บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 รถชนจากอนาคต

เด็กผู้หญิงทุกคนต้องเคยจินตนาการถึงภาพงานแต่งงานของตัวเองกับเพื่อนสนิทอย่างแน่นอน

เจ้าบ่าวจะต้องหล่อรวย มีความรู้ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เอาอกเอาใจใส่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องรักกันมาก ๆ

การจัดงานแต่งงานต้องสวยงาม จากนั้นก็สวมชุดเจ้าสาวที่หรูหราที่สุด เปิดเพลงที่ชอบ และแลกแหวนกันท่ามกลางสักขีพยานที่เป็นญาติสนิทมิตรสหาย

“แล้วก็ช่อดอกไม้เจ้าสาวด้วย! อันนี้จะลวก ๆ ไม่ได้เด็ดขาด คราวก่อนลูกสาวคนเล็กของป้าฉันแต่งงาน ในช่อดอกไม้ดันมีดอกเบญจมาศสีขาวปนอยู่สองดอก ทุเรศชะมัด”

หลินเซี่ยหนิงจินตนาการภาพตัวเองถือดอกเบญจมาศสีขาวแล้วโยนออกไป แล้วก็รีบส่ายหัวอย่างแรง แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

เธอกวาดสายตามองสองคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทานไอศกรีมอยู่ตรงหน้า

“พวกเธอได้ยินที่ฉันพูดไหมเนี่ย? ถึงเวลาช่อดอกไม้ที่พวกเธอจะให้ฉันต้องเป็นดอกกุหลาบนะ ดอกกุหลาบเลื้อยก็ได้ ขอแค่สวยก็พอ”

“แต่พวกเรามีสองคนนะ” เหอเยว่ในวัย 18 ปีทานไอศกรีมพลางตั้งคำถาม “ช่อดอกไม้เจ้าสาวมีแค่ช่อเดียว”

หลินเซี่ยหนิงกระโดดลงจากชิงช้า พลางกะระยะความสูงของทั้งสองคน “ดูเหมือนว่าโอกาสที่ฉันจะแย่งช่อดอกไม้ได้น่าจะมากกว่านะ”

เมื่อได้ยินหลินเซี่ยหนิงพูดแบบนั้น เหอเยว่ก็แกล้งทำเป็นน้อยใจแล้วหันไปมองลั่วอี้หลาน ลั่วอี้หลานกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่จนเผยให้เห็นลักยิ้มสองข้าง

“งั้นฉันจะทำช่อดอกไม้สองช่อ ให้พวกเธอคนละช่อเลย แล้วฉันจะยื่นส่งให้ถึงมือพวกเธอเอง”

ลั่วอี้หลานทำท่าประกอบ ยื่นมือส่งดอกไม้ จนโดนหลินเซี่ยหนิงแซวกลับ “คนละช่อ? ยัยลั่ว เธอจะโลภเกินไปแล้วนะ!”

“โลภตรงไหนล่ะ? ไม่งั้นมืออีกข้างก็ว่างแย่สิ” พูดจบเธอก็ตวัดแขนโอบกอดไหล่ของทั้งสองคน เดินมาอยู่ตรงกลาง

“แต่ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ... ถ้าไม่รีบไปจะตกรถเมล์แล้วนะ!”

“ช่วยด้วย คืนนี้มีสอบ!”

ทั้งสามคนวิ่งหัวเราะร่าเริงไปทางสถานีรถเมล์ ระหว่างทางหลินเซี่ยหนิงคิดขึ้นมาได้ ก็อดไม่ได้ที่จะกำชับพวกเธอขณะวิ่ง

“ต้องเป็นกระโปรงผ้าโปร่งยาว ๆ ด้วยนะ กระโปรงผ้าโปร่งสวยกว่า!”

“รับทราบแล้วจ้า” ลั่วอี้หลานตะโกนตอบเธอ

สายลมพัดผ่าน หอบเอาความฝันอันบริสุทธิ์และงดงามทั้งหมดของพวกเธอจากไป

และแสงอาทิตย์ยามอัสดง ก็สาดส่องลงบนวัย 18 ปีอันสดใสและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาของทั้งสามคน

ลั่วอี้หลานกำลังจะแต่งงานแล้วจริง ๆ

เหอเยว่มีเพื่อนสนิทอยู่สองคน หลินเซี่ยหนิงเคยมีความรักที่โด่งดังไปทั่วโรงเรียนมัธยมปลายในฉวีเฉิงตอนอายุ 18

ในทางกลับกัน ลั่วอี้หลานที่หน้าตาสวยขนาดนั้น คนตามจีบยาวเหยียดไปถึงฝรั่งเศส มีทั้งพวกหนอนหนังสือไปจนถึงประธานบริษัทจอมเผด็จการ

แต่เธอไม่เคยชายตามองใครเลย อย่าว่าแต่คบกันเลย แม้แต่ความสัมพันธ์แบบคลุมเครือก็ไม่เคยมี

ทุกครั้งที่หลินเซี่ยหนิงอวดข้อความหวาน ๆ ของแฟนหนุ่ม เธอจะทำหน้าตาเหมือนคนที่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด

“อนาคตฉันจะเป็นหมาป่าเดียวดาย” ลั่วอี้หลานประกาศความทะเยอทะยานของเธอ ทำเอาหลินเซี่ยหนิงและเหอเยว่หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

ความทรงจำอันงดงามหยุดชะงักลง เหอเยว่หลับตาลง เธอควรจะกลับไป

ต่อให้จะได้มองดูอยู่ห่าง ๆ เธอก็ควรจะไปมองลั่วอี้หลานสักครั้ง

เธอสวยขนาดนั้น สวมชุดแต่งงานต้องงดงามมากแน่ ๆ

วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก

ณ โรงแรมหมิงเวย

โรงแรมหรูหราที่สุดในฉวีเฉิง รถยนต์คันแล้วคันเล่าจอดเทียบที่หน้าประตู ผู้คนที่ก้าวลงมาล้วนแต่งกายอย่างพิถีพิถัน

พนักงานต้อนรับที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีแยกแยะได้ทันทีว่าใครคือมหาเศรษฐีตัวจริงและใครคือพวกสร้างภาพ

จากนั้นจึงจะเข้าไปช่วยจอดรถอย่างนอบน้อมเพื่อหวังเงินทิปเล็ก ๆ น้อย ๆ

จนกระทั่งมีรถแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดที่หน้าประตู พนักงานต้อนรับต่างพากันหุบรอยยิ้มลงพร้อมกัน สายตามองตรงไปข้างหน้า แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไรเลย

หญิงสาวสวมหมวกแก๊ปคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ ปีกหมวกกดลงต่ำมาก เธอไม่ได้ใส่ใจกับการเมินเฉยอย่างจงใจของพนักงานต้อนรับ

เพียงแค่เหลือบมองป้ายแจ้งเตือนอิเล็กทรอนิกส์ที่ตั้งอยู่หน้าประตู

‘งานเลี้ยงรุ่น ห้อง 3 โรงเรียนอวิ๋นหลง’ จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปโดยไม่หันกลับมามอง

ดูเหมือนเป็นเพราะรู้ข่าวเรื่องที่ลั่วอี้หลานจะแต่งงาน งานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้คนจึงมากันเยอะเป็นพิเศษ พวกเขาต่างก็อยากรู้อยากเห็นว่าลั่วอี้หลานที่เคยเย่อหยิ่งในอดีต จะแต่งงานกับผู้ชายแบบไหน

พวกเขามาเพื่อดูเรื่องตลก ใครบ้างไม่รู้ว่าลั่วอี้หลานเคยถูกคนที่มาตามจีบแทงจนตาบอดไปข้างหนึ่ง?

คนแบบนั้นจะไปหาผู้ชายดี ๆ แต่งงานด้วยได้อย่างไร?

ลั่วอี้หลานทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเยาะเย้ยของพวกเขา เธอเดินแจกการ์ดแต่งงานทีละคนอย่างสุภาพอ่อนโยน

วันนี้เธออยู่ในชุดกระโปรงเรียบ ๆ ไว้ผมหน้าม้าและสวมแว่นตา

ถึงกระนั้นแล้วตอนที่ทุกคนรับการ์ดแต่งงาน ก็ยังคงมองเห็นรอยสีขาวขุ่นที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์แว่นตาข้างขวาของเธออยู่ดี ทุกคนต่างสบตาอย่างรู้กัน

“ยินดีด้วยนะอี้หลาน”

“ถึงเวลาพวกเราไปแน่นอน!”

“รีบ ๆ มีลูกสักสามคนตอนที่ยังสาว ๆ นะ!”

ทุกคนต่างพากันพูดคำอวยพรที่เสแสร้ง ตอนนั้นเองคนตาไวก็สังเกตเห็นว่าในมือของลั่วอี้หลานยังมีการ์ดแต่งงานเหลืออยู่อีกสองใบ

การ์ดแต่งงานสไตล์จีนประดับด้วยดอกเบญจมาศ ดูงดงามและประณีตเป็นพิเศษ

“นี่เป็นของเซี่ยหนิงกับเหอเยว่ใช่ไหม?”

“ใช่จ้ะ” ลั่วอี้หลานดันแว่นตาขึ้น น้ำเสียงที่พูดออกมายังคงนุ่มนวลและอ่อนหวานเช่นเคย

“โธ่เอ๊ย พวกเธอไม่มาหรอก งานเลี้ยงรุ่น 10 ปีที่ผ่านมาพวกเธอสองคนไม่เคยมาเลยสักครั้ง”

มีคนแสร้งทำเป็นเสียดายแทนลั่วอี้หลาน “ลำบากเธอจริง ๆ ที่อุตส่าห์ตั้งใจเตรียมขนาดนี้”

“นั่นสิ บางทีพวกเธออาจจะรวยจนลืมพวกเราไปนานแล้วก็ได้” อีกคนเสริมขึ้นมา คล้ายกับกำลังเสียดายแทนลั่วอี้หลาน

“จริงสิ เธอนี่เป็นครูมีวันหยุดเยอะไหม? ลาแต่งงานได้กี่วัน?”

“สามีเธออยู่โรงเรียนอวิ๋นหลงใช่ไหม? ปีนี้ลูกฉันจะเข้ามัธยมปลายแล้ว เธอช่วยให้สามีเธอช่วยหน่อยได้ไหม?”

ชื่อของหลินเซี่ยหนิงและเหอเยว่ ถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเรื่องจิปาถะมากมาย เร็วเสียจนลั่วอี้หลานนึกภาพใบหน้าของพวกเธอไม่ออกไปชั่วขณะ

ลั่วอี้หลานยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่กลับไม่สามารถกลมกลืนไปกับฝูงชนได้

เธอทำเพียงรับมือกับคำถามของทุกคนได้อย่างลื่นไหล พลางปกป้องการ์ดแต่งงานในอ้อมแขนไว้

ดอกเบญจมาศบนนั้นเปราะบางมาก เธอกลัวว่าถ้าไม่ระวังแล้วกลีบดอกจะหักหรืองอ มันจะไม่สวย

“เห็นหรือยัง ตาข้างนั้นของเธอน่ะ น่าเกลียดชะมัด!”

“ใครใช้ให้เมื่อก่อนเธอไปมั่วสุมกับพวกนักเลงหัวไม้กันล่ะ? แล้วยังจะมาทำเป็นรักนวลสงวนตัวอีก”

ในห้องน้ำ หญิงสาวสองสามคนที่กินอิ่มหนำสำราญกำลังแต่งหน้าพลางวิพากษ์วิจารณ์เรื่องชาวบ้าน นำเอาเรื่องซุบซิบมาเป็นของหวานหลังอาหารมื้อใหญ่

เมื่อเห็นลั่วอี้หลานที่เคยหยิ่งผยองและเรียนดีเด่นในอดีต ตอนนี้กลับทำงานธรรมดา ๆ และแต่งงานกับผู้ชายธรรมดา ๆ ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

เพราะอย่างไรเสีย นักเรียนโรงเรียนอวิ๋นหลงต่างก็มีชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาความโดดเด่นของลั่วอี้หลานมานาน

“แต่ได้ยินว่าสามีเธอเอาใจใส่เธอมากเลยนะ ยอมตามใจทุกอย่างเลย”

“แล้วยังไงล่ะ ก็แค่มีตำแหน่งข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้นแหละ!”

หญิงสาวปรายตามองเพื่อน “เมื่อก่อนทำตัวเหมือนดอกไม้บนยอดผา คิดว่าจะจับเยว่โจวได้ ที่ไหนได้ ตอนนี้สู้ฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ ยัยตาบอดเอ๊ย”

หญิงสาวแค่นเสียงหึอย่างเหยียดหยาม เก็บเครื่องสำอางกลับเข้ากระเป๋า ทว่าพอหันกลับมา หน้าก็กระแทกเข้ากับไม้ดูดส้วมอย่างจัง มันดูดติดเข้าที่ปากของเธออย่างแน่นหนา

“อื้อๆๆ”

เพื่อนอีกคนก็กรีดร้องลั่น มองดูหญิงสาวสวมหมวกแก๊ปที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ด้วยความลนลานจนเกือบจะกัดลิ้นตัวเอง

“เธอทำอะไรน่ะ!”

“ฉันกำลังทะลวงส้วมอยู่น่ะสิ! ไม่ได้หรือไง!” หญิงสาวสวมหมวกแก๊ปไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิด

“ทำไม หรือว่าต้องทะลวงปากเธอด้วย? ปากเหม็นกันขนาดนี้ โบกแป้งหนาแค่ไหนก็กลบกลิ่นเหม็นไม่อยู่หรอก”

“อื้อๆๆ”

พวกเธอไม่มีเวลามาทะเลาะด้วย รีบเข้าไปช่วยกันดึงไม้ดูดส้วมออก

เมื่อเห็นพวกเธอลนลานทำอะไรไม่ถูก หญิงสาวคนนั้นก็กลอกตาใส่ ขยับปีกหมวกแก๊ปลง แล้วเดินจากไปอย่างเย็นชาโดยไม่หันกลับมามอง

กว่าจะดึงไม้ดูดส้วมออกมาได้ หญิงสาวกรีดร้องพลางผลักเพื่อน ๆ ที่เข้ามาแสดงความห่วงใยออกไป

“หลินเซี่ยหนิง!” เธอร้องไห้โฮพลางเช็ดน้ำสกปรกบนใบหน้า “ต้องเป็นหลินเซี่ยหนิงแน่ๆ ยัยบ้านั่นกลับมาแล้ว!”

ฉวีเฉิงเป็นเมืองเล็ก ๆ ผู้คนชอบทานรสจัด ทุกคนมีนิสัยกระตือรือร้นและเปิดเผย ทุกค่ำคืนตามริมฟุตบาทจะไม่เคยขาดแคลนกลิ่นหอมของเนื้อย่างบาร์บีคิว

เหอเยว่ไม่ได้เหยียบย่างมาที่เมืองนี้เป็นเวลานานมากแล้ว ชั่วขณะหนึ่งเธอรู้สึกประหม่าขึ้นมาเมื่อได้กลับมาบ้านเกิด

เธอคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย เดินทอดน่องไปตามท้องถนนอย่างไม่มีจุดหมาย จนกระทั่งเดินมาถึงทางแยกสามแพร่ง

สัญญาณไฟแดงให้หยุด

เธอจึงหยุดฝีเท้าลงเช่นกัน หันมองไปรอบ ๆ ในที่สุดสายตาก็จับจ้องไปที่ร้านชุดแต่งงานสองชั้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน

มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังลองชุดแต่งงานด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

“สวยจังเลย” เหอเยว่พึมพำกับตัวเอง ความตื่นตระหนกเหล่านั้นในเวลานี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความโหยหา ทำให้เธอหลั่งน้ำตาออกมาอาบแก้ม

ลั่วอี้หลานที่กำลังลองชุดแต่งงาน กำลังควงแขนสามีของเธอเพื่อถ่ายรูปคู่กัน

กิ่งทองใบหยก ช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก

พนักงานขายถือกระโปรงผ้าโปร่งที่ประณีตงดงามสองชุดเดินออกมาให้ลั่วอี้หลานดู เห็นเพียงลั่วอี้หลานพินิจพิจารณาอย่างตั้งใจ แล้วก็ทำท่าทางอธิบายบางอย่างกับพนักงานขาย

เหอเยว่ไม่ได้ยินเสียง แต่เธอเดาได้

เธอต้องกำลังบอกว่า มีชุดหนึ่งที่ต้องแก้ให้ยาวขึ้นอีกหน่อย เพราะเพื่อนเจ้าสาวคนหนึ่งของเธอค่อนข้างสูง

“อาหนิง...” เป็นหลินเซี่ยหนิงที่ตัวสูงกว่า

ลั่วอี้หลานเตรียมชุดเพื่อนเจ้าสาวไว้ให้พวกเธอสองคนจริง ๆ เธอไม่เคยลืมพวกเธอเลย ไม่เคยเลยจริงๆ!

ถึงแม้ว่าการ์ดแต่งงานใบนั้นจะยังส่งไปไม่ถึงมือ ถึงแม้ว่าพวกเธอจะยังไม่ได้พบหน้ากัน แต่ลั่วอี้หลานได้เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว

เหอเยว่สะอื้นไห้อย่างหนักจนหยุดไม่ได้ เธอจับแขนตัวเองไว้แน่นด้วยอาการสั่นเทา ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนพลางร้องไห้หนักขึ้นเรื่อย ๆ

ในตอนที่หันหน้าไปโดยไม่ตั้งใจ เธอพลันเหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งอีกร่างหนึ่ง เหอเยว่ตะลึงงัน จ้องมองคนผู้นั้นนิ่ง

ที่อีกฝั่งหนึ่งของทางแยกสามแพร่ง หญิงสาวคนหนึ่งค่อย ๆ ถอดหมวกแก๊ปของตัวเองออก เส้นผมยาวสยายไปตามสายลม เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำที่รื้นไปด้วยน้ำตา

เธอเอียงคอยิ้มเล็กน้อย พลางทำรูปปากส่งสัญญาณให้เหอเยว่

‘เสี่ยวเยว่ ไม่เจอกันนานเลยนะ’

ยานพาหนะและผู้คนสัญจรไปมาอย่างขวักไขว่ ทั้งสามคนยืนอยู่ตรงทางแยกสามแพร่งเช่นนี้ พวกเธอต่างดำเนินชีวิตเพียงลำพังมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน

ในระหว่างที่ทั้งสองสบตากัน ทันใดนั้นเมฆดำก็บดบังดวงอาทิตย์ ทว่าในไม่ช้ากลับมีแสงสีแดงอันเจิดจ้าบาดตาพุ่งทะลุผ่านม่านเมฆดำ ตกลงมาท่ามกลางฝูงชนที่ตื่นตระหนก

“ทำไมสภาพอากาศเปลี่ยนไปแบบนี้?”

ทั้งสามคนต่างพากันมองไปยังท้องฟ้าที่แปลกประหลาดผืนนั้น โดยไม่ทราบสาเหตุ พวกเธอรู้สึกเพียงว่าหัวใจของตัวเองเต้นรัวเร็ว

โลกใบนี้ช่างอื้ออึงและแสบแก้วหูเหลือเกิน

เหอเยว่ค่อย ๆ ก้มหน้าลง เธอเห็นหลินเซี่ยหนิงมีสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด เธอโยนหมวกแก๊ปทิ้ง โดยไม่สนใจสัญญาณไฟแดง และวิ่งกระโจนตรงมาทางเธอ

“เหอเยว่ หลบไป!”

“โครม!”

ความรู้สึกไร้น้ำหนักพัดพาให้ร่างของเหอเยว่ลอยคว้างขึ้นไปบนที่สูง ดวงจันทร์กลมโตสีเลือดดวงนั้นดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม

และเธอได้ยินเสียงกระดูกของตัวเองหักสะบั้นอย่างชัดเจน

เหอเยว่เอียงหน้าไปมองคนที่ขับรถ เมื่อเห็นใบหน้าของคนขับชัดเจน รูม่านตาของเธอก็หดเกร็งลงโดยไม่รู้ตัว

คนที่ขับรถชนเธอ... กลับเป็นตัวเธอเองในวัย 38 ปี!

เป็นตัวฉันในวัย 38 ปีที่ขับรถชนเพื่อจะฆ่าตัวฉันเอง!
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel