บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4

เฉินหลันซินหน้าแดงระเรื่อ คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะความอับอายขายขี้หน้า นางอยากจะขุดดินหนีไปให้พ้นๆ

ฮั่วจื่อเซียนกระตุกบังเหียนม้าเล็กน้อย สั่งให้ม้าก้าวเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจากหลังม้า ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นอายสนามรบทำให้นางแทบหยุดหายใจ

“ข้างในนี้มีจดหมาย...” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ ‘ภูเขาไม่อาจไร้ไม้พรรณ พฤกษาไม่อาจไร้กิ่งก้าน ใจข้ามีเพียงท่าน ไยท่านไม่รับรู้’ บทกวีนี้ เจ้าก็ตั้งใจส่งให้คุณหนูหลินผู้นั้นด้วยหรือ?”

เฉินหลันซินเบิกตากว้าง... ซวยแล้ว! นางลืมไปสนิทว่านางยัดบทกวีสารภาพรักใส่ไว้ข้างใน

“เอ่อ คือ...” นางอึกอัก สมองแล่นเร็วรี่เพื่อหาทางออก “บทกวีนี้ ข้าเพียงแค่คัดลอกเล่นๆ เพื่อฝึกลายมือเท่านั้นเจ้าค่ะ มิได้มีเจตนาลึกซึ้งอันใด!”

“หึ...” ฮั่วจื่อเซียนหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นยะเยือกแต่แฝงความพึงพอใจ

เขาค่อยๆ เก็บถุงหอมนั้นใส่เข้าไปในอกเสื้อของตนเอง อย่างทะนุถนอมและเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล

“ไม่ว่าเจ้าจะตั้งใจฝึกลายมือ หรือฝึกฝีมือการขว้างปาอาวุธลับ” ฮั่วจื่อเซียนยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงดังเดิม ประกาศก้องด้วยเสียงอันดัง “ถุงหอมนี้ตกถึงมือข้าแล้ว ย่อมถือเป็นของบรรณาการแก่แม่ทัพ ข้าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี ถือเป็นเครื่องเตือนใจว่า กลับมาถึงเมืองหลวงครานี้ มีสตรีใจกล้าผู้หนึ่งให้การต้อนรับข้าอย่างอบอุ่นยิ่งนัก”

พูดจบ เขาก็สะบัดผ้าคลุมไหล่ สั่งเคลื่อนทัพต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้เฉินหลันซินได้ทวงคืนหรือแก้ตัวใดๆ อีก

“ไปได้!”

ขบวนทัพฉางเยี่ยนเคลื่อนตัวผ่านหน้านางไป ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย ทิ้งให้เฉินหลันซินยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่กลางถนน โดยมีสายตาขององครักษ์จงอี้ที่มองนางด้วยความสงสารระคนขบขัน และโจวจื่อที่ส่งสายตาล้อเลียนมาให้ก่อนจะควบม้าตามนายไป

“คุณหนู...” อินฉือรีบวิ่งเข้ามาประคองร่างที่โอนเอนของเจ้านาย “ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

เฉินหลันซินมองตามแผ่นหลังกว้างของฮั่วจื่อเซียนที่ห่างออกไป “อินฉือ ข้าพันธนาการตัวเองเข้าเสียแล้ว” นางพูดเสียงอ่อนแรง “แทนที่จะผูกด้ายแดงให้เขา ข้าดันเอาเชือกแขวนคอไปยัดใส่มือเขาเสียอย่างนั้น”

แผนการแรก... ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ณ จวนเสนาบดีกรมพิธีการ

แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า เฉินหลันซินนั่งเหม่อลอยอยู่ในศาลาริมน้ำ ภายในหัวยังคงคิดวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย

ความอับอายขายขี้หน้านั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่นางกังวลที่สุดคือสายตาของฮั่วจื่อเซียน สายตานั้นไม่ใช่สายตาที่มองเพียงผ่าน ๆ แต่เป็นสายตาที่มองเหยื่อที่น่าสนใจ

ในนิยาย ฮั่วจื่อเซียนจะเกลียดเฉินหลันซินเพราะนางทำตัวร้ายกาจใส่หลินซูอี่ แต่ตอนนี้ นางยังไม่ได้แตะต้องแม้แต่ปลายเล็บของนางเอกเลยสักนิด กลับไปกระตุกหนวดเสือเข้าเต็มๆ

“คุณหนูเจ้าคะ น้ำแกงรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดเจ้าค่ะ” อินฉือยกถ้วยกระเบื้องเคลือบเข้ามาวาง “นายท่านให้บ่าวมาแจ้งว่า พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองชัยชนะของกองทัพฉางเยี่ยนในวังหลวง ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ขุนนางระดับสูงพาบุตรหลานไปร่วมงานด้วยเจ้าค่ะ”

เฉินหลันซินสะดุ้งสุดตัว “งานเลี้ยงในวัง พรุ่งนี้หรือ?”

“เจ้าค่ะ” อินฉือพยักหน้า “นายท่านกำชับว่า ให้คุณหนูเตรียมการแสดงถวายหน้าพระพักตร์ด้วย เพื่อกู้หน้าตระกูลเฉินและสานสัมพันธ์อันดีกับเหล่าแม่ทัพนายกอง”

เฉินหลันซินยกมือกุมขมับ งานเลี้ยงนี้แหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญ!

ตามบทดั้งเดิม เฉินหลันซินจะแย่งซีนหลินซูอี่ด้วยการเล่นพิณ แต่เล่นได้จืดชืดไร้อารมณ์ ในขณะที่หลินซูอี่จะถูกกลั่นแกล้งให้ต้องแสดงโดยไม่ได้เตรียมตัว แต่นางกลับร่ายรำดาบได้งดงามจนฮั่วจื่อเซียนตกหลุมรัก

“นี่คือโอกาสแก้ตัว!” เฉินหลันซินตบโต๊ะดังปัง แววตาที่ห่อเหี่ยวกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

ถ้านางสามารถทำให้ฉากร่ายรำดาบของหลินซูอี่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ และตัวนางเองทำตัวให้จืดจางที่สุด ฮั่วจื่อเซียนจะต้องหันกลับไปสนใจนางเอกตามบทแน่นอน

“ฉิงเหอ!” นางตะโกนเรียกสาวใช้

“เจ้าค่ะคุณหนู!” ฉิงเหอโผล่หน้ามาจากพุ่มไม้

“ไปเตรียมชุดที่เรียบที่สุด... ไม่สิ เอาชุดที่ดูจืดชืดที่สุด สีทึบๆ เหมือนแม่ชีจำศีลมาให้ข้า” เฉินหลันซินสั่งการอย่างรวดเร็ว “และเจ้าจงหาทางส่งจดหมายลับไปให้สาวใช้ของคุณหนูหลิน บอกใบ้ให้นางเตรียมชุดสีแดงสำหรับงานวันพรุ่งนี้ บอกไปว่าเป็นสีมงคลจะช่วยเสริมดวงชะตา”

“คุณหนูจะทำอะไรหรือเจ้าคะ?” อินฉือถามด้วยความกังวล

“ข้าจะเป็นผู้กำกับเวที” เฉินหลันซินยิ้มเจ้าเล่ห์ “พรุ่งนี้ ข้าจะหลีกทางให้คุณหนูหลินเจิดจรัสที่สุดในงาน ส่วนข้าจะเป็นเพียงก้อนหินริมทางที่ท่านแม่ทัพจะมองผ่านไปอย่างไม่แยแส”

นางหมายมั่นปั้นมืออย่างดิบดี โดยหารู้ไม่ว่า... ในจวนแม่ทัพอีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง บุรุษผู้เป็นเจ้าของถุงหอมลายเป็ดยวนยางกำลังนั่งลูบไล้ถุงหอมใบนั้น พลางอ่านประวัติของเฉินหลันซินที่สายสืบเพิ่งนำมาวางบนโต๊ะ

“ชอบทำตัวเสเพล เอาแต่ใจ ไร้สมอง?” ฮั่วจื่อเซียนอ่านรายงานแล้วเลิกคิ้ว “ข่าวลือช่างเชื่อถือไม่ได้เสียจริง สตรีที่กล้าสบตาข้าและแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ได้อย่างลื่นไหลเช่นนั้น จะเรียกว่าไร้สมองได้อย่างไร”

เขาจดจำแววตาตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนเร้นความฉลาดของนางได้ดี มันกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในกายเขาอย่างประหลาด

“หึ! พรุ่งนี้เจอกันในวังหลวง... แม่สื่อตัวน้อย” เขายิ้มมุมปาก พลางโยนรายงานทิ้งลงในเตาไฟ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel