
ข้าเป็นใคร??...อย่ารู้เลยจะดีกว่า
บทย่อ
อยู่ๆ ฮ่องเต้ก็มีราชโองการเรียกตัวสตรีผู้หนึ่งกลับเมืองหลวง ฐานะของนางแม้ชัดเจนเต็มไปด้วยปริศนา นางเป็นใคร เหตุใดฮ่องเต้จึงให้ความสำคัญ นางมีที่มาอย่างไร ไม่มีผู้ใดตอบได้นอกจากตัวนางเอง!!! ทางหนึ่งสตรีที่ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงได้รับบาดเจ็บไม่ได้สติ อีกทางหนึ่งคุณหนูอวิ๋น อวิ๋นซูเหยา กลับได้รับบาดเจ็บจนสูญเสียความทรงจำ ความลับมากมายหล่นหายไปพร้อมความทรงจำที่เต็มไปด้วยปริศนา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา แท้ที่จริงแล้วเกี่ยวข้องกับหญิงสาวธรรมดาที่ถูกพี่สาวแย่งคู่หมายไปอย่างไร ช่วงหนึ่งนางรู้สึกสับสนและล้มเลิกที่จะไล่ความความทรงจำ นาง...อยากมีชีวิตราบรื่นสงบสุข ดังนั้นจึงเริ่มมีความคิดที่จะ เกี้ยว ท่านปราชญ์หยาง หยางสวินเคอ ทว่าอดีตกลับตามหลอกหลอนจนล่วงรู้ว่านางเป็นใครอีกคน คนที่ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจหลุดพ้น ต้องวนเวียนอยู่กับการปกป้องและการสูญเสีย เช่นนี้แล้วนางควรเลือกอย่างไร เลือกที่จะจากไปเงียบๆ หรือไขว่คว้าเขาผู้นั้น บุรุษที่ทำให้นางปรารถนาที่จะหยั่งรากลึกไม่จากไปที่ใดอีก
บทที่ 1.1
เสียงแตรมโหรีจากขบวนงานมงคลดังแว่วข้ามกำแพงสูงมาจากท้องถนน เรือนอันเงียบสงบอยู่ๆ ก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้น ด้านนอกมีสาวใช้สองสามคนส่งเสียงซุบซิบกันแผ่วเบา แน่นอนหัวข้อการซุบซิบนั้นย่อมต้องเกี่ยวกับขบวนเจ้าสาวที่กำลังเคลื่อนผ่านจวนแห่งนี้ไปนั่นเอง
“เจ้าได้ยินเช่นที่ข้าได้ยินหรือไม่”
“เจ้าคงไม่ได้กำลังกล่าวถึงเรื่องของ...คุณหนูอวิ๋น?”
“ก็ต้องเป็นนาง หาไม่จะยังมีใครอีก”
“ข้าได้ยินมาว่าเดิมทีคนที่ควรจะขึ้นเกี้ยวแต่งเข้าจวนสวีผิงโหวก็คือนาง เจ้าเล่าได้ยินเรื่องใดมา”
“ก็เรื่องเดียวกันมิใช่หรือ ข้ายังได้ยินมาว่าเพราะเรื่องนี้ทำให้ท่านปราชญ์อวิ๋นบิดาของนาง ถึงขั้นหย่าขาดกับฮูหยินที่เพิ่งแต่งกันได้ไม่นาน”
“จริงหรือ? ร้ายแรงถึงเพียงนั้น!”
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ที่ท่านปราชญ์อวิ๋นยอมตบแต่งฮูหยินใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะได้ท่านราชครูเกลี้ยกล่อม เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อให้คุณหนูอวิ๋นผู้นี้ได้ออกเรือนโดยมีมารดา มีฮูหยินเอกของท่านปราชญ์อวิ๋นส่งเสริม สองตระกูลล้วนเป็นตระกูลปราชญ์คุณหนูอวิ๋นย่อมไม่น้อยหน้าผู้ใด ผู้ใดจะคิดเล่าว่าฮูหยินคนใหม่ที่แต่งเข้ากลับส่งเสริมให้บุตรสาวตัวเองแย่งคู่หมายน้องสาว”
“ข้ารู้ว่ามาฮูหยินเอกคนใหม่มาจากตระกูลหลิว เป็นปราชญ์เก่าแก่ที่เคยมีชื่อเสียง ทว่าบัดนี้กลับมีทายาทที่เป็นบุรุษนับคนได้ ดังนั้นคงกำลังมองหาอำนาจอื่นส่งเสริมกระมัง หาไม่เรื่องไร้ยางอายเช่นนี้จะกล้าทำหรือ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น รู้หรือไม่ว่าคู่หมายของคุณหนูอวิ๋นน่ะหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นสะใภ้จวนโหวมีหน้ามีตาถึงเพียงนั้นแน่นอนว่าตระกูลหลิวย่อมไม่อาจปล่อยผ่าน บุตรสาวได้แต่งเข้าจวนโหว แม้มารดาถูกหย่าขาดชื่อเสียงเสียหายทว่าก็คุ้มค่ายิ่ง”
“ทางท่านปราชญ์อวิ๋นเล่ามีท่าทีใด”
“เมื่อเช้านายท่านกับท่านปราชญ์อวิ๋นออกไปพร้อมกัน สีหน้าก็ดูเป็นปกติดี”
“ก็ต้องทำให้เป็นปกติมิใช่หรือ ถูกหัวเราะเยาะเป็นเป็นเรื่องน่าขบขัน หากไม่ทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เช่นนี้จะให้แหกปากด้วยความโกรธกรุ่นจนตกเป็นขี้ปากผู้คนหรือ”
“ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินเองก็มิใช่อยากจะต้อนรับท่านปราชญ์กับฮูหยินนัก ด้วยเกรงว่าจะล่วงเกินจวนโหว”
“ล่วงเกิน??”
“ใช่น่ะสิ! เจ้าคิดว่าหากจวนโหวไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนเจ้าสาว เช่นนี้แล้วคุณหนูหลิวผู้นั้นจะได้นั่งเกี้ยวออกไปแทนคุณหนูอวิ๋นหรือไร”
“นั่นสินะ”
“จะว่าไปท่านปราชญ์อวิ๋นนับว่าเป็นบิดาที่ประเสริฐยิ่ง สงสารก็แต่คุณหนูอวิ๋น หมั้นหมายมาตั้งแต่เยาว์วัยกลับสู้พี่สาวที่แต่งเข้าจวนมาพร้อมมารดาเลี้ยงไม่ได้ ถูกแย่งคู่หมายไม่พอตอนนี้ก็ยังต้องล้มหมอนนอนเสื่อเพราะคนพวกนั้นอีก”
“แต่ข้าได้ยินมาว่านางทำตัวเองทั้งนั้นมิใช่หรือ พอรู้ว่าซื่อจื่อจวนโหวหมายจะรับพวกนางทั้งสองคนเป็นฮูหยินที่เท่าเทียม นางก็แล่นไปที่จวนโหวประกาศถอนหมั้น ไม่พอยังไปทะเลาะกับคุณหนูจวนโหวจนตกจากสะพานอีก ตอนนี้จวนที่เคยอยู่ก็ต้องซมซานออกมาจนต้องมาอาศัยจวนของนายท่านและฮูหยิน อนาคตนับจากนี้จะอย่างไรก็สุดรู้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลังจากจบประโยคนั้น เสียงฝีเท้าใครอีกคนเดินใกล้เข้ามา เสียงของสตรีวัยกลางคนดังขึ้น “พวกเจ้าไม่มีงานต้องทำหรือเหตุใดมายืนซุบซิบกันอยู่แถวนี้”
“แม่นมชุยพวกข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้รอเพียงท่านหมอที่จะเข้ามาตรวจอาการคุณหนูอวิ๋น”
“นางเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกตัวขึ้นมาแล้วหรือยัง”
“ยังเลยเจ้าค่ะ ไม่แม้แต่จะขยับ”
เสียงถอนหายใจของแม่นมผู้นั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ศีรษะถูกกระแทกถึงเพียงนั้น ทั้งร่างกายทั้งจิตใจได้รับความกระทบกระเทือน ช่าง...อาภัพเสียจริง”
“แล้วนางกับท่านปราชญ์จะอยู่ที่จวนนานเท่าใดเจ้าคะ พวกข้าทั้งต้องไปทำความสะอาดเรือนหลัก ทั้งยังต้องวิ่งมาอยู่ที่นี่ คงมิใช่ว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหาไม่สาวใช้คงไม่พอเป็นแน่...”
“หุบปาก ผู้มาเป็นแขกของนายท่าน สาวใช้อย่างพวกเจ้ามีหน้าที่ทำตามคำสั่งไม่มีหน้าที่ตั้งคำถาม”
“แต่ว่าแม่นมเจ้าคะ...”
แม้จะส่งเสียงตำหนิทว่าก็ไม่ได้จริงจังนัก ฟังดูก็รู้ว่าแม้แต่แม่นมชุยเองก็รับรู้ถึงความลำบากใจและความอึดอัดของผู้เป็นนาย... สวีผิงโหวมีหน้าตา ทั้งมีอิทธิพลในเมืองหลวง ล่วงเกินเขาย่อมมิใช่เรื่องที่ฉลาดนัก จริงอยู่ท่านปราชญ์อวิ๋นเป็นถึงอาจารย์ที่มีศิษย์ยังสำนักศึกษาหลวงมากมาย มีเส้นสาย เป็นที่นับหน้าถือตา ทว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเปลือกนอก ผู้ใดไม่รู้ว่าการได้เข้ามายังเมืองหลวงของท่านปราชญ์อวิ๋น แท้ที่จริงก็เพราะตระกูลหลิวสนับสนุน ทั้งจวน ทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งเงินทอง ล้วนเป็นตระกูลหลิวที่ส่งเสริม หย่าขาดหลิวซื่อท่านปราชญ์อวิ๋นก็เป็นเพียงปราชญ์ที่ยากจนข้นแค้นผู้หนึ่งเท่านั้น!!!