บทที่ 1.4
อวิ๋นซูเหยานั่งเหม่ออยู่ในเรือนพักของสำนักศึกษาหลวง เรือนผมยาวไม่ได้มัดรวบเพียงปล่อยสยายตามใจ นางสวมชุดสีขาวกุ้นขอบสีแดงปักลายบุปผาดอกเล็กๆ มองข้ามกำแพงสูงของเรือนมิดชิด วันนี้เป็นวันที่สองที่ย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักศึกษาหลวง บิดาของนางตัดสินใจรั้งอยู่ที่เมืองหลวงต่อ ทั้งยังเข้ารับตำแหน่งปราชญ์หลวงของแคว้นอย่างเป็นทางการ
กล่าวถึงปราชญ์หลวงของแคว้นต้าเยวี่ย ที่เข้ารับตำแหน่งและมีเบี้ยหวัดก็ต้องเข้าสอนในสำนักศึกษา ที่ได้รับตำแหน่งปราชญ์ทว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งก็จะมีป้ายพระราชทาน ต้าเยวี่ยให้ความสำคัญต่อบัณฑิตที่มีความรู้ ดังนั้นฐานะความมั่งคั่งจึงเป็นเรื่องรอง เห็นได้ชัดจากการแต่งงานผูกมิตรที่แม้ฐานะไม่เท่าเทียม ทว่าหากเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ย่อมไม่มีทางโดนปรามาส ทว่าก็มีหลายครั้งที่การแต่งงานก็เพื่อความสมดุลของสองตระกูล ตระกูลคหบดีเองก็ชมชอบการแต่งเขยที่มีความรู้เข้าจวนเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
อวิ๋นหยวน...บิดาของอวิ๋นซูเหยา เดิมทีก็มีฐานะกลางๆ แต่งฮูหยินที่เป็นเพียงสามัญชนด้วยความรัก เพราะความรู้ความสามารถทำให้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ หลังได้รับพระราชทานป้ายหยกแห่งปราชญ์เดิมทีเขาอยากใช้ชีวิตที่สงบราบรื่นกับฮูหยิน นึกไม่ถึงว่ามีบุตรสาวด้วยกันเพียงคนเดียวผู้เป็นฮูหยินก็ล้มป่วยกระเสาะกระแสะ บุตรสาวเพิ่งอายุได้เก้าขวบปีฮูหยินของเขาก็จากไปอย่างสงบ
อวิ๋นซูเหยาอายุได้สิบสองขวบปีตอนที่อวิ๋นหยวนตัดสินใจแต่งงานใหม่ ในช่วงที่มีหลิวซื่อและตระกูลหลิวสนับสนุน เขาเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือในหมู่ปราชญ์ ถึงอย่างนั้นกลับยังใช้ชีวิตเรียบง่ายวางตัวเป็นกลางทางการเมือง กระทั่งเกิดเรื่องกับบุตรสาวเขาก็ไม่ลังเลที่จะหย่าขาดจากหลิวซื่อ ไม่ไว้หน้าตระกูลหลิวและจวนโหวแม้แต่น้อย
แม้มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือทว่าเทียบกับอิทธิพลของสวีผิงโหวแล้ว ผู้คนในเมืองหลวงย่อมเกรงกลัวอิทธิพลมากกว่า เพราะไม่มีทางเลือกรั้งอยู่ที่จวนสหายได้เพียงครึ่งเดือน เมื่ออวิ๋นซูเหยาอาการดีขึ้นจึงย้ายเข้าพำนักยังสำนักศึกษาหลวง
แม้ไม่มีจวนเป็นของตัวเองทว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ก็นับว่ายังไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจาล่วงเกินหรือดูแคลน ด้วยให้อย่างไรในทุกๆ สิบวันฮ่องเต้ก็ยังทรงมีรับสั่งให้อวิ๋นหยวนเข้าเฝ้า
ประตูเรือนมีเงาความเคลื่อนไหว สตรีสูงวัยผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับบุตรสาวทั้งสองจับจูงแขนกันด้วยท่าทีลังเล “ท่านนี้คือ...คุณหนูอวิ๋นใช่หรือไม่เจ้าคะ” เพิ่งพูดจบด้านหลังก็มีเสียงสุภาพของบุรุษดังขึ้น เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาด้านในเพียงยืนมองอยู่ที่หน้าประตูใหญ่
“คุณหนูอวิ๋น อาจารย์อวิ๋นให้ข้านำทางพวกนางเข้ามา นับจากนี้พวกนางจะเป็นบ่าวรับใช้ในเรือนของท่านอาจารย์ ข้ามีหน้าที่นำทางเท่านั้น ไม่สะดวกเข้าไปในเรือนพำนักของท่านอาจารย์”
“รบกวนแล้ว” นางกล่าวจากนั้นมองไปยังสองแม่ลูก “พวกท่านเข้ามาก่อนเถิด”
ทั้งสองมองนางด้วยสายตาตกตะลึงเล็กน้อยทว่าก็ไม่ได้พูดอะไร
อวิ๋นซูเหยามองพิจารณาเสื้อผ้ามอมแมมของคนทั้งสอง ทั้งเนื้อตัวมีห่อผ้าเก่าๆ ที่ใส่อะไรเอาไว้ได้ไม่มาก นางเดินไปนั่งลงยังลานโล่งของเรือน “พวกท่านเพิ่งมาถึงเมืองหลวงหรือ”
“คะ...คารวะคุณหนูอวิ๋น ข้าน้อยแซ่เฉิน หรือท่านจะเรียกว่าเฉินซื่อก็ได้ นี่บุตรสาวของข้าน้อย หูอวี๋ ปีนี้นางอายุสิบสามเจ้าค่ะ ข้าน้อยกับบุตรสาวมาจากเมืองหลีโจว สามีเพิ่งสิ้นใจ หลังฝังศพเขาแล้วจึงพาบุตรสาวมาหางานทำที่เมืองหลวง”
ท่าทางเศร้าโศกทว่าก็แฝงความกลัวในทีทำให้หญิงสาวรู้สึกสงสัย “เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“คือ...บุตรสาวของข้าน้อยอายุก็ไม่น้อย บิดาจากไปข้า มารดาอย่างข้าน้อยเองก็ชรามากแล้ว เพื่อนบ้านรอบด้านล้วนเต็มไปด้วยบุรุษ ขะ...ข้าน้อยเกรงว่านางจะไม่ปลอดภัยจึง...” สาวชาวบ้านไร้บิดาคุ้มครองมารดาก็แก่ชรา เกรงว่าก่อนหน้านี้คงเคยเกิดเรื่องดังนั้นจึงตัดสินใจหลบหนีจากมาเป็นแน่
อวิ๋นซูเหยาพยักหน้าจากนั้นถามไถ่ถึงสัญญาขายตัวที่สองคนทำกับบิดา นางไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่ต้องทำอะไรด้วยตัวเอง แม้ยังไม่คุ้นชินทว่าบิดากลับยืนยันว่านางจะต้องมีสาวใช้คอยติดตาม อีกทั้งเรือนพำนักจะต้องมีคนคอยช่วยดูแล แม้เรือนแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โต มีเพียงสองห้องนอนและห้องเก็บของที่พอจะให้บ่าวสองแม่ลูกคนอาศัยอยู่ ถึงอย่างนั้นในยามที่เขาไม่อยู่เขาก็อยากให้นางมีคนคอยอยู่เป็นเพื่อน
หูซื่อเย็บปักทำกับข้าวได้แม้ชรามากแล้ว หูอวี๋เองก็ว่าง่ายมือไม้คล่องแคล่วช่วยงานไม่เกี่ยงงอน ทำความสะอาดยกน้ำชงชาล้วนทำเป็นทั้งสิ้น อวิ๋นซูเหยาเห็นว่าสองแม่ลูกน่าสงสารแม้ในใจไม่ได้อยากมีสาวใช้ ทว่าให้หูอวี๋อยู่ด้วยนางก็รู้สึกคลายความเหงาลงมาก
ความทรงจำของนางยังคงไม่กลับมา ไม่มีวี่แวว ไม่คุ้นเคยสักอย่าง ถึงอย่างนั้นนางพบว่าตัวเองอ่านออก เขียนได้ แถมไม่ชอบนั่งอยู่เฉยๆ เพราะหากนางนั่งนานๆ ก็มักจะรู้สึกง่วง “คุณหนูรวบผมหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ” หูซื่อกล่าวด้วยท่าทีลังเล
“ไม่เป็นไรข้าไม่ได้จะออกไปที่ใด ที่นี่ก็ไม่มีผู้ใดเข้ามา ข้าไม่ชอบม้วนมวยผมปักปิ่น”