บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5

รุ่งอรุณแห่งวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะมาถึงเร็วกว่าที่ใจปรารถนา แสงสีทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดให้จางหาย ทว่าในใจของเฉินหลันซินกลับมืดมนยิ่งกว่าค่ำคืนคืนเดือนดับ

ภายในห้องนอนอันโอ่อ่าของจวนตระกูลเฉิน ความวุ่นวายขนาดย่อมกำลังเกิดขึ้นหน้าโต๊ะเครื่องประทินโฉม

อินฉือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ในมือของนางถืออาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวหม่นราวกับใบไผ่แห้งเหี่ยว ไร้ซึ่งลวดลายปักดิ้นเงินดิ้นทองอันวิจิตรใด ๆ

“คุณหนู ท่านแน่ใจหรือว่าจะสวมชุดนี้จริงๆ”

เฉินหลันซินตอบอย่างหนักแน่น ขณะส่องคันฉ่องสำรวจใบหน้าตนเอง “แน่ใจยิ่งกว่าแน่ใจ วันนี้ข้าต้องเป็นเพียงเงาที่จืดจางที่สุดในงานเลี้ยง ข้าต้องการให้สายตาของทุกคน โดยเฉพาะติ้งกั๋วกง มองข้ามข้าไปราวกับข้าเป็นเพียงเสาต้นหนึ่งในวังหลวง”

ฉิงเหอแย้งขึ้นบ้าง นางมองดูปิ่นปักผมไม้เรียบง่ายในมือด้วยความขัดใจ “แต่ว่า ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับมาว่าให้ท่านแต่งกายให้สมเกียรติบุตรีภรรยาเอกนะเจ้าคะ อย่างน้อยปักปิ่นระย้าทองคำสักชิ้นเถิด”

“ไม่” เฉินหลันซินปฏิเสธเสียงแข็ง นางหยิบแป้งขึ้นมาทาหน้าบางเบา เพียงเพื่อให้ดูนวลเนียน แต่จงใจไม่เขียนคิ้วให้โก่งดั่งคันศร และไม่แต้มชาดสีสดบนริมฝีปาก

“วันนี้ดาวเด่นต้องเป็นหลินซูอี่แห่งจวนเจ้ากรมโยธาเท่านั้น ข้าได้วางหมากไว้อย่างดีแล้ว หากข้าแต่งตัวงดงามไปขโมยความโดดเด่นของนาง แผนการทั้งหมดก็จะพัง…”

หลังจากใช้เวลาแต่งตัวอยู่นานเกือบชั่วยาม ในที่สุดเฉินหลันซินในคราบคุณหนูผู้จืดชืดที่สุดในเมืองหลวงก็พร้อมออกเดินทาง ชุดสีเขียวตุ่นของนางทำให้ดูกลมกลืนไปกับต้นไม้ใบหญ้าข้างทางได้อย่างน่าอัศจรรย์ หากไม่สังเกตให้ดี แทบจะมองไม่เห็นตัวตนของนางเลยทีเดียว

นางยิ้มให้กับภาพลักษณ์สตรีไร้ตัวตนของตนเองในคันฉ่อง…

รถม้าตระกูลเฉินเคลื่อนตัวออกจากจวน มุ่งหน้าสู่ประตูวังหลวง บรรยากาศภายนอกคึกคักไปด้วยรถม้าหรูหราของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่หลั่งไหลมาร่วมงาน

เมื่อมาถึงลานหน้าท้องพระโรง กลิ่นอายของความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจแผ่ปกคลุมไปทั่ว ทหารราชองครักษ์ยืนเรียงรายถือทวนยาวด้วยท่วงท่าเคร่งขรึม โคมไฟกระดาษสีแดงนับพันดวงถูกประดับประดาไปทั่วทางเดิน ส่องแสงสว่างไสวแข่งกับแสงจันทร์

เฉินหลันซินก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสงบเสงี่ยม นางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณเพื่อหาเป้าหมาย

ที่มุมหนึ่งของลานกว้าง สตรีร่างบอบบางในอาภรณ์สีแดงยืนเด่นเป็นสง่า สีแดงสดตัดกับผิวขาวดุจหิมะของนางทำให้ดูงดงามราวกับเทพธิดาจำแลง ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราถูกแต่งแต้มอย่างประณีต งดงามจนบุรุษหลายคนที่เดินผ่านต้องเหลียวหลังมอง

เฉินหลันซินลอบกำหมัดแน่นในแขนเสื้อด้วยความยินดี สีแดงนำโชค นางเลือกให้ไม่ผิดจริงๆ

ทว่าเมื่อพิจารณาดี ๆ เฉินหลันซินกลับพบความผิดปกติ ร่างกายของหลินซูอี่สั่นเทาเล็กน้อยดั่งลูกนกตกน้ำ ใบหน้าที่งดงามนั้นซีดเผือด และดวงตากลมโตฉายแววหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด

เฉินหลันซินรีบสาวเท้าเข้าไปหา ทำทีเป็นทักทาย “คุณหนูหลิน ไม่เจอกันนาน ท่านสบายดีหรือ”

หลินซูอี่สะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นว่าเป็นเฉินหลันซิน นางก็รีบย่อกายคารวะด้วยท่าทีเกรงกลัว “คารวะพี่หญิงเฉิน ข้า ข้าสบายดีเจ้าค่ะ”

“เหตุใดหน้าซีดเช่นนั้นเล่า หรือว่าชุดสีแดงนี้ไม่ถูกใจเจ้า”

หลินซูอี่ตอบเสียงสั่น “มิใช่เจ้าค่ะ เพียงแต่ บิดาบอกว่าชุดนี้ดูโดดเด่นเกินงาม ข้าไม่เคยใส่สีสดเช่นนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนถูกสายตาทุกคนจ้องมอง ข้า ข้าอยากกลับจวนเจ้าค่ะ”

เฉินหลันซินรีบดึงสติอีกฝ่าย “เหลวไหล เจ้าคือสตรีงามล่มเมือง การถูกจ้องมองย่อมเป็นเรื่องธรรมดา จงยืดอกเข้าไว้ วันนี้วาสนาของเจ้ากำลังจะมาเยือน เชื่อข้าเถิด”

ขณะที่กำลังปลอบประโลมคุณหนูตระกูลหลินขี้อายอยู่นั้น จู่ๆ บรรยากาศรอบด้านก็พลันเงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน

ความเงียบนี้มิใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เกิดจากความหวาดเกรง ราวกับมีสัตว์ร้ายก้าวเข้ามาในถิ่น

อุณหภูมิในอากาศลดต่ำลงจนสัมผัสได้ เฉินหลันซินขนลุกชันไปทั่วร่างกายโดยไม่ต้องหันไปมอง นางรู้ได้ทันทีว่าใครมาถึงแล้ว

เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังตึกตัก ประสานกับเสียงเสียดสีของชุดเกราะและอาวุธ

กองทัพฉางเยี่ยน…

ที่ประตูวังชั้นใน บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางฝ่ายบู๊เต็มยศสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์คำรามด้วยด้ายเงิน ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าองอาจดุจราชสีห์ ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชานั้นนิ่งสนิท ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วบริเวณราวกับกำลังมองหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ฮั่วจื่อเซียน ติ้งกั๋วกงผู้เลื่องชื่อ ข้างกายเขาคือจงอี้และโจวจื่อที่สวมชุดองครักษ์เต็มยศเช่นกัน กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากพวกเขาทั้งสาม รุนแรงจนเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นต้องพากันหลบสายตา

หลินซูอี่กระซิบเสียงสั่น “น่ากลัวเหลือเกิน”

นางขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังเฉินหลันซินโดยไม่รู้ตัว มือเล็กกำชายเสื้อสีเขียวหม่นของเฉินหลันซินแน่น

เฉินหลันซินกรีดร้องในใจ เจ้าต้องออกไปยืนเด่นให้เขาเห็นสิ เหตุใดจึงมาหลบหลังข้า

แต่ไม่ทันการ สายตาของฮั่วจื่อเซียนกวาดผ่านมาทางนี้พอดี และหยุดชะงักลงที่นาง

เฉินหลันซินรู้สึกเหมือนถูกลูกธนูที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าปักกลางอก สายตาของฮั่วจื่อเซียนมิได้มองชุดสีแดงของหลินซูอี่แม้แต่น้อย เขากลับจ้องมองสตรีในชุดสีเขียวจืดชืดที่พยายามทำตัวลีบเล็กอยู่ข้างเสา

มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เฉินหลันซินหนาวไปถึงสันหลัง

นางอุทานในใจ ชุดพรางตัวของข้า ไยใช้ไม่ได้ผลกับสายตาพญาเหยี่ยวผู้นี้

ฮั่วจื่อเซียนมิได้เดินเข้ามาทักทาย แต่เขาพยักหน้าให้นางเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ขุนนางและฮูหยินรอบข้างหันมามองเฉินหลันซินเป็นตาเดียวด้วยความฉงน

เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น บ้างก็ว่าแม่ทัพปีศาจทักทายนาง บ้างก็สงสัยเรื่องข่าวลือถุงหอมเมื่อวาน เฉินหลันซินอยากจะเอาศีรษะโขกเสาให้รู้แล้วรู้รอด นางรีบดึงแขนหลินซูอี่เดินหนีเข้าไปในท้องพระโรงทันที

ภายในท้องพระโรงถูกจัดแต่งอย่างหรูหรา ที่ประทับของฮ่องเต้และฮองเฮาอยู่บนพื้นที่ยกสูง ขนาบข้างด้วยที่นั่งของเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง ฝั่งซ้ายเป็นที่นั่งของขุนนางฝ่ายชาย ฝั่งขวาเป็นที่นั่งของฮูหยินและคุณหนูตระกูลต่างๆ

เฉินหลันซินเลือกที่นั่งแถวหลังสุด แถวที่มืดสลัวและห่างไกลจากสายตาผู้คนมากที่สุด นางลากหลินซูอี่มานั่งข้างกายเพื่อเตรียมผลักดันสตรีผู้นี้เมื่อถึงเวลา

เฉินหลันซินกระซิบกำชับ “จำไว้นะซูอี่ เมื่อถึงเวลาแสดง เจ้าจะต้องออกไปร่ายรำดาบ ข้าได้แอบไปเปลี่ยนรายการแสดงกับกรมพิธีการแล้ว วันนี้เจ้าจะไม่ได้ดีดพิณ แต่จะได้แสดงเพลงดาบบุปผาโปรยปราย รับรองว่าติ้งกั๋วกงต้องตะลึง”

หลินซูอี่เบิกตากว้าง “รำดาบหรือเจ้าคะ พี่หญิงเฉิน ข้า ข้ารำไม่เป็น”

เฉินหลันซินแทบสำลักน้ำชา “เจ้าว่ากระไรนะ ในข่าวลือบอกว่าเจ้าเก่งกล้าสามารถ เป็นธิดาขุนนางที่บู๊บุ๋นพร้อมสรรพมิใช่หรือ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel