บท
ตั้งค่า

โฉนดที่ดินห้าหมู่

ปัง ปัง ปัง “นางโง่เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้” เสียงแหลมสูงของหญิงชราดังขึ้นทำลายความฝันอันแสนหวานของจ้าวลั่วซี

จ้าวลั่วซีกลัวว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาเห็นเครื่องนอนที่นางนำออกมาจากมิตินางจึงวางมือลงบนเครื่องนอนพลางเอ่ยในใจว่า “เก็บ” เพียงแค่ชั่วพริบตาเครื่องนอนตรงหน้าก็หายไป

ปัง ปัง ปัง โครม ทันทีที่ประตูถูกถีบจนพังหญิงชราก็เดินนำลูกชายลูกสะใภ้เข้ามาในลานบ้าน จ้าวลั่วซียืนพิงขอบประตูมองดูพวกเขาด้วยสายตาเบื่อหน่ายพลางเอ่ยเนิบๆ “มีอันใดก็ว่ามา”

หญิงชราก็ไม่พูดจาอ้อมค้อมให้เสียเวลา “โฉนดที่ดินห้าหมู่อยู่ที่ใดไปนำมันมาคืนให้ข้า”

จ้าวลั่วซีขมวดคิ้ว “ข้าไม่มีโฉนดที่ดินพวกเจ้ากลับไปเสียเถอะ”

หญิงชราก้มลงหยิบก้อนดินบนพื้นขว้างใส่นางพลางเอ่ย “นางโง่โฉนดที่ดินห้าหมู่ที่ข้าแบ่งให้บิดาเจ้าอยู่ที่ใดนำมาคืนให้ข้าเสียโดยดี”

จ้าวลั่วซีเบี่ยงตัวหลบพลางหาวหวอดเมื่อคืนนางนอนดึกไปหน่อยเช้านี้ยังไม่ทันได้ดื่มกาแฟคนพวกนี้ก็มาก่อกวนเสียแล้ว นางเอ่ยเนิบๆ ”โฉนดที่ดินห้าหมู่ที่ท่านพ่อได้รับมาตอนแยกบ้านน่ะหรือข้าไม่ให้พวกเจ้าหรอก“

หญิงชราโกธรจนหน้าแดงจึงเอ่ยสั่งจ้าวเฟยว่า ”เจ้าใหญ่จัดการนางโง่ให้ข้าเดี๋ยวนี้“

จ้าวเฟยทำท่าจะปรี่เข้ามา จ้าวลั่วซีแสร้งเอื้อมมือไปหลังประตูแต่อันที่จริงนางเรียกมีดอีโต้จากมิติออกมา

จ้าวเฟยที่กำลังจะง้างหมัดเข้าใส่ใบหน้าของจ้าวลั่วซีหางตาพลันเหลือบไปเห็นมีดอีโต้ในมือนาง มือที่กำหมัดแน่นของเขาคลายออกทันที

”ข้าลืมไปว่ายังผ่าฟืนไม่เสร็จข้าไปล่ะนางหนูไม่ต้องส่ง“ เอ่ยจบเขาก็วิ่งออกไปโดยที่ไม่สนใจมารดากับภรรยาของตนเลยสักนิด

หลี่ซื่อคราแรกยังมึนงงว่าจ้าวเฟยรีบไปไหนไม่ใช่ว่าฟืนที่บ้านผ่าเสร็จแล้วหรอกหรือ ครั้นเมื่อเห็นจ้าวลั่วซีโบกมีดอีโต้ในมือไปมาหลี่ซื่อจึงรีบคว้าข้อมือหญิงชราที่เป็นทั้งป้าและแม่สามีของนางวิ่งตามจ้าวเฟยออกไป

“ชิ!นึกว่าจะแน่” จ้าวลั่วซีเอ่ยพลางมองซ้ายมองขวาเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครนางจึงเข้าไปในมิติ

เมื่อครบครึ่งชั่วยามก็ถูกมันดีดออกมา กำลังจะกลับเข้าไปใหม่ก็ได้ยินเสียงของจ้าวเผิงก่นด่าบรรพบุรุษของคนทำประตูพังเสียก่อน

“นางหนูเจ้าไม่เป็นอันใดใช่ไหมแล้วนี่ใครกันที่มาถีบประตูรั้วจนพังบิดามารดามันไม่สั่งสอนหรืออย่างไรถึงได้มาพังข้าวของผู้อื่นเช่นนี้”

จ้าวลั่วซียิ้มแหยๆ “ข้าไม่เปิดประตูท่านย่าเลยสั่งให้ลุงใหญ่พังเข้ามาน่ะเจ้าค่ะ”

จ้าวเผิงยิ้มแหยๆ “อ่อหวังว่าวิญญาณบรรพบุรุษคงไม่ลุกมาหักคอข้ากลางดึกนะแต่ว่าพวกเขามาหาเจ้าทำไมกัน“

จ้าวลั่วซีแค่นเสียงเอ่ย “มาเอาโฉนดที่ดินห้าหมู่น่ะสิเจ้าคะ”

”เจ้าอย่าได้ใจอ่อนให้ไปเชียวที่ดินนั่นเจ้าต้องนำติดตัวไปเป็นสินเดิมของเจ้า“ จ้าวเผิงเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง

”ถึงแม้อยากจะให้ข้าก็ไม่มีให้หรอกเพราะข้ายังไม่รู้เลยว่าท่านพ่อนำโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ที่ใด“ จ้าวลั่วซีเอ่ยพลางล้วงเข้าไปในแขนเสื้อหยิบซาลาเปาหมูสับออกมาสามลูก อันที่จริงนางนำออกมาจากมิติน่ะ

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราช่วยกันค้นหาเถอะเจ้าจะแต่งออกไปโดยไม่มีสินเดิมติดตัวไม่ได้บ้านสามีจะดูถูกเอาได้ อ๊ะ“ จ้าวเผิงที่กำลังพูดอยู่ถูกจ้าวลั่วซีนำซาลาเปาลูกใหญ่ยัดเข้าปากเขา

จะคายทิ้งก็เสียดายกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งและกลิ่นหอมของเนื้อช่างชวนให้น้ำลายไหล จ้าวเผิงจึงค่อยๆลิ้มรสกัดกินมันช้าๆเหมือนกลัวว่ามันจะหมด

จ้าวลั่วซีส่งซาลาเปาอีกลูกให้เขาพลางเอ่ย ”กินให้อิ่มนะเจ้าคะ“

จ้าวเผิงพยักหน้าพลางรับซาลาเปามากัดกินเขาลืมไปแล้วว่าที่เขามาหานางก็เพราะจะมาชวนนางไปกินข้าวที่เรือน เมื่อกินอิ่มแล้วจ้าวเผิงจึงตบหน้าผากตนเอง ”ข้าจะมาพาเจ้าไปกินข้าวที่เรือนรีบไปเถอะอาสะใภ้ของเจ้ารอนานแล้ว“

จ้าวลั่วซี ”ข้าไม่ไปเจ้าค่ะข้าทำอาหารเป็นไม่ต้องให้อาสะใภ้ลำบากซาลาเปาหมูสับนี่ข้าก็เป็นคนทำเอง ท่านอากินแล้วอร่อยไหมเจ้าคะ“

จ้าวเผิงพยักหน้าเป็นไก่จิกข้าว ”อร่อยมากถ้าอย่างนั้นข้าจะกลับไปนำแป้งกับข้าวสารมาให้เจ้า“

จ้าวลั่วซีโบกมือพลางเอ่ย ”ไม่ต้องเจ้าค่ะเสบียงอาหารที่บ้านยังมีอยู่เยอะท่านอามาช่วยข้าหาโฉนดที่ดินเถอะ“

”ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รับเงินไว้เผื่อขาดเหลืออันใดจะได้ไปซื้อมาเติมให้เต็ม“ จ้าวเผิงเอ่ยพลางนำเงินอีแปะส่งให้นางหนึ่งพวง ท่าทางจริงจังของเขานางจะไม่รับไว้ก็ไม่ได้ด้วยเหตุนี้บนโต๊ะกินข้าวในมิติจึงมีเหรียญทองแดงหนึ่งพวงวางอยู่

สองคนอาหลานค้นหาอยู่นานในที่สุดก็พบกล่องไม้ถูกฝังอยู่ใต้เตียง ในกล่องไม้นอกจากจะมีโฉนดที่ดินห้าหมู่แล้วยังมีเงินอยู่อีก500อีแปะ จ้าวลั่วซีเดาว่าเงินนี่คงเป็นเงินทั้งหมดที่บิดามารดาของเสี้ยวจิตมี

“เฮ้อ” ยังไม่ทันให้จ้าวลั่วซีที่หลอมรวมดวงจิตจนสมบูรณ์ได้ตอบแทนบุญคุณท่านทั้งสองคนก็มาด่วนจากไปเสียก่อนมันช่างน่าก่นด่าสวรรค์ยิ่งนัก

เจ้าของเสียงชราจามออกมาทันที “ฮัดชิ้วใครกำลังนินทาข้า”

“นางหนูเจ้าเหม่ออันใดหรือว่าเจ้าจะกลับมาโง่อีกแล้ว” เสียงของจ้าวเผิงทำให้จ้าวลั่วซีที่กำลังลอบกร่นด่าสวรรค์ในใจได้สติ นางหันมามองหน้าเขาพลางเอ่ยเบาๆ

“เอาล่ะอย่างน้อยก็ยังเหลือท่านอาให้ข้าได้ตอบแทนบุญคุณนับว่าสวรรค์ยังไม่โหดเหี้ยมเกินไปนัก”

จ้าวเผิงได้ยินไม่ชัดจึงเอ่ยถามว่า “เจ้าเอ่ยอันใดหรือ”

จ้าวลั่วซีเอ่ยยิ้มๆ “ข้าบอกว่าท่านอารูปงามมากเจ้าค่ะ”

จ้าวเผิงยืดอกเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ ”ทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้านถ้าบอกว่าข้าเป็นที่สองย่อมไม่มีใครได้เป็นที่หนึ่ง“

จ้าวลั่วซีหัวเราะเบาๆอันที่จริงจ้าวเผิงไม่ได้รูปงามอันใดมากนักใบหน้าของเขาเพียงแค่มองแล้วสบายตาไม่รู้สึกเบื่อเท่านั้น

จ้าวเผิงเห็นนางหัวเราะก็รู้ว่านางหัวเราะอันใดเขาจึงลูบจมูกพลางเอ่ย “ข้าไม่อยู่สองสามวันเจ้าจงดูแลตนเองให้ดียามค่ำอย่าลืมปิดประตูหน้าต่างด้วยเล่า“

จ้าวลั่วซี ”ท่านอาจะไปไหนหรือเจ้าคะ“

จ้าวเผิงยกยิ้มมุมปาก ”ข้าก็ไปพาสามีกลับมาให้เจ้าน่ะสิ สหายของข้าส่งข่าวมาบอกว่าเจอคนที่เหมาะสมกับเจ้าแล้วให้ข้ารีบไปรับตัวกลับมา”

จ้าวลั่วซี “อ่อถ้าเช่นนั้นท่านอาระวังตัวด้วย“

จ้าวเผิง ”อืม”

จ้าวลั่วซียืนมองประตูไม้ที่ถูกถีบจนพังยกมือตบหน้าผากตนเองพลางบ่นพึมพำ “ท่านอาไปแล้วใครจะมาช่วยข้าซ่อมประตูเล่า”

จ้าวลั่วซีพยายามจะซ่อมประตูด้วยตนเองนางจับประตูไม้พลิกซ้ายพลิกขวาอยู่นาน ในที่สุดจ้าวเผิงก็ย้อนกลับมาพร้อมค้อนกับตะปู

“นางหนูเจ้าหลบไปงานหยาบเช่นนี้จะให้เจ้าที่เป็นสตรีบอบบางทำได้อย่างไร ไปนั่งเล่นรอข้าตรงโน้นเถอะตรงนี้เดี๋ยวข้าทำเอง”

สตรีบอบบางมองมืออันอวบอ้วนของตนพลางเอ่ย “ข้านึกว่าท่านอาไปแล้วน่ะสิถึงได้ลงมือทำเอง”

จ้าวเผิง “ประตูรั้วบ้านพังเช่นนี้ข้าจะทำใจจากไปได้อย่างไร”

ด้วยฝีมือของจ้าวเผิงไม่นานนักประตูรั้วก็ถูกซ่อมแซมเสร็จ จ้าวเผิงยิ้มจนตาหยีไม่ลืมที่จะเอ่ยชมตนเอง ”ทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้านด้านงานช่างถ้าบอกว่าข้าเป็นที่สองย่อมไม่มีใครกล้าบอกว่าตนเองเป็นที่หนึ่ง“

จ้าวลั่วซี “…”

.................

จ้าวลั่วซีในศตวรรษที่21เป็นนักเขียนนิยายนามปากกาของนางโด่งดังมากมีผู้ติดตามนับล้านคน ผลงานของนางเพียงแค่วางขายไม่ถึงสิบห้านาทีก็ทำยอดขายถล่มทลาย แต่ในภพชาตินี้ในสายตาผู้อื่นนางเป็นเพียงคนโง่ที่พึ่งจะหายป่วยเพราะพรจากเทพภูเขา

ในภพชาตินี้จ้าวลั่วซียังมีท่านย่าที่ดีเปรียบเหมือนนาฬิกาปลุกเพราะทุกวันในยามเฉินหญิงชราจะมายืนกร่นด่าอยู่หน้าประตูรั้วราวหนึ่งเค่อจึงยอมให้ลูกสะใภ้คนโตพยุงกลับเรือน

จ้าวลั่วซีไม่สนใจอยากด่าก็ด่าไปขอเพียงไม่ทำข้าวของนางพังนางก็คร้านที่จะใส่ใจ

ช่วงสองวันที่จ้าวเผิงไม่อยู่จ้าวลั่วซีนั้นก็ไม่ได้อยู่นิ่งนางอาศัยความรู้จากการเขียนนิยายมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุปันของตน

นางนำเงินไปซื้อข้าวสาร5จินไข่ไก่20ฟองจากร้านขายของชำในหมู่บ้านมาเก็บไว้เพื่อจ้าวเผิงมากินข้าวที่เรือนจะได้ไม่ต้องใช้ของในมิติ

*ซื่อคำเรียกต่อท้ายนามสกุลดิมของสตรีที่แต่งงานแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel