ตอนที่ 3
เสียงฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดโรงน้ำชาจุ้ยอวิ๋นนั้นหนักแน่นและมั่นคง ทุกย่างก้าวเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางหัวใจของเฉินหลันซิน นางนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนเย็นและชื้นไปด้วยเหงื่อ
อินฉือและฉิงเหอ สองสาวใช้คนสนิทต่างพากันหน้าซีดเผือด ยืนตัวลีบอยู่มุมห้องราวกับลูกนกที่หวาดกลัวพายุฝน
“คุณหนู เราจะหนีทางหน้าต่างดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉิงเหอกระซิบเสียงสั่น เสนอความคิดที่ดูสิ้นคิดที่สุดออกมา
“ชั้นสองสูงเพียงนี้ หากกระโดดลงไป แข้งขาหักขึ้นมา ข้าคงได้ตายก่อนจะได้แก้ตัวเป็นแน่” เฉินหลันซินกัดฟันตอบ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา “จำไว้ ไม่ว่าใครจะเข้ามา ให้สงบปากสงบคำ ข้าจะเจรจาเอง”
ทันใดนั้น บานประตูห้องรับรองก็ถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา แต่ความกดดันที่แผ่ซ่านเข้ามากลับหนักอึ้ง
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มร่างโปร่งสวมชุดองครักษ์สีเข้ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูสุภาพทว่าแววตากลับคมประดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก โจวจื่อ องครักษ์ซ้ายคนสนิทของติ้งกั๋วกงนั่นเอง
“คารวะคุณหนู” โจวจื่อประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ท่วงท่าสง่างามสมกับเป็นคนของจวนกั๋วกง “ท่านแม่ทัพมีความประสงค์อยากเชิญเจ้าของถุงหอมใบนี้ลงไปสนทนาสักเล็กน้อย ไม่ทราบว่าคุณหนูพอจะให้เกียรติลงไปกับข้าได้หรือไม่”
เฉินหลันซินฝืนยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่นางมั่นใจว่าดูเป็นธรรมชาติที่สุด แม้ภายในใจจะก่นด่าสวรรค์ไปแล้วร้อยรอบ
“พี่ชายท่านนี้คงเข้าใจผิดแล้ว” นางแสร้งทำเสียงที่ดูตื่นตระหนกเล็กน้อย “ข้าเพียงมานั่งจิบชาชมทิวทัศน์ หาได้มีสิ่งของใดตกหล่นลงไปไม่ ถุงหอมอันใดกัน ข้าไม่เห็นจะคุ้นตา”
โจวจื่อเลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นคล้ายกำลังดูงิ้วโรงเล็กที่น่าขบขัน “อ้อ... เช่นนั้นหรือขอรับ แต่ท่านแม่ทัพของข้าสายตาเฉียบคมดุจพญาเหยี่ยว ท่านเห็นชัดเจนว่าวัตถุชิ้นนั้นร่วงหล่นจากระเบียงทิศนี้ และกลิ่นกำยานกล้วยไม้หิมะที่ติดอยู่บนถุงหอม ก็ช่างบังเอิญเหมือนกับกลิ่นกายของคุณหนูในยามนี้ไม่มีผิดเพี้ยน”
เฉินหลันซินสะอึก คำแก้ตัวจุกอยู่ที่คอ นางลืมไปได้อย่างไรว่าฮั่วจื่อเซียนในนิยายเป็นพวกจมูกไวและมีสายตาที่เฉียบคม การจะโกหกต่อหน้าคนของเขา ย่อมไม่ต่างจากการเอามือปิดแผ่นฟ้า
“หากคุณหนูไม่สะดวกเดินลงไป เกรงว่าท่านแม่ทัพอาจจะเป็นฝ่ายขึ้นมาเชิญด้วยตนเอง ถึงเวลานั้น เกรงว่าจะเป็นที่ครหาแก่ผู้คนทั้งโรงน้ำชาได้นะขอรับ” โจวจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความหมายแฝงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำขู่
เฉินหลันซินหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ในเมื่อหนีไม่พ้น ก็ต้องเผชิญหน้าให้รู้แล้วรู้รอด
“มิต้องลำบากท่านแม่ทัพหรอก” นางลุกขึ้นยืน จัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษามาดคุณหนูใหญ่ตระกูลเสนาบดี “ข้าจะลงไปเอง อินฉือ ฉิงเหอ ตามข้ามา”
บรรยากาศเบื้องล่างโรงน้ำชาเงียบสงัดดั่งป่าช้า ฝูงชนที่เคยส่งเสียงเซ็งแซ่ต่างพากันกลั้นหายใจ สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังจุดเดียวกัน
กลางถนนสายหลัก อาชาสีหมอกตัวมหึมายืนสงบนิ่ง บนหลังม้าคือบุรุษผู้เปรียบดั่งเทพเจ้าสงคราม ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้หมวกเกราะนั้นเรียบเฉย ทว่าดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยกลับฉายแววคุกคามที่ทำให้ผู้ถูกจ้องรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
ในมือสวมถุงมือหนังสีดำของเขา ถือถุงหอมไหมปักลายเป็ดยวนยางคู่สีชมพู ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
เฉินหลันซินก้าวลงมาจากบันไดโรงน้ำชา ทุกย่างก้าวที่นางเดินผ่าน ฝูงชนต่างแหวกทางให้ราวกับนางเป็นตัวประหลาด นางพยายามควบคุมจังหวะการเดินให้ดูสง่างามดุจหงส์เหิน ทั้งที่ขาสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
เมื่อนางมายืนอยู่เบื้องหน้าอาชาศึก นางย่อกายลงคารวะอย่างงดงามตามธรรมเนียมทุกระเบียดนิ้ว
“คารวะท่านกั๋วกง เฉินหลันซิน บุตรีเสนาบดีเฉิน ขอแสดงความยินดีที่ท่านแม่ทัพได้รับชัยชนะ นำทัพกลับคืนสู่เมืองหลวงอย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ” เสียงหวานใสของนางดังกังวาน ท่าทีนอบน้อมทว่าไม่ตื่นกลัวจนเกินงาม ทำให้ฮั่วจื่อเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขามองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
สตรีผู้นี้คือ คุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินที่มีข่าวลือว่าเป็นคนเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ วันนี้กลับดูสงบเสงี่ยมผิดปกติ
“เฉินหลันซิน” ฮั่วจื่อเซียนทวนชื่อนางเสียงต่ำ ก่อนจะชูถุงหอมในมือขึ้น “นี่คือของเจ้า?”
เฉินหลันซินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางฉายแววลังเลเพียงชั่ววูบ ก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม “เจ้าค่ะ เป็นของข้าเอง”
“เจ้ารู้ความหมายของลายปักเป็ดยวนยางคู่หรือไม่?” เขาถามต่อ นัยน์ตาเริ่มฉายแววขบขันที่ยากจะสังเกต
“ย่อมทราบเจ้าค่ะ หมายถึงคู่รักที่ครองคู่กันชั่วนิรันดร์” นางตอบ พลางลอบปาดเหงื่อในใจ
“เช่นนั้น การที่เจ้าโยนมันลงมาใส่ข้า ย่อมมีความหมายแอบแฝงกระมัง”
“หามิได้เจ้าค่ะ!” เฉินหลันซินรีบปฏิเสธทันควัน นางต้องรีบแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ก่อนที่ธงตายจะปักลงกลางหัว “เหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงอุบัติเหตุ ลมพัดกรรโชกแรง ทำให้ถุงหอมหลุดมือ... อันที่จริง ข้าตั้งใจจะโยนให้ เอ่อ โยนให้...”
นางกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อหาแพะรับบาป สายตาเหลือบไปเห็นหน้าต่างฝั่งตรงข้ามที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ซึ่งนางรู้ดีว่าเป็นห้องของหลินซูอี่นางเอกของเรื่อง
“ข้าตั้งใจจะโยนให้สหายของข้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเจ้าค่ะ!” นางโพล่งออกไป “คุณหนูหลินซูอี่ทำผ้าเช็ดหน้าตก ข้าจึงหวังดีจะโยนถุงหอมไปให้ เอ่อ... ให้กำลังใจนาง”
คำแก้ตัวที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลที่สุดใต้หล้าหลุดออกมาจากปากนาง ฮั่วจื่อเซียนหรี่ตามองนางราวกับกำลังมองเด็กน้อยที่โกหกเรื่องขโมยขนมกิน
“โยนให้สหาย? ข้ามถนนกว้างสามวา?” ฮั่วจื่อเซียนแค่นเสียงในลำคอ “คุณหนูเฉินคงมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ กำลังแขนแข็งแกร่งดุจคันศร ถึงได้มั่นใจว่าจะโยนข้ามหัวขบวนทัพของข้าไปได้”
