บทที่ 6 เกิดใหม่
ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขนและกระดูกทุกชิ้นพลันหยุดกึก กระดูกที่แตกหักและแทงทะลุออกมาค่อยๆ ฟื้นฟูและประสานเข้าด้วยกัน
เลือดที่เคยเย็นชืดและจับตัวเป็นก้อนเริ่มไหลเวียนในร่างกายอีกครั้ง ชีพจรของเธอเต้นเป็นจังหวะตามกัน... กลายเป็นเสียงเรียกเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่เงียบงัน
เหอเยว่ ตื่นขึ้นมาสิ
เสียงหายใจหอบถี่อย่างรุนแรง เหอเยว่ลืมตาขึ้นมาทันที เธอพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนพื้นอันเย็นเฉียบ เบื้องหน้าคือระเบียงทางเดินที่เงียบสงบและขาวโพลน
"ฉันตายแล้วเหรอ?"
หัวของเหอเยว่เต้นตุบๆ ด้วยความปวดร้าว ภาพสุดท้ายก่อนที่เธอจะหลับตาลงคือ หลินเซี่ยหนิงที่กำลังวิ่งตรงมาหาเธอภายใต้แสงจันทร์สีเลือด และลั่วอี้หลานในชุดแต่งงานอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง
เหอเยว่ไม่คิดเลยว่าการเจอกันอีกครั้ง... จะกลายเป็นการจากลาตลอดกาล
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ที่นี่ดูคล้ายกับสวรรค์มาก มีแต่สีขาวเต็มไปหมด
ระเบียงทางเดินตรงหน้าทอดยาวไกลจนแทบมองไม่เห็นปลายทาง ราวกับว่าวินาทีต่อมาจะมีเทวดาปรากฏตัวออกมาท่ามกลางแสงทองส่องประกาย
แต่เหอเยว่รออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดปรากฏตัวออกมา เธอจึงยันตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล
ดวงจันทร์สีเลือด รถที่พุ่งทะยานด้วยความเร็ว หลินเซี่ยหนิงที่วิ่งสุดชีวิต และลั่วอี้หลานที่ร้องไห้โฮจนแทบขาดใจ
ภาพเหล่านั้นราวกับเศษแก้วที่กรีดลึกเข้ามาในสมอง ความเจ็บปวดทางกายทำให้เธอต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ เอนหลังพิงกำแพงแล้วก้มตัวลงหายใจ
เส้นเลือดที่ขมับปูดโป่ง หยดน้ำตาร่วงจากหางตาตรงลงสู่พื้น... มันเจ็บเหลือเกิน
หลังจากตั้งสติได้ครู่หนึ่ง เหอเยว่ก็พยุงกำแพงกัดฟันเดินไปข้างหน้า เธออยากจะรีบเดินไปให้สุดทางเดินนี้ เพื่อไปสู่ชาติภพต่อไป และลืมเรื่องราวทั้งหมดนี้เสียที
ในขณะที่เธอเดินโซเซไปทางปลายระเบียง แว่วเสียงแผ่วเบาก็ดังมาจากด้านหนึ่ง เหอเยว่หยุดชะงัก ค่อยๆ หันไปมองลอดผ่านช่องประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง
บนสวรรค์มีเสียงเพลงด้วยงั้นเหรอ?
เหอเยว่เอียงหูฟัง เสียงเพลงที่ขาดๆ หายๆ ลอยออกมาจากช่องว่างของประตู เสียงเพลงนี้ทำให้เธอตระหนักได้ว่า... ที่นี่อาจไม่ใช่สวรรค์
เธอยังไม่ตาย!
ความจริงอยู่ห่างไปเพียงแค่ประตูบานเดียว เหอเยว่ไม่ลังเลอีกต่อไป เธอผลักประตูเปิดออก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือแสงแดดที่สาดส่องเต็มห้อง
ห้องนี้สะอาดเรียบร้อยมาก ผ้าห่มบนเตียงถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบราวกับเต้าหู้ก้อน พื้นห้องสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่น
บนขอบหน้าต่างมีต้นไม้สีเขียวไม่ทราบชื่อต้นหนึ่งกำลังเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง
ส่วนเจ้าของห้องเป็นเด็กสาวที่กำลังเดินเท้าเปล่าอยู่บนพื้น เธออุ้มเครื่องบันทึกเสียงไว้ในอ้อมแขนด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขพลางร้องคลอตามเบาๆ
"...ฉันเชื่อว่าฉันคือฉัน ฉันเชื่อว่าพรุ่งนี้..."
เสียงร้องของเด็กสาวช่างอ่อนโยน แต่เหอเยว่กลับต้องขมวดคิ้ว เพราะเด็กคนนี้ดูไม่เข้ากับห้องที่สะอาดเรียบร้อยนี้เอาเสียเลย
ผมที่ปล่อยสยายลงมาประบ่าของเธอแหว่งราวกับโดนหมากัด สั้นบ้างยาวบ้างไม่เท่ากัน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตัดให้ และยังตัดโดนใบหูจนเป็นแผล ซึ่งตอนนี้มีสะเก็ดเลือดแห้งกรังเกาะอยู่
ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เหอเยว่ตัดสินใจที่จะรีบถอยหนี
ทว่าพอเธอก้าวถอยหลังไปเพียงก้าวเดียว เด็กสาวที่เคยตั้งอกตั้งใจร้องเพลงก็หันขวับกลับมาทันที เห็นได้ชัดว่าเธอสังเกตเห็นเหอเยว่แล้ว
เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยื่นมือมาทักทายอย่างเอียงอาย "เฮ้ ฉันเหมือนจะไม่เคยเห็นเธอเลยนะ"
เหอเยว่ยิ้มเจื่อนๆ ชั่วขณะนั้นเธอไม่รู้ว่าจะแนะนำตัวเองอย่างไรดี
เธอยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองยังเป็นเหอเยว่อยู่ไหม เพราะเมื่อกี้เธอเพิ่งจะถูกตัวเองในวัย 38 ปีขับรถชนตายมาหยกๆ...
เมื่อเห็นว่าเหอเยว่ไม่รู้จะตอบอย่างไร เด็กสาวก็ไม่ได้เซ้าซี้ เธอเพียงแค่กวักมือเรียกให้เหอเยว่เข้ามา
"กินแอปเปิลไหม?"
เด็กสาววางเครื่องบันทึกเสียงไว้ด้านหนึ่ง แล้วก้มลงหยิบแอปเปิลสีแดงสดสองลูกออกมาจากกล่องเก็บของใต้เตียงราวกับเป็นของล้ำค่า
ดวงตากลมโตเป็นประกายมองเหอเยว่อย่างคาดหวัง
เมื่อเห็นสายตาคู่นั้น เหอเยว่ก็ก้าวเดินเข้าไปหาเธอโดยไม่รู้ตัว
เพลง "ฉันเชื่อ" ในเครื่องบันทึกเสียงเล่นจบไปรอบหนึ่งแล้ว และตอนนี้มันกำลังเริ่มเปิดวนใหม่อีกครั้ง
เด็กสาวเห็นเหอเยว่เหลือบมองเครื่องอัดเสียง จึงพูดขึ้นด้วยความขัดเขิน
"ฉันกำลังท่องจำเพลงอยู่น่ะ ฉันจำเนื้อเพลงนี้ไม่ได้สักที"
พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็ดูหงุดหงิดขึ้นมาทันทีพลางทุบหัวตัวเองแรงๆ "ฉันนี่มันโง่ชะมัด"
เหอเยว่รีบคว้ามือของเด็กสาวเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยถามชื่อของเธอ
"หวังซิ่วหย่า" เด็กสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันชื่อหวังซิ่วหย่า"
เธอกลัวว่าเหอเยว่จะไม่ได้ยิน จึงดึงมือของเหอเยว่ไป แล้วใช้นิ้วลากเขียนชื่อของตัวเองลงบนฝ่ามือทีละเส้นๆ
เมื่อเขียนเสร็จจึงเงยหน้าขึ้นมองเหอเยว่ด้วยดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ "เธอจำได้หรือยัง?"
เหอเยว่พยักหน้า แล้วหยั่งเชิงถาม "ซิ่วหย่า ที่นี่คือที่ไหนเหรอ?"
เมื่อได้ยินคำถามของเหอเยว่ หวังซิ่วหย่าก็แสดงสีหน้าสับสน "เธอไม่รู้เหรอว่าที่นี่คือที่ไหน?"
เธอขมวดคิ้วอย่างเศร้าสร้อย นิ้วมือจิกลงไปในเนื้อแอปเปิลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเพราะปฏิกิริยาออกซิเดชัน
"เธอไม่เหมือนฉันงั้นเหรอ? ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกัน..."
เหอเยว่ไม่เข้าใจว่าคำว่า "ไม่เหมือนกัน" ของหวังซิ่วหย่าหมายถึงอะไร
และยังไม่ทันที่จะได้ถามรายละเอียด เด็กสาวก็คว้าตัวเหอเยว่ไว้ทันที สีหน้าท่าทางเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ดีเลย ฉันไม่ชอบที่นี่"
น้ำเสียงของหวังซิ่วหย่าเริ่มร้อนรนและลนลานมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังแทรกขึ้นมากะทันหัน... มันดังมาจากในกระเป๋าเสื้อของเหอเยว่
เหอเยว่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ แต่คิดไม่ถึงว่าหวังซิ่วหย่าจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดังตุบ น้ำตาไหลพรากออกมา
เธอก้มหน้ามองพื้น มือทั้งสองข้างถูเข้าหากันซ้ำๆ
"ไม่ใช่โทรศัพท์ของฉันนะ ไม่ใช่จริงๆ ฉันไม่ได้พกโทรศัพท์มา!"
เสียงโทรศัพท์ยังคงดังต่อเนื่อง แต่สำหรับหวังซิ่วหย่าแล้ว มันราวกับเป็นเสียงดนตรีปลิดชีพ เธอก้มกราบอยู่แทบเท้าของเหอเยว่ ตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง
เหอเยว่เองก็เริ่มลนลาน ทำอะไรไม่ถูกรีบเข้าไปพยุงเธอขึ้นมา
"ซิ่วหย่า เธอเป็นอะไรไป?"
"ไม่ใช่ฉันนะ ไม่ใช่ฉันจริงๆ!"
หวังซิ่วหย่าคว้าหมับเข้าที่มือของเหอเยว่ แรงบีบมหาศาลนั้นแทบจะหักกระดูกมือของเหอเยว่ให้แหลกคามือ เธอไม่สามารถสลัดหลุดได้เลย
สายตาทั้งสองประสานกัน ทันใดนั้นใบหน้าของหวังซิ่วหย่าก็เปลี่ยนไป เธอคาดคั้นด้วยสีหน้าดุดัน
"เธอไม่เชื่อฉันใช่ไหม! พูดมาสิ! เธอไม่เชื่อฉันใช่ไหม!"
"ฉันไม่ได้ไม่เชื่อเธอนะ!" เหอเยว่ส่ายหน้าพลางล้วงกระเป๋าไปหยิบโทรศัพท์
"ดูสิ โทรศัพท์ของฉันดังต่างหาก ไม่ใช่ของเธอ!"
หวังซิ่วหย่าไม่สนใจคำอธิบายของเหอเยว่ เธอผุดลุกขึ้นจากพื้น ปากก็พึมพำกับตัวเอง พลางเดินไปมาทั่วห้อง
"ไม่ใช่โทรศัพท์ของฉัน ไม่ใช่โทรศัพท์ของฉัน เธอไม่เชื่อฉัน!"
เธอแผดเสียงคำรามใส่เหอเยว่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง แต่เหอเยว่กลับมองเห็นความสิ้นหวังและความเจ็บปวดที่แสนคุ้นเคยซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น
"หวังซิ่วหย่า เธอตั้งสติหน่อย"
แต่หวังซิ่วหย่าดูเหมือนจะไม่ยินเสียงของเหอเยว่ และเธอปักใจเชื่อว่าจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ จู่ๆ เธอก็เริ่มถอดเสื้อผ้าออก
อากาศยังค่อนข้างร้อน บนตัวเธอจึงมีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชิ้น เธอถอดมันออกทีละชิ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบจะเปลือยกาย
เหอเยว่รีบพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลัง บังคับให้เธอหยุดการกระทำ
"หวังซิ่วหย่า ฉันเชื่อเธอแล้ว นี่ไม่ใช่โทรศัพท์ของเธอ เธอใจเย็นๆ นะ"
ทว่าหวังซิ่วหย่ากลับร้องไห้ออกมา เธอเปลี่ยนโหมดกลับมาเป็นเด็กสาวที่อ่อนแอและน่าสงสารเหมือนเมื่อครู่อีกครั้ง
เธอซบหน้าลงกับไหล่ของเหอเยว่อย่างออดอ้อนพลางอ้อนวอนเสียงเบา
"เธอช่วยฉันหน่อยนะ"
เหอเยว่ชะงักไป... เธอจะช่วยเด็กคนนี้ได้อย่างไร?
"เธอไม่ยอมช่วยเหรอ?" อารมณ์ของหวังซิ่วหย่าแปรปรวนไวมาก พอไม่ได้คำตอบที่ต้องการเธอก็โมโหขึ้นมาทันที
"พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่ใช่เหรอ? ฉันแบ่งแอปเปิลให้เธอตั้งลูกหนึ่ง! แถมยังบอกชื่อของฉันด้วย!"
เธอผลักเหอเยว่ออกอย่างแรง เหอเยว่ไม่ได้ตั้งตัวจึงเซไปกระแทกกับขอบเตียงอย่างจัง
แผ่นไม้แผ่นหนึ่งร่วงลงมาตรงแทบเท้าของเธอ เธอกุมจุดที่บาดเจ็บพลางมองตามลงไป... มันคือแผ่นประวัติคนไข้
หวังซิ่วหย่า - โรคจิตเภท (Schizophrenia) โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
เธอยังอ่านตัวอักษรไม่ทันจบ หวังซิ่วหย่าก็พุ่งกระโจนเข้ามา ขึ้นคร่อมบนร่างของเหอเยว่โดยไม่เกรงใจ แล้วใช้สองมือบีบคอของเธอไว้แน่น
"หวังซิ่วหย่า..."
เหอเยว่ทุบมือลงบนพื้น ออกซิเจนในอกค่อยๆ หมดไป เธอเริ่มหายใจไม่ออกแล้ว
พยายามจะแกะนิ้วมือของหวังซิ่วหย่าออก แต่หวังซิ่วหย่าราวกับไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดๆ ต่อให้เล็บของเธอจะจิกจนผิวหนังของอีกฝ่ายถลอกจนเลือดซิบก็ไร้ประโยชน์ หวังซิ่วหย่ายังคงไม่ยอมปล่อยมือ
"พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอไม่ช่วยฉันล่ะ?" หวังซิ่วหย่าร้องไห้ตะโกน หยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนใบหน้าเหอเยว่
สติของเหอเยว่เริ่มพร่าเลือน ในหูแว่วได้ยินเพียงเสียงเพลง "ฉันเชื่อ" ที่ดังสะท้อนก้องอย่างอื้ออึง
ฉันต้องตายอีกรอบงั้นเหรอ?