ล่ะคะอยากซื้ออะไรเพิ่มไหม”
“ไม่แล้วล่ะ งั้นกลับกันเลยนะ”
ขากลับอากาศค่อนข้างเย็น หญิงสาวเผลอขยับตัวเข้าหาแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่มือเล็กจะเอื้อมไปโอบกอดรอบเอวสอบของเขาไว้ในจังหวะที่รถจักรยานยนต์แล่นผ่านทางโค้งเพราะกลัวตกบวกกับอีกมือหนึ่งก็กอดตุ๊กตาตัวโตไว้ในมือ
สัมผัสนั้นทำให้อารัญใจเต้นแรง ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้น อ้อมแขนเล็กที่โอบอยู่ที่เอวทำให้เขาอบอุ่น จนความหนาวเย็นจางหายไป
ถนนเส้นเล็กที่ทอดยาวผ่านต้นไม้สองข้างทางที่ค่อนข้างมืดแต่มันได้น่ากลัวเลยสักนิด การมีใครสักคนมานั่งซ้อนท้ายและโอบเอวไว้แบบนี้ทำให้ความอบอุ่นส่งไปถึงหัวใจและดูเหมือนว่าคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่นั้นก็คงรู้สึกอบอุ่นไม่ต่างกัน หญิงสาวซบใบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างมือเล็กยังคงกอดไว้จนกระทั่งรถเข้าสู่ซอยเล็กๆ ที่ตรงไปยังบ้านของเธอ
“เรากลับดึกเกินไปหรือเปล่า ส้มโอจะโดนพ่อดุไหม” เขาถามเมื่อตอนนี้บริเวณบ้านของอลิดามีแค่แสงไฟทางด้านนอกเท่านั้นที่เปิดอยู่
“ไม่หรอกค่ะ พ่อรู้ว่าหนูไปกับพี่”
“งั้นก็รีบเข้าบ้านเถอะพรุ่งนี้พี่ให้ไปทำงานสายได้เพราะถือว่าคืนนี้พาพี่เที่ยวจนดึก พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องเอากับข้าวไปแล้วนะ”
“ทำไมล่ะคะไม่อร่อยเหรอ”
“อร่อยครับ แต่พรุ่งนี้เช้าพี่ว่าจะทำอาหารกินเองน่ะ เดี๋ยวของสดที่ซื้อมาจะเน่าไปเสียก่อน”
“ค่ะ ขับรถกลับดีๆ นะคะ ถ้าถึงแล้วไลน์มาบอกได้ไหม”
“อือ ขอบใจนะวันนี้พี่สนุกมาก” อารัญรอจนหญิงสาวเข้าไปเปิดไฟในบ้านก่อนที่ตัวเองจะขับรถกลับมายังบ้านของตนเอง
เขาจอดรถที่หน้าบ้านแล้วไลน์ไปบอกอลิดาว่าตนเองถึงแล้วจากนั้นก็เข้าไปหยิบเบียร์ในตู้ออกมานั่งดื่มที่ระเบียง
บรรยากาศบ้านไร่เวลาดึกแบบนี้ทำให้เขารู้สึกสงบและมีเวลาคิดเรื่องต่างๆ มากขึ้นทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว
วันนี้เขารู้สึกสนุกและสบายใจมากที่ได้ออกเดินเที่ยวแม้ว่าจะเป็นแค่งานวันแต่กลับรู้สึกอบอุ่นใจและมีความสุขมากกว่าการเดินเที่ยวห้างใหญ่ๆ เสียอีก
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่และได้รู้จักกับอลิดาอารัญก็รู้สึกได้ว่าตัวเองจะยิ้มได้มากกว่าเดิม
....
หนึ่งเดือนแล้วที่อารัญมาอยู่ที่ไร่ ในทุกวันเขาจะตื่นไปวิ่ง ก่อนจะกลับมาทำอาหารเช้าง่ายๆ ทาน และบางวันก็มีอาหารเช้าจากบ้านของลุงมงคล ทานเสร็จเขาก็ออกไปดูคนงานที่ไร่ ไปดูโรงบ่มไวน์ก่อนจะทานอาหารกลางวันกับคนงานในไร่หรือบางครั้งก็เข้ามาทานที่ร้านของอลิษาและเข้าทำงานที่ออฟฟิศต่อในตอนบ่าย
“ส้มโอ ถ้าเคลียร์งานเสร็จก็กลับได้เลยนะ”
“พี่อารัญจะเข้าไปในไร่เหรอคะ”
“เปล่าครับ พี่จะเข้ากรุงเทพครับ พรุ่งนี้พี่หยุดหนึ่งวันนะ พี่ไม่อยู่ก็ไม่ต้องเข้าไปทำงานในไร่นะ งานพวกนั้นให้คนงานผู้ชายเขาทำไปเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายขึ้นมาอีก” เขาออกปากเตือนเพราะครั้งล่าสุดอลิดาตามเขาเข้าไปในไร่ทั้งวันและวันรุ่งขึ้นเธอก็เป็นไข้
“หนูก็แค่ตากฝนจนเป็นหวัดกรอกน่า ไม่ใช่เพราะเข้าไปทำงานในไร่สักหน่อย” หญิงสาวเถียงกลับเพราะวันนั้นตอนขี่จักรยานยนต์กลับบ้านเธอตากฝนไปด้วย
“ก็ถ้าเราไม่ดื้อตื่นเช้ามืดไปช่วยเขาตัดองุ่นและรอจนมืดค่ำ ให้กลับก็ไม่ยอมกลับก็คงไม่เปียกฝนนะส้มโอ”
“พ่อดุหนูเรื่องนี้ไปแล้วพี่อารัญยังจะดุอีกเหรอคะ”
“ก็ส้มโอดื้อนี่พี่ก็ต้องดุ พี่ว่ายิ่งรู้จักกันส้มโอจะยิ่งดื้อมากขึ้นนะ”
“พี่อารัญก็เหมือนกันค่ะ ยิ่งรู้จักก็ยิ่งพูดมากขึ้น ไม่เห็นจะเงียบเหมือนตอนมาแรกๆ”
“พี่เปลี่ยนไปเหรอ”
“นี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอคะ”
“ไม่นะ” เขาส่ายหน้าแต่ก็พอจะรู้ว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปอย่างที่เธอพูดจริงๆ
“พี่จะเข้ากรุงเทพกก็รีบไปเถอะค่ะ กว่าจะไปถึงก็คงเย็นพอดี แล้วช่วงเย็นรถติดมากด้วยนะคะ”
“ก็ใครชวนพี่คุยจนเสียเวลาล่ะ”
“พี่อารัญมาชวนหนูคุยเองนะ” หญิงสาวเถียงกลับ
“เอาล่ะพี่ไม่อยากเถียงแล้วไปนะ”
“ถึงแล้วไลน์หรือโทรบอกหนูได้ไหมคะ”
“เพราะอะไรพี่ถึงต้องบอกส้มโอด้วยล่ะ”
“ก็ถ้าพี่ไม่โทรบอกหนูพ่อก็ต้องถามอยู่ดีว่าพี่ถึงไหนแล้ว เดินทางปลอดภัยหรือเปล่าพ่อเขาเป็นห่วงพี่ค่ะ”
“อ๋อ เพราะลุงมงคลเป็นห่วงพี่นี่เอง แล้วส้มโอไม่ห่วงพี่บ้างเหรอ”
“ก็ห่วงนิดหน่อยค่ะ”
“กาแฟมาแล้วค่ะ” พนักงานจากร้านวิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับกาแฟหนึ่งแก้ว
“ขอบคุณค่ะ” อลิดารับกาแฟมาแล้วรอจนพนักงานออกไปจากร้านก็ส่งแก้วกาแฟให้กับอารัญ
“กาแฟของพี่ค่ะ”
“ขอบใจนะ ไปแอบสั่งตอนไหน” เขารับกาแฟมาดูดแล้วยิ้ม
“ก็ตอนที่ชวนพี่คุยไปเรื่อย”
“พี่จะไปจริงๆ ล่ะ แล้วเย็นนี้พี่จะโทรหานะครับ”
“ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ”