ตอนที่ 2 วางรากฐานและประกาศอิสระ - 2
"เจ้าดอกนี้แหละกุญแจสู่ชีวิตใหม่ของข้า"
หลินเยว่ใช้มีดหยกตัดเห็ดหลินจืออย่างระมัดระวัง ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาด แล้วออกจากมิติ นางค้นหาชุดเก่าๆ สีทึมๆ มาสวมทับ และใช้ผ้าคลุมหน้าอำพรางโฉม ก่อนจะลอบออกจากเรือนทางช่องกำแพงผุพังที่นางสำรวจไว้จากความทรงจำของร่างเดิมและเนื้อเรื่องในนิยาย
บรรยากาศในตลาดเมืองหลวงแคว้นจ้าวนั้นคึกคักสมคำร่ำลือ เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ หลินเยว่เดินปะปนไปกับฝูงชน มุ่งหน้าสู่หอโอสถถงเหรินร้านขายยาที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในแคว้น ซึ่งในนิยายระบุว่าเป็นร้านที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมที่สุด
เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นก็ลอยมาแตะจมูก นางมองไปรอบๆ เห็นหลงจู๊ผู้ดูแลร้านวัยชรากำลังง่วนอยู่กับการจัดยา หลินเยว่เดินตรงเข้าไปหาแล้ววางห่อผ้าลงบนโต๊ะเบื้องหน้า
"ข้ามีของดีมาเสนอ ไม่ทราบว่าหลงจู๊พอจะมีเวลาหรือไม่" ชายชราเงยหน้าขึ้นมองสตรีในชุดมอซอด้วยสายตาประเมินค่า
"แม่นางร้านเรารับซื้อแต่ของดีมีคุณภาพ หากเป็นสมุนไพรป่าทั่วไปเชิญร้านข้างๆ เถิด" หลินเยว่ไม่ตอบโต เพียงแค่ค่อยๆ คลี่ผ้าเช็ดหน้าออก ทันทีที่เห็ดหลินจือเมฆาม่วงปรากฏแก่สายตา แสงสีม่วงจางๆ ก็ดูเหมือนจะเรืองรองออกมา กลิ่นหอมเย็นสดชื่นแผ่กระจายไปทั่วร้านในพริบตา หลงจู๊เบิกตากว้างมือไม้สั่นเทาขณะหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่อง
"นะ... นี่มัน! เห็ดหลินจือเมฆาม่วง! แถมยังมีความสมบูรณ์ระดับจักรพรรดิ หายาก หายากยิ่งนัก! ร้อยปีจะมีสักดอก!" เสียงของเขาดังจนลูกค้าคนอื่นหันมามอง
หลินเยว่รีบห่อผ้ากลับคืน "เบาเสียงหน่อยเถิดท่านหลงจู๊ ข้าต้องการขายมัน ในราคาที่เป็นธรรม"
หลงจู๊รีบเชิญนางเข้าไปในห้องรับรองทันทีการเจรจาเป็นไปอย่างเข้มข้น แม้หลงจู๊จะพยายามกดราคาโดยอ้างเศรษฐกิจบ้านเมือง แต่หลินเยว่ผู้เจนจัดในสนามธุรกิจระดับโลกมีหรือจะยอมเสียเปรียบ นางงัดวาทศิลป์และการวิเคราะห์ตลาดมาโต้ตอบจนชายชราเหงื่อตก
"สามพันตำลึงเงิน! นี่คือราคาสูงสุดที่ข้าให้ได้แล้วแม่นาง!" หลงจู๊กัดฟันเสนอราคา
"ตกลง" หลินเยว่พยักหน้าสามพันตำลึงเงินในยุคนี้ เพียงพอให้ซื้อจวนขนาดกลางและอยู่กินอย่างสุขสบายไปได้ทั้งชาติ!
หลินเยว่เดินออกจากร้านพร้อมตั๋วเงินปึกหนาในอกเสื้อ นางแวะซื้อเสื้อผ้าเนื้อดี อาหารแห้ง มีดสั้นและของใช้จำเป็น ก่อนจะจ้างรถม้าให้ไปส่งใกล้ๆ กับเรือนท้ายเมือง เมื่อกลับมาถึงเรือน นางพบว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญมารออยู่ตามคาด
พ่อบ้านหวังพ่อบ้านใหญ่หน้าเลือดของจวนตระกูลหลิน ยืนเชิดหน้าอยู่พร้อมกับบ่าวชายฉกรรจ์อีกสองคน
"คุณหนูใหญ่ หายหัวไปไหนมา!" พ่อบ้านหวังตวาด "นายท่านมีคำสั่งให้ข้ามาแจ้งว่า นับแต่นี้ไปทางตระกูลหลินจะตัดเบี้ยหวัดรายเดือนของท่าน และห้ามท่านใช้สกุลหลินไปอ้างสิทธิ์ใดๆ อีก ท่านเป็นเพียงบุตรสาวอกตัญญูที่ตระกูลไม่ต้องการ!"
หลินเยว่แสยะยิ้มมุมปากช่างมาได้จังหวะดียิ่งนัก บิดาช่างไร้เยื่อใย ตัดหางปล่อยวัดลูกสาวในวันที่นางตกต่ำที่สุด แต่หารู้ไม่ว่านี่คือสิ่งที่นางรอคอย
"ตัดขาดหรือ ดี..." หลินเยว่กล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และเด็ดขาด
"เช่นนั้นข้าก็มีเรื่องต้องสะสางเดิมทีท่านแม่ของข้ามีสินเดิมเป็นร้านค้า 10 แห่ง ที่ดิน 500 ไร่ และหีบทองคำอีกนับสิบหีบ แต่บัดนี้กลับตกไปอยู่ในมือของฮูหยินหลิ่วจนหมดสิ้น หากข้าจะไปร้องเรียนต่อศาลต้าหลี่ให้ตรวจสอบบัญชีสินเดิมย้อนหลัง เกรงว่าฮูหยินหลิ่วและท่านพ่อคงจะลำบากใจไม่น้อยกระมัง"
พ่อบ้านหวังชะงักกึก สีหน้าซีดเผือดลงทันตาเขาเป็นคนสนิทย่อมรู้ดีว่าฮูหยินหลิ่วเบียดบังสินเดิมของอดีตฮูหยินไปมากมายเพียงใด หากเรื่องนี้แดงขึ้นมาชื่อเสียงของเสนาบดีหลินย่อมป่นปี้ และโทษทัณฑ์ของการยักยอกสินเดิมภรรยาเอกนั้นรุนแรงนัก
"จะ... เจ้า... เจ้าต้องการอะไร" พ่อบ้านหวังถามเสียงสั่นความเย่อหยิ่งเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
"ข้าไม่ต้องการเรื่องวุ่นวาย ข้าเพียงต้องการของของข้าคืน" หลินเยว่เอ่ยเสียงเย็น "แต่ข้ารู้ดีว่าพวกท่านคงผลาญเงินทองไปมากโขแล้ว ข้าจึงมีข้อเสนอข้าต้องการเรือนไผ่เขียวที่ตั้งอยู่ชายป่าหมอกท้ายเมือง พร้อมโฉนดที่ดินผืนนั้นคืนเดี๋ยวนี้!"
พ่อบ้านหวังขมวดคิ้ว "เรือนไผ่เขียว เรือนร้างที่ทรุดโทรมห่างไกลความเจริญนั่นน่ะรึ?"
