บทที่ 1.3
ยังว่ากันอีกว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์...แท้ที่จริงคือต้นฮว๋ายที่ปลูกเอาไว้ยังตำหนักมังกรเหินในวังหลวง ทั้งเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์
ข่าวหนึ่งยังกล่าวด้วยว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเพียงหยกที่มีรูปร่างคล้ายต้นไม้ ผู้ครอบครองสามารถขอความปรารถนาได้หนึ่งข้อ
ทว่าก็ยังมีข่าวลือหนึ่งทำให้ผู้คนพูดไม่ออก นั่นก็คือแท้ที่จริงแล้วต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์...กลับเป็นคนผู้หนึ่งที่มีคุณงามความดีต่อแคว้นต้าเยวี่ย
นอกจากข่าวลือเรื่องต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างก็ได้ยินมา เรื่องความขัดแย้งของราชสำนักก็ทำให้ชาวบ้านรู้สึกหวาดหวั่น ด้วยขบวนส่งตัวสตรีสูงศักดิ์เข้าเมืองหลวงต่างเกิดเรื่องขึ้นไม่เว้นวัน บางขบวนมีข่าวว่าถูกดักปล้น มีคนตาย มีคนหายตัว บางคนก็รอดกลับมาทว่าก็ไร้ซึ่งคุณสมบัติที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นชายารัชทายาท
หอสูงริมถนนซ่างกู่ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองหลวง บนชั้นสี่มีเงาร่างของบุรุษสูงศักดิ์สองคนกำลังนั่งเดินหมากล้อม ใบหน้าของคนทั้งสองแม้ดูจริงจังทว่าสายตากลับเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ความคิด กระนั้นเมื่อองครักษ์ผู้หนึ่งก้าวเข้ามารายงานทั้งสองก็ดึงสติกลับมาในทันที
“ทูลองค์รัชทายาท ขบวนรถม้าของท่านปราชญ์อวิ๋นมาถึงแล้วขอรับ”
ทั้งสองลุกขึ้นเดินไปยังริมระเบียง รถมาสามคันกำลังวิ่งผ่านหน้าหอสูงช้าๆ จ้าวเหยียนหรุบตามองด้วยใบหน้าเรียบเฉย “มาแล้ว...เสียงเฟิง เจ้าว่ากลับเข้าเมืองหลวงครานี้ไม่รู้ว่าท่านปราชญ์อวิ๋นคิดถูกหรือคิดผิด”
หยางสวินเคอเองก็จ้องมองรถม้านั้นนิ่ง “ทางหนึ่งหากไปจากเมืองหลวง ปล่อยให้ตระกูลหลิวกับตระกูลสวีเชื่อมสัมพันธ์โดยมีตัวเองเป็นหุ่นเชิดโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งแคว้น แต่ยังทำให้ชื่อเสียงของบุตรสาวของตัวเองต้องพลอยมัวหมองไปด้วย อีกทางหากรั้งอยู่ก็ไม่รู้ว่าข่าวลือจะโหมกระพือมากน้อยเพียงใด ท่านปราชญ์อวิ๋นเลือกเผชิญหน้า ไม่แน่ว่าอาจจะอยากหาคู่หมายใหม่ให้บุตรสาว หากตัวเลือกเหมาะสมกว่า ล้ำเลิศกว่าซื่อจื่อจวนโหว บางทีนี่ต่างหากที่เป็นตัวเลือกที่ถูก แต่ว่า...เขามิใช่คนที่ชอบเอาชนะ เช่นนั้นกระหม่อมจึงคิดว่าเขาอยู่เพื่อบุตรสาว ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ มีเพียงอยู่จึงจะควบคุมข่าวลือได้มากหน่อย”
จ้าวเหยียนเดินกลับมารินชา “ได้ยินมาว่าเขาไม่ชมชอบการแก่งแย่ง”
“ตอนนี้ก็คงต้องชอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีทางเลือก หาไม่บุตรสาวคนเดียวคงต้องคับแค้นใจจนวันตายเป็นแน่”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง “หลายวันมานี้อาจารย์เองก็โกรธจนล้มป่วย เห็นชัดว่าตระกูลสวีไม่ไว้หน้าสักนิด”
“กระหม่อมกลับไม่คิดเช่นนั้น ที่ไม่ไว้หน้ามิใช่ตระกูลสวีเพียงฝ่ายเดียว กลับเป็น...คุณหนูอวิ๋นด้วย”
“อ้อ เจ้าพูดต่อไปสิ”
“ได้ยินมาว่าทันทีที่ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลับๆ ของคู่หมายและพี่สาว คุณหนูอวิ๋นที่เคยขี้ขลาดอ่อนแอกลับบุกไปที่จวนสวีผิงโหว โวยวายอาละวาดจนทะเลาะกับท่านหญิงสวีกระทั่งท่านหญิงพลั้งมือผลักนางตกจากสะพาน ท่านปราชญ์อวิ๋นเที่ยวเสาะหาหมอฝีมือดีมารักษาบุตรสาว อาการของนางนับว่าหนักหนา แม้ตกลงไปในน้ำทว่าในน้ำกลับมีโขดหินจำลอง หลายวันก่อนท่านหมอไปตรวจอาการหลังได้สติกลับมา ฟังว่านางสูญเสียความทรงจำไปจนสิ้น จำไม่ได้แม้แต่บิดาของตัวเอง”
จ้าวเหยียนเลิกคิ้ว “มีเรื่องเช่นนี้ด้วย?!”
“เดิมทีท่านปราชญ์อวิ๋นมีกำหนดจะย้ายไปสอนยังสำนักศึกษาแห่งเมืองไป๋หลิน ทว่าต่อมากลับเปลี่ยนใจเข้าสอนในสำนักศึกษาหลวงต่อในฐานะปราชญ์หลวง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ให้ตายอย่างไรเขาก็ปฏิเสธตำแหน่งนี้” หยางสวินเคอยิ้ม
“เช่นนั้นเจ้าว่าเขาคิดจะทำอะไร”
“เดิมทีหากจวนโหวผูกไมตรีผ่านการแต่งงานกับตระกูลอวิ๋นสำเร็จ จวนโหวก็เท่ากับชนะใจบัณฑิตที่เคยเป็นศิษย์ของท่านปราชญ์อวิ๋นไปกว่าครึ่งแคว้น ทว่าพวกเขากลับเลือกที่จะดึงตระกูลหลิวที่ร่ำรวยไปเป็นพวกแทน เห็นชัดว่าปลาฮุบเหยื่อแล้ว”
จ้าวเหยียนกลับขมวดคิ้วเหม่อลอยไปชั่วครู่ “เจ้าว่า...พวกเขาเริ่มรวบรวมเงินเช่นนี้จะใช้เลี้ยงกองกำลังมากมายเพียงใด”
“ตอนนี้ชายแดนทั้งสามด้านสงบร่มเย็น จะมีกองกำลังมากเพียงใดก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือรากฐานในใจของผู้คนแคว้นต้าเยวี่ยและเหล่าบัณฑิต”
“ไม่สำคัญจริงๆ หรือ”
หยางสวินเคอยิ้ม “ทรงทราบหรือไม่ว่าในเมืองหลวงผู้ใดมีกองกำลังในมือที่แข็งแกร่งที่สุด”
“ย่อมต้องเป็น...ผู้บัญชาการหวัง”
“เขารับคำสั่งโดยตรงจากผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จพ่อ...”
หยางสวินเคอยังคงยิ้ม “จะทรงต้องการกองกำลังมากมายไปเพื่อเหตุใด? เพื่อท้าทายฝ่าบาทหรือพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีสงคราม ไม่มีข้าศึก เช่นนี้แอบซ่องสุมกำลังพลก็เท่ากับ...”
วางแผนก่อกบฏ?! จะใช่หรือไม่ใช่แต่ขอเพียงถูกเปิดโปงนั่นก็เรื่องใหญ่แล้ว!!!
“ตอนนี้ที่สำคัญก็คือการคัดเลือกพระชายา ต้องให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายมิใช่คนที่ถูกส่งมา”
จ้าวเหยียนได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา “เสียงเฟิง เจ้าเองก็ยังไม่มีคู่หมาย ฉวยโอกาสตอนนี้เลือกฮูหยินเลยดีหรือไม่”
หยางสวินเคอหัวเราะ “กระหม่อม...ไม่รีบ”