บทที่ 4: วรยุทธ์ล้ำเลิศ กับการผ่าฟืนบรรลัยกัลป์
บทที่ 4: วรยุทธ์ล้ำเลิศ กับการผ่าฟืนบรรลัยกัลป์
หลังจากสงครามแย่งชิงน้ำซุปจบลงด้วยชัยชนะของท่านแม่ทัพ (เพราะหลิวหลีสู้แรงแย่งชามคืนไม่ได้) บรรยากาศในกระท่อมก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง... หรืออย่างน้อยก็สงบในแบบที่ต่างคนต่างดูเชิงกัน
อวิ๋นเซียว นั่งขัดสมาธิเดินลมปราณอยู่บนกองฟาง แม้จะเสียเลือดไปมาก แต่เขารู้สึกประหลาดใจที่ร่างกายฟื้นตัวเร็วกว่าปกติ พลังวัตรที่เคยตีรวนเริ่มกลับมาไหลเวียนสะดวก ราวกับว่าน้ำซุปถ้วยนั้นไม่ใช่แค่อาหารธรรมดา แต่เป็นโอสถทิพย์จากสวรรค์
"เจ้าหนี้หน้าเลือด..." เขาพึมพำเบาๆ มองแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างชาม สตรีผู้นี้ประหลาดนัก ปากบอกว่าเห็นแก่เงิน แต่กลับยอมแบ่งอาหารที่มีอยู่น้อยนิดให้เขากินจนอิ่ม ส่วนตัวเองกลับกินแค่ก้นชาม นางเป็นคนจิตใจดีที่พยายามทำตัวร้ายกาจ? หรือเป็นคนงกที่คำนวณผลประโยชน์ระยะยาวกันแน่?
"นี่! จ้องข้าจนหลังจะทะลุแล้ว พ่อคุณ" จางหลิวหลีหันขวับมา เท้าสะเอวฉับไว "กินอิ่มแล้วก็อย่ามัวแต่นั่งทำมิวสิควิดีโอเศร้าสร้อย ลุกขึ้นมาทำงานใช้หนี้ได้แล้ว!"
อวิ๋นเซียวเลิกคิ้ว "ข้าเพิ่งฟื้นไข้ เจ้าจะใช้งานคนเจ็บเลยรึ?"
"แหม... เมื่อกี้เห็นแย่งชามซุปแรงเยอะอย่างกับช้างสาร" หลิวหลีเบ้ปาก "ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปแบกภูเขาเสียหน่อย แค่ผ่าฟืน! ฟืนหลังบ้านใกล้จะหมดแล้ว ข้าไม่มีแรงผ่า คืนนี้ถ้าหนาวตายก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน"
นางชี้ไปที่กองท่อนไม้เกร็งๆ ที่วางระเกะระกะอยู่หลังบ้าน พร้อมกับขวานสนิมเขรอะด้ามหนึ่ง
อวิ๋นเซียวมองขวานเล่มนั้นด้วยสายตาดูแคลน สำหรับแม่ทัพผู้กุมทหารนับแสน เคยใช้ทวนหนักแปดสิบชั่งกวาดศัตรูราบเป็นหน้ากลอง งานผ่าฟืนแค่นี้มันจะไปยากอะไร? "ก็ได้... ข้าจะผ่าให้เจ้าดู ถือเป็นการจ่ายดอกเบี้ยล่วงหน้า"
เขายันกายลุกขึ้น แม้จะยังเจ็บแผลที่หลังแปลบๆ แต่ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมันค้ำคอ เขาเดินอาดๆ ไปหลังบ้านด้วยท่วงท่าสง่างามดุจราชสีห์ออกล่าเหยื่อ
หลิวหลีเดินตามไปดู พลางคิดในใจว่า 'หวังว่าคงไม่เป็นลมหน้ามืดทับมีดตัวเองตายนะ'
อวิ๋นเซียวหยิบขวานขึ้นมา น้ำหนักเบาหวิวราวกับขนนกในมือเขา เขาจับท่อนไม้สนขนาดเท่าขาคนวางตั้งบนตอไม้ ดวงตาคมกริบจ้องมองเป้าหมาย ในหัวของแม่ทัพใหญ่ไม่ได้มองว่ามันคือท่อนฟืน แต่มองว่ามันคือ 'ศีรษะข้าศึก'
วูบ!
เขารวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือ ส่งผ่านไปยังด้ามขวานเพื่อเพิ่มอานุภาพการทำลายล้าง "ย้าก!"
เสียงตวาดก้องกังวาน พร้อมกับขวานที่ฟาดลงไปดุจสายฟ้าฟาด!
ตูม!!!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นไม้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แรงอัดอากาศจากการฟาดขวานทำให้เศษไม้ปลิวว่อนราวกับกระสุนปืน
หลิวหลีที่ยืนกอดอกดูอยู่ถึงกับต้องยกมือบังหน้า "แค่อก! แค่อก! อะไรเนี่ย! ระเบิดลงรึไง!?"
เมื่อฝุ่นจางลง... ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้นางอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไขได้
ตอไม้สำหรับรองผ่าฟืน... แหลกละเอียดเป็นผุยผง ท่อนฟืนที่ต้องการผ่า... หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย (คาดว่ากลายเป็นขี้เลื่อยไปหมดแล้ว) และที่สำคัญที่สุด... ขวานคู่ใจของนาง เหลือแต่ด้ามไม้หักๆ ในมือของอวิ๋นเซียว ส่วนตัวคมขวานเหล็กนั้นแตกกระจายเกลื่อนพื้น!
อวิ๋นเซียวมองผลงานของตัวเองด้วยความงุนงง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน "ขวานคุณภาพต่ำ... ไม้ก็เปราะบางเกินไป ข้าออกแรงเพียงหนึ่งส่วน มันก็รับไม่ไหวแล้ว"
"กริ๊ดดดดดดดดด!"
เสียงกรีดร้องของหลิวหลีดังโหยหวนยิ่งกว่าเสียงไซเรนเตือนภัย นางพุ่งเข้าไปดูซากอารยธรรมขวานของนางด้วยน้ำตาคลอเบ้า "ขวานข้า! ตอไม้ข้า! ฟืนข้า! เจ้า... เจ้ามนุษย์จอมทำลายล้าง!"
นางหันขวับมามองเขาด้วยสายตาที่พร้อมจะกินเลือดกินเนื้อ "ข้าให้เจ้าผ่าฟืน! ผ่าให้มันเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเอาไปใส่เตาไฟ! ไม่ได้ให้เจ้ามาปล่อยพลังคลื่นเต่าทำลายล้างโลก! แล้วดูสิ ขวานพังหมดแล้ว ข้าจะเอาอะไรใช้ทำมาหากิน!"
อวิ๋นเซียวหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าการผ่าฟืนต้องใช้ 'ความละเอียดอ่อน' ขนาดนี้ ปกติในสนามรบ ยิ่งฟันแรงเท่าไหร่ศัตรูก็ยิ่งตายสนิทเท่านั้น "ข้า... ข้าจะซื้อคืนให้" เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม
"ด้วยอะไรฮะ!?" หลิวหลีเท้าสะเอว "ตัวเจ้าตอนนี้มีแต่ตัวกับรอยแผลเป็น เงินสักอีแปะก็ไม่มี!"
นางทรุดตัวลงนั่งยองๆ เก็บเศษเหล็กขวานขึ้นมาดูอย่างอาลัยอาวรณ์ "หมดกัน... ชีวิตเกษตรกรของข้า เริ่มต้นก็พังพินาศเพราะไอ้แม่ทัพบ้าพลังนี่แท้ๆ"
ทันใดนั้น เสียงสวรรค์ (หรือเสียงนรก) ก็ดังขึ้นในหัวของนาง ‘ติ๊ง! ตรวจพบแหล่งพลังงาน หยาง บริสุทธิ์เข้มข้น รัศมี 5 เมตร’ ‘ระบบต้องการดูดซับพลังงานส่วนเกินเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชในมิติ’ ‘เงื่อนไข: การสัมผัสทางกายภาพ’
หลิวหลีชะงัก "หือ?" นางเงยหน้ามอง 'แหล่งพลังงานหยาง' ที่ยืนทำหน้าสำนึกผิดอยู่ ระบบกำลังบอกว่า... พลังลมปราณบ้าเลือดของหมอนี่ สามารถเอามาทำปุ๋ยได้งั้นเหรอ?
รอยยิ้มชั่วร้ายค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนฝุ่นของนางอีกครั้ง นางลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากชุด "เอาล่ะ... ในเมื่อเจ้าทำลายข้าวของเสียหาย เจ้าต้องชดใช้ด้วยร่างกาย"
อวิ๋นเซียวถอยหลังกรูด "จะ... เจ้าจะทำอะไร?" เขากระชับเสื้อสาบที่อกแน่น แม้จะเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร แต่สายตาหื่นกระหาย (ในพลังงาน) ของสตรีผู้นี้ทำเอาเขารู้สึกหนาวสันหลังวาบ
"ส่งมือมา" หลิวหลีสั่งเสียงเฉียบขาด
อวิ๋นเซียวยื่นมือขวาที่หยาบกร้านออกไปอย่างลังเล หลิวหลีคว้าหมับเข้าที่มือนั้นทันที วูบ...
ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสถิตแล่นผ่านฝ่ามือ ในมิติของนาง ต้นกล้าผักกาดที่เพิ่งลงเมล็ดไปเมื่อกี้ จู่ๆ ก็แทงยอดเขียวชอุ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับดูหนังเร่งความเร็ว! ‘ได้รับพลังงานหยาง 10 หน่วย! ผักกาดขาวเร่งโต 20%’
"สุดยอด!" หลิวหลีร้องออกมาด้วยความดีใจ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ นางจับมือเขาแน่นขึ้น เขย่าไปมาอย่างตื่นเต้น "เจ้านี่มันปุ๋ยชั้นดี... เอ้ย! คนงานชั้นเลิศจริงๆ!"
อวิ๋นเซียวยืนงงเป็นไก่ตาแตก มือเล็กๆ นุ่มนิ่มของนางที่กุมมือเขาไว้ให้ความรู้สึกอบอุ่นประหลาด... ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในสนามรบที่หนาวเหน็บ แก้มสากของท่านแม่ทัพขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ โดยไม่รู้ตัว
"เจ้า... หายโกรธข้าแล้วหรือ?" เขาถามเสียงเบา
"โกรธ? ใครโกรธ? ข้ากำลังดีใจต่างหาก!" หลิวหลียิ้มหวานหยดย้อย "ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องผ่าฟืนแล้ว หน้าที่ของเจ้าคือ... จับมือข้าวันละสามเวลาหลังอาหาร เข้าใจไหม?"
"หา?"
"ไม่ต้องสงสัย! ตามข้ามา หลังบ้านยังมีงานให้เจ้าทำอีกเยอะ... แต่คราวนี้ห้ามใช้กำลังภายในนะยะ ใช้แค่แรงควายของเจ้าก็พอ!"
นางจูงมือแม่ทัพใหญ่เดินกลับเข้าไปในกระท่อมราวกับจูงเด็กน้อย (หรือสัตว์เลี้ยง) อวิ๋นเซียวมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้น แล้วเผลอกระตุกยิ้มมุมปากออกมา ชีวิตชาวบ้านธรรมดา... ดูเหมือนจะวุ่นวายกว่าการทำสงครามเสียอีก แต่ทำไม... ข้าถึงไม่รู้สึกอยากหนีไปไหนเลยนะ?
ทว่า ความสงบสุข (แบบแปลกๆ) นี้กำลังจะถูกสั่นคลอน เมื่อที่หน้าประตูรั้วผุพัง มีเงาตะคุ่มๆ ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้ามา พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่คุ้นหู
"นั่นไง! บ้านนังเด็กอกตัญญู! ท่านหัวหน้าหมู่บ้านต้องจัดการมันนะเจ้าคะ มันเลี้ยงผู้ชายไว้จริงๆ!"
เสียงแหลมสูงของ ป้าสะใภ้หลิว ดังแว่วมาแต่ไกล คราวนี้ไม่ได้มาคนเดียว แต่ขนมาทั้งกองทัพชาวบ้านและ หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้เคร่งครัด!
หลิวหลีปล่อยมือจากอวิ๋นเซียว สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที "งานเข้าแล้ว... ตัวปัญหามาไวกว่าที่คิด" นางหันไปมองอวิ๋นเซียว "เจ้าหลบอยู่ในบ้าน ห้ามออกมาเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
อวิ๋นเซียวขมวดคิ้ว มือควานหาด้ามดาบที่ไม่มีอยู่ข้างเอว "ข้าไม่หลบหลังสตรี" "อย่าโง่! สภาพเจ้าตอนนี้แค่เดินยังเซ ถ้าออกไปก็มีแต่จะเป็นจุดอ่อนให้พวกมันโจมตีข้า!" นางผลักเขาเข้าไปในห้องนอนแล้วปิดประตูงับ "เชื่อใจข้า ข้าจัดการได้!"
หลิวหลีสูดหายใจลึก คว้าจอบคู่ใจขึ้นมาถือไว้มั่น แล้วเดินออกไปเผชิญหน้ากับ 'ด่านเคราะห์' ด่านแรกของชีวิตเกษตรกรสาวอย่างองอาจ!
