บทที่ 3: ของดีที่คนมองข้าม
บทที่ 3: ของดีที่คนมองข้าม
ป่าท้ายหมู่บ้านหุบเขาหมอกนั้นขึ้นชื่อเรื่องความรกทึบและสัตว์ร้าย ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะเข้าไปหาของป่ากันแค่บริเวณชายขอบ ไม่มีใครกล้าเสี่ยงชีวิตลึกเข้าไปด้านใน แต่สำหรับ จางหลิวหลี ผู้ซึ่งในชาติก่อนเคยบุกป่าอเมซอนเพื่อตามหากล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่มาแล้ว ป่าแค่นี้ก็เหมือนเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
"ตระกูลจางนี่ช่างเลือกทำเลได้ดีจริงๆ ... ดีจนน่าขนลุก"
หลิวหลีพึมพำขณะใช้มีดพร้าฟันเถาวัลย์ที่ขวางทาง ดวงตากลมโตสอดส่ายไปทั่วพุ่มไม้ใบหญ้า สมองประมวลผลข้อมูลรวดเร็วราวกับเครื่องจักร
สำหรับชาวบ้านทั่วไป สิ่งที่เห็นคือวัชพืชไร้ค่า แต่ในสายตาของด็อกเตอร์ด้านพฤกษศาสตร์... ที่นี่คือ 'ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นดี' ที่มีสินค้าออร์แกนิกวางเรียงรายให้หยิบฟรี!
"นั่นมัน... ผักเบี้ยใหญ่ (Purslane) !" นางรุดเข้าไปดูกอวัชพืชใบอวบน้ำสีเขียวที่ขึ้นรกอยู่ตามพื้นดิน ชาวบ้านที่นี่คงมองว่าเป็นหญ้ารกที่ต้องถอนทิ้ง แต่หารู้ไม่ว่านี่คือ 'ราชาแห่งผัก' ที่อุดมไปด้วยโอเมก้า-3 วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ "เอาไปลวกจิ้มน้ำพริก หรือต้มจืดหมูสับ... เอ้ย ต้มจืดเฉยๆ ก็อร่อยเหาะ!" มือเล็กๆ รีบถอนผักเบี้ยใหญ่ใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว
เดินต่อมาอีกไม่กี่ก้าว สายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับเถาไม้เลื้อยที่มีใบรูปหัวใจ ดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก แต่เมื่อนางลองขุดดินที่โคนต้นดู ก็พบกับหัวพืชสีน้ำตาลรูปทรงยาวรี "บิงโก! มันมือเสือ (Huai Shan) !" นี่คือแป้งชั้นดี! เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพร ช่วยบำรุงปอดและม้าม ที่สำคัญคือ... มันทำให้อิ่มท้องได้นานกว่าข้าวต้มน้ำใสๆ หลายเท่า
"ลาภปากแล้วหลิวหลีเอ๋ย คืนนี้ไม่อดตายแล้ว!" นางออกแรงขุดหัวมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง หัวมันพวกนี้มีขนาดใหญ่กว่าในยุคปัจจุบันเสียอีก คงเพราะดินที่นี่ไม่ปนเปื้อนสารเคมี หลิวหลีโยนหัวมันสามสี่หัวใส่ตะกร้า พร้อมกับแอบส่งอีกส่วนหนึ่งเข้าไปใน 'มิติเรือนกระจก' เพื่อให้ระบบลองเพาะพันธุ์ดู หากสำเร็จ นางจะมีแหล่งผลิตแป้งส่วนตัวที่เก็บกินได้ตลอดชาติ
ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยว จู่ๆ หูก็ได้ยินเสียงไก่ขันแว่วมา กุ๊ก... กุ๊ก...
หลิวหลีหูผึ่งทันที "โปรตีน!" นางย่องกริบไปยังทิศทางของเสียง ผ่านพุ่มไม้หนาทึบ ภาพที่เห็นทำให้นางต้องกลั้นหายใจ ไก่ป่าขนสีแดงเพลิง ตัวอ้วนพีกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่ใต้ต้นไม้ และใกล้ๆ กันนั้นมีรังไข่ที่มีไข่ฟองโตวางอยู่ถึงห้าฟอง!
"ขอโทษนะเจ้าไก่ แต่ข้าจำเป็นต้องบำรุงคนเจ็บ... และบำรุงพุงตัวเองด้วย" หลิวหลีไม่มีทักษะล่าสัตว์ นางจึงเมินเจ้าไก่ตัวพ่อที่ดูดุร้าย แล้วพุ่งเป้าไปที่รังไข่แทน นางรอจังหวะที่ไก่ตัวผู้เดินห่างออกไป รีบพุ่งตัวเข้าไปกวาดไข่ทั้งห้าฟองใส่ตะกร้า แล้วโกยแน่บออกมาอย่างรวดเร็วโดยทิ้งร่องรอยไว้ให้น้อยที่สุด
"ได้ผัก ได้แป้ง ได้ไข่... มื้อนี้หรูหรายิ่งกว่าภัตตาคารเหลา!" หลิวหลียิ้มกว้างจนแก้มปริ แบกตะกร้าที่หนักอึ้งด้วยความสุขใจ เดินกลับออกจากป่า
ทว่า... ความสุขของนางมักจะมีมารมาผจญเสมอ
เมื่อเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เงาร่างท้วมหนาของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ยืนขวางทางอยู่ นางสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีฉูดฉาด ใบหน้าอูบอูมเต็มไปด้วยความร้ายกาจ และดวงตาตี่เล็กที่มองมาอย่างเหยียดหยาม
"ป้าสะใภ้หลิว" หรือ 'หลิวซื่อ' ภรรยาของลุงแท้ๆ ที่ยึดสมบัติของนางไปนั่นเอง
"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็นังตัวซวยหลิวหลีนี่เอง" หลิวซื่อเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแหลมสูง สายตาจ้องเขม็งไปที่ตะกร้าสะพายหลังของหลิวหลี "นึกว่าอดตายคาบ้านไปแล้วเสียอีก ยังมีแรงเข้าป่าหาของกินอีกรึ?"
หลิวหลีกระชับสายสะพายตะกร้าแน่น ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย "ขอบคุณป้าสะใภ้ที่เป็นห่วง ข้าหนังเหนียว ตายยากกว่าที่ท่านคิดเจ้าค่ะ"
"ปากดีนักนะ!" หลิวซื่อถลึงตา "ได้ข่าวว่าเจ้าลากผู้ชายเข้าบ้านกลางวันแสกๆ งามหน้าจริงๆ! พ่อแม่ตายไม่ทันไร ก็ริอาจทำตัวเหลวแหลก พาชายชู้มาหยามหน้าวงศ์ตระกูล!"
ข่าวลือในหมู่บ้านช่างไวปานสายลมจริงๆ หลิวหลีลอบถอนหายใจ "ท่านป้าเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือ... เอ่อ... ญาติห่างๆ ของข้าที่เดินทางมาเยี่ยมต่างหาก"
"ญาติ? ข้าเป็นป้าสะใภ้เจ้า ข้ารู้จักญาติทุกคนของเจ้าดี ไม่มีญาติที่ไหนเป็นผู้ชายตัวโตๆ หรอกย่ะ!" หลิวซื่อสาวเท้าเข้ามาใกล้ ยื่นมืออวบอ้วนหมายจะคว้าตะกร้าของหลิวหลี "ไหนเอามาดูซิ ไปขโมยอะไรมา? ของในป่านี้ถือเป็นสมบัติของหมู่บ้าน เจ้าไม่มีสิทธิ์เอาไปกินคนเดียว เอามาแบ่งให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
นิสัยเห็นแก่ได้ของป้าสะใภ้ยังคงเส้นคงวา หลิวหลีเบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว "ในนี้มีแต่รากไม้กับหญ้าคัน ท่านป้าเอาไปก็กินไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะคันปากคันคอเปล่าๆ"
"อย่ามาตอแหล! ข้าได้กลิ่น... กลิ่นไข่ไก่!" จมูกของคนโลภมักไวเสมอ หลิวซื่อทำท่าจะพุ่งเข้ามาแย่งอีกรอบ
หลิวหลีหมดความอดทน นางแสร้งทำสีหน้าตกใจ แล้วชี้ไปที่พื้นด้านหลังหลิวซื่อ "ว้าย! ท่านป้า ระวัง! งูเขียวหางไหม้!"
"ว๊ายยย! ไหน! งู! ช่วยด้วย!" หลิวซื่อกระโดดโหยงด้วยความตกใจกลัว ลืมเรื่องตะกร้าไปชั่วขณะ อาศัยจังหวะนั้น หลิวหลีรีบซอยเท้าวิ่งหนีเข้าทางลัดสู่กระท่อมของตนทันที ทิ้งให้ป้าสะใภ้ยืนเต้นเร่าๆ อยู่กับความว่างเปล่า
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังเด็กบ้า! ข้าจะฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านว่าเจ้าเป็นกาลกิณี!" เสียงด่าทอไล่หลังมา แต่หลิวหลีไม่สนใจ นางหัวเราะคิกคักด้วยความสะใจ
กลับมาถึงกระท่อม หลิวหลีไม่รอช้า นางรีบก่อไฟในเตาดินเผาเก่าๆ ใช้ฟืนที่เก็บมาระหว่างทาง กลิ่นหอมของควันไฟเริ่มอบอวล นางนำ มันมือเสือ ไปล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่นๆ แล้วต้มในหม้อดินเติมน้ำทิพย์เล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติและความสดชื่น ตามด้วยการตอกไข่ไก่ป่าลงไปทำเป็น 'ซุปมันไข่น้ำ'
กลิ่นหอมของมันต้มและไข่ไก่ลอยฟุ้งไปทั่วกระท่อมหลังน้อย เป็นกลิ่นของความสุขที่แท้จริงสำหรับคนที่หิวโซ
กึก...
เสียงความเคลื่อนไหวจากกองฟางมุมห้องทำให้หลิวหลีชะงักมือ นางหันไปมอง พบว่า 'คนงานกิตติมศักดิ์' ของนางกำลังขยับตัว ร่างสูงใหญ่ที่ถูกพันแผลไว้ลวกๆ พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าคมเข้มยังคงซีดเซียว แต่ดวงตาคู่คมนั้นลืมโพลงและจ้องมองนางเขม็ง
เขาตื่นแล้ว... และดูเหมือนสติจะครบถ้วนสมบูรณ์เสียด้วย!
อวิ๋นเซียว รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวโดยเฉพาะแผ่นหลัง แต่ความเจ็บปวดนั้นยังน้อยกว่าความระแวงสงสัย เขากวาดตามองไปรอบๆ ... กระท่อมซอมซ่อ สตรีรูปร่างผอมแห้งที่กำลังถือทัพพี และ... กลิ่นหอมยั่วน้ำลายที่ทำให้กระเพาะของเขาร้องประท้วงอย่างน่าอับอาย
โครก...
เสียงท้องร้องของท่านแม่ทัพดังสนั่นแข่งกับเสียงฟ้าร้องข้างนอก บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่พังทลายลงทันที
หลิวหลีกลั้นขำจนแก้มตุ่ย นางตักซุปใส่ชามไม้เก่าๆ แล้วเดินถือเข้าไปหาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ "ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ? ...หิวไหม?"
อวิ๋นเซียวมองชามซุปควันฉุย แล้วเงยหน้ามองหญิงสาวแปลกหน้า "เจ้าเป็นใคร? ที่นี่คือที่ไหน?" เสียงของเขาแหบพร่าแต่ยังทรงพลังอำนาจ
"ข้าชื่อจางหลิวหลี เป็น... เอ่อ... ผู้มีพระคุณของท่าน" นางตอบหน้าตาย วางชามซุปไว้ข้างตัวเขา "ส่วนที่นี่คือคฤหาสน์... อะแฮ่ม กระท่อมของข้า ท่านบาดเจ็บหนัก ข้าเลยช่วยแบกท่านกลับมา"
อวิ๋นเซียวขมวดคิ้ว ความทรงจำสุดท้ายคือการถูกลอบโจมตีและหนีตายมา... เขาคลำไปที่อกเสื้อโดยสัญชาตญาณ ว่างเปล่า! ดวงตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาทันที มือแกร่งพุ่งเข้าคว้าคอเสื้อของหลิวหลีอย่างรวดเร็ว แม้จะบาดเจ็บแต่ความเร็วนั้นก็น่าตระหนก
"ป้ายหยก... ป้ายหยกของข้าอยู่ไหน!" เขาตะคอกถาม น้ำเสียงเจือจิตสังหาร
หลิวหลีตัวแข็งทื่อ ชามซุปในมือเกือบหก นางไม่ได้กลัวจนตัวสั่น แต่กำลังคำนวณทางหนีทีไล่ อีตานี่... พอกินอิ่มนอนหลับก็แว้งกัดเลยนะ!
นางสูดหายใจลึก จ้องตาเขากลับอย่างไม่ลดละ "ปล่อยข้าก่อน! ถ้าเจ้าฆ่าข้า เจ้าก็อดตายอยู่ที่นี่แหละ!" นางตวาดกลับ "ป้ายหยกนั่นข้ายึดไว้เป็น 'มัดจำ' ค่ารักษา!"
"มัดจำ?" อวิ๋นเซียวชะงัก คิ้วขมวดมุ่น
"ใช่! ค่ายาสมุนไพรหายาก ค่าแบกหาม ค่าที่พัก แล้วก็นี่... ค่าซุปมันไข่น้ำ!" นางชี้ไปที่ชามซุป "เจ้าคิดว่าของพวกนี้มันเสกมาฟรีๆ รึไง? ในเมื่อเจ้าไม่มีเงินติดตัวสักแดง ข้าก็ต้องยึดของมีค่าไว้ก่อนสิ!"
คำตอบของนางช่าง... ตรงไปตรงมาและหน้าเลือดจนอวิ๋นเซียวพูดไม่ออก เขาค่อยๆ คลายมือจากคอเสื้อนาง มองหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่กล้าต่อปากต่อคำกับแม่ทัพใหญ่ด้วยสายตาประเมินใหม่ นางดูอ่อนแอ แต่แววตาฉลาดเฉลียวและ... งก
"ข้าจะคืนให้... เมื่อเจ้าจ่ายหนี้ครบ" หลิวหลีจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "ตอนนี้กินซุปซะ แล้วก็นอนพัก พอหายดีแล้วเจ้าต้องทำงานชดใช้ให้ข้า เข้าใจไหม?"
อวิ๋นเซียวมองนางสลับกับชามซุป กลิ่นหอมนั้นยั่วยวนเกินห้ามใจ และร่างกายเขาก็ต้องการอาหารเพื่อฟื้นฟูจริงๆ เขายอมถอยหนึ่งก้าว...
"ก็ได้..." เขาหยิบชามซุปขึ้นมา ยกซดรวดเดียวหมดเกลี้ยง รสชาติหวานละมุนของน้ำซุปและความอุ่นวาบที่ไหลลงท้อง ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ ดวงตาที่เคยดุดันอ่อนแสงลงเล็กน้อย
"ขออีกชาม" เขาพูดสั้นๆ
หลิวหลีอ้าปากค้าง "เฮ้ย! นั่นมันส่วนของข้านะ! เจ้ากินหมดหม้อเลยเรอะ!"
และแล้ว... สงครามแย่งชิงอาหารระหว่างสาวชาวสวนขี้งก กับแม่ทัพหนุ่มจอมตะกละ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!
