บทย่อ
ภพชาติก่อนเป็นโสดไร้คู่ครองภพชาตินี้ได้มีสามีสมใจแต่สามีที่รูปงามดั่งพานอันดันมีเมียถึง3คนนี่สิ สตรีร่างอวบอ้วนจากศตวรรษที่21เช่นนางเลยเลือกที่จะเดินจากมา
หญิงโง่
ณ.หมู่บ้านไท่ผิงเมืองหลานโจวแคว้นชิงหลัว
กลางลานบ้านดินหลังหนึ่งสตรีร่างอ้วนน้ำหนักสองร้อย*จินหน้าผากมีเลือดซึมนอนคว่ำหน้าลงบนพื้นดิน รอบๆร่างของนางมีชาวบ้านกลุ่มนึงกำลังพูดคุยกันอยู่โดยที่ไม่มีสักคนมาช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้นนั่ง
จ้าวลั่วซีพยายามเงี่ยหูฟังว่าชาวบ้านกำลังคุยอันใดกันเพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อไปในโลกที่ไม่คุ้นเคยและล้าหลังแห่งนี้
ก่อนหน้านี้จ้าวลั่วซีได้พลัดตกลงไปในแม่น้ำขณะที่นางกำลังจะสิ้นใจก็ได้ยินเสียงชายชราบอกว่าจะพานางกลับไปยังร่างของนางในอีกภพชาตินึง สิ้นเสียงของเขานางก็มานอนคว่ำหน้าจุมพิตผืนดินอยู่ที่นี่
จ้าวลั่วซีตั้งใจฟังอยู่นานก็ไม่พบข้อมูลที่มีประโยชน์อันใดกับตนเองนางจึงเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ “ช่วยด้วย“
แทนที่จะมีคนมาช่วยพยุงนางลุกขึ้นกับมีเสียงพูดว่า “หญิงโง่ยังไม่ตายถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับกันเถอะ”
“ใช่ๆกลับกันเถอะนี่ก็เลยเวลามื้อเย็นมามากแล้ว” เมื่อคำพูดนี้จบลงเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็เดินห่างออกไปเรื่อยๆไม่มีแม้สักคนที่จะหันกลับมาช่วยเหลือจ้าวลั่วซี
เอาล่ะไม่มีใครช่วยก็ช่วยตนเองละกัน นางใช้มือดันพื้นค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เมื่อยืนได้มั่นคงสิ่งแรกที่นางทำคือเดินไปที่โอ่งน้ำหลังบ้านตักน้ำมาล้างทำความสะอาดบาดแผลที่หน้าผาก
โชคดีที่แผลไม่ลึกมากนัก นางจึงนั่งลงบนแคร่พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก “เฮ้อ”
จู่ๆก็มีเสียงชายชราดังขึ้นว่า “หลับตาลงผสานดวงจิตเป็นหนึ่งเดียว”
จ้าวลั่วซีจำเสียงนี้ได้นางจึงทำตามอย่างว่าง่าย ก็ใครใช้ให้เจ้าของเสียงนี้พานางมาที่นี่ล่ะไม่เชื่อฟังเขาได้หรือ ถึงอย่างไรนางก็ไม่สามารถกลับไปยังศตวรรษที่21ได้แล้วยอมเชื่อฟังคำแนะนำของเขาอย่างว่าง่ายจะดีกว่า
เมื่อดวงจิตหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็ทำให้จ้าวลั่วซีรู้ว่าร่างนี้มีเพียงเสี้ยววิญญาณทำให้กลายเป็นคนโง่ ถึงแม้จะถูกตีก็ยังยิ้มให้ศัตรูอย่างโง่งม
นางยังรู้อีกว่าห้วงเวลาของที่นี่กับในศตวรรษที่21นั้นแตกต่างกัน10ปี ทั้งที่จุติพร้อมกันนางมีอายุ27ปีแต่เสี้ยวจิตกับมีอายุเพียง17ปี
เสี้ยวจิตมีบิดามารดาที่รักนางมากถึงแม้นางจะเป็นคนปัญญาอ่อนพวกเขาก็ยังรักนางมาก บิดามารดาของนางกินข้าวเพียงวันละมื้อเพื่อที่จะให้นางได้กินอิ่มวันละสามมื้อ
ยามหมดฤดูทำนาบิดาของนางจะเข้าไปรับจ้างในเมืองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ส่วนมารดาก็จะขึ้นเขาหาผักป่าหาผลไม้มาไว้ทำอาหารให้นางกิน หากวันไหนโชคดีก็จะมีไข่ไก่ไข่นกมาต้มให้นางกิน
เมื่อสามวันก่อนเพราะต้องการสะสมเสบียงให้มากก่อนฤดูหนาวจะมาถึง บิดามารดาจึงพากันเข้าไปในป่าลึกแต่ก็โชคร้ายเจอเข้ากับฝูงหมาป่ากว่าจะมีคนไปพบก็เหลือเพียงโครงกระดูกกับเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเปรอะเปื้อนเลือด
บิดามารดาตายไปได้หลายวันเสี้ยวจิตที่หากินเองไม่ได้ในที่สุดก็ทนความหิวไม่ไหวเป็นลมนอนคว่ำหน้าจูบกับพื้นดิน เมื่อจ้าวลั่วซีเข้าร่างในยามนั้นนั่นแหละร่างอวบอ้วนถึงลุกขึ้นได้
“ในเมื่อดวงจิตของเจ้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้แล้วข้าก็หมดหน้าที่แล้วลาก่อนนางหนู”
“เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งไปถึงอย่างไรเสียการที่ดวงจิตของข้าถูกแยกออกจากกันก็เป็นความผิดพลาดของท่าน ไยท่านไม่แสดงความรับผิดชอบโดยการมอบของวิเศษสักชิ้นให้ข้าเล่า”
จ้าวลั่วซีเอ่ยพลางมองไปรอบๆเพื่อว่าจะเห็นตัวตนของเจ้าของเสียงชรา อันที่จริงจ้าวลั่วซีไม่รู้หรอกว่าเป็นความผิดพลาดของเขานางแค่ลองหยั่งเชิงเขาดูก็เท่านั้น
“เหอะ เหอะ” สิ้นเสียงหัวเราะจ้าวลั่วซีก็มาปรากฏกายขึ้นในคอนโดหรูของตนเอง นางมองไปรอบๆห้องด้วยความดีใจพลางเอ่ยว่า
“ที่แท้เมื่อกี้ก็เป็นเพียงความฝัน”
“ข้าให้เจ้าได้เพียงมิติแห่งนี้ สิ่งของในห้องนี้เมื่อเจ้ากินใช้เองจะไม่มีวันหมดแต่ถ้าเจ้านำไปให้ผู้อื่นกินใช้สิ่งของเหล่านี้ก็จะหมดลงตามปริมาณที่ถูกใช้ไป“
เสียงชายชราที่จ้าวลั่วซีได้ยินครานี้เป็นเหมือนสายฟ้าผ่าลงบนร่างนาง ที่แท้ก็ไม่ใช่ความฝันนางก็หลงดีใจนึกว่าได้กลับมาใช้ชีวิตที่สุขสบายในศตวรรษที่21เสียอีก
จ้าวลั่วซียังไม่ทันได้เอ่ยอันใดเจ้าของเสียงชราก็หายไปเสียแล้วไม่ว่านางจะตะโกนเรียกอย่างไรก็ไม่มีเสียงตอบรับ
จ้าวลั่วซีตะโกนจนหิวน้ำเลยหยุดตะโกนพลางเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำมาดื่มจนหมด เมื่อนางวางขวดเปล่าเข้าไปในตู้เย็นขวดน้ำที่ว่างเปล่าก็มีน้ำเต็มขวดดังเดิม
จ้าวลั่วซียิ้มจนหน้าบานพลางเดินไปนอนบนโซฟาครึ่งชั่วยามต่อมานางก็ถูกดีดจากคอนโดหรูมานั่งกอดเข่าอยู่บนแคร่ที่ถูกทำอย่างลวกๆ
จ้าวลั่วซีพยายามคิดหาวิธีเข้าไปในคอนโด หลังจากลองอยู่นานในที่สุดนางก็เข้าไปได้เพียงแค่เอ่ยคำว่า กลับห้อง และเมื่อจะออกมาก็ต้องเอ่ยคำว่า ไปข้างนอก
จ้าวลั่วซีใช้เวลาอยู่ในมิติคอนโดได้ครั้งละครึ่งชั่วยามเมื่อถูกดีดออกมานางก็จะกลับเข้าไปใหม่วนเวียนอยู่แบบนั้นจนรุ่งเช้านางถึงได้มานั่งอยู่บนแคร่อย่างสบายใจ
อันที่จริงจ้าวลั่วซีอยากจะนอนเป็นปลาเค็มแต่ก็มีงานรอให้ทำมากมายเหลือเกินนางจึงต้องหาตัวช่วย นางหาวหวอดพลางแบมือแล้วเอ่ยในใจว่า “กาแฟ1กระป๋อง”
กาแฟกระป๋องยี่ห้อดังปรากฏขึ้นบนฝ่ามืออวบอ้วน เมื่อกาแฟถูกดื่มจนหมดคาเฟอีนก็กระตุ้นให้จ้าวลั่วซีหายจากอาการง่วงนอน
กระป๋องกาแฟเปล่าถูกนางนำเข้าไปเก็บในตู้เย็นเมื่อแน่ใจว่ากระป๋องเก่าถูกแทนที่ด้วยกระป๋องใหม่จ้าวลั่วซีถึงออกจากคอนโดพร้อมแซนวิชไส้กรอกสามชิ้น
“นางโง่ออกมาเดี๋ยวนี้วันนี้ถ้าไม่ตีเจ้าให้ตายข้าจะไม่ใช้แซ่หลี่” เสียงแหลมสูงดังอยู่หน้าลานบ้านจ้าวลั่วซีรีบกลืนแซนวิชคำสุดท้ายลงท้องก่อนที่จะคว้าท่อนไม้ขนาดพอดีมือเดินสาวเท้าก้าวไปยังลานบ้าน
จ้าวลั่วซีกวาดสายตามองไปรอบๆก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงแหลมสูงนั้นคือย่าแท้ๆของนางในภพชาตินี้ ส่วนชายฉกรรจ์และสตรีร่างผอมที่ยืนอยู่ข้างๆหญิงชรานั้นคือลุงใหญ่และป้าสะใภ้ของนางนั่นเอง
ดวงตาหกคู่จ้องมองจ้าวลั่วซีด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชังประหนึ่งว่าจ้าวลั่วซีไปขุดสุสานบรรพบุรุษของพวกเขา
เมื่อเห็นท่อนไม้ในมือของจ้าวลั่วซีหญิงชราก็ส่งเสียงแหลมสูงกรีดร้องพลางลงไปนั่งตบขาตนเองบนพื้น “ฆ่าคนแล้วนางโง่จะฆ่าข้าแล้ว ฮือๆนางโง่ฆ่าบุตรชายของข้าไม่พอยามนี้ยังจะฆ่าข้าด้วยอีกคน”
เสียงกรีดร้องของหญิงชราทำให้คนที่กำลังจะขึ้นเขาไปหาผักป่าพากันเดินเลี้ยวมาชมดูว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ไยบ้านหญิงโง่ถึงได้มีเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ
หญิงชราเห็นว่ามีคนมาเยอะแล้วจึงเริ่มร้องไห้คร่ำครวญปากก็เอ่ยว่า “รีบช่วยกันจับนางโง่ไปถ่วงน้ำเถอะนางเป็นตัวซวยทำให้บิดามารดาตาย วันนี้ก็ยังจะสังหารข้าไม่แน่พรุ่งนี้นางอาจจะไปสังหารลูกๆของพวกเจ้าก็ได้”
คราแรกหญิงชราต้องการจะตีจ้าวลั่วซีให้ตายด้วยมือของตนแต่เมื่อเห็นท่อนไม้ในมือของนางด้วยความหวาดกลัวจึงคิดยืมมือชาวบ้าน แต่มีหรือที่จ้าวลั่วซีจะปล่อยให้นางได้ทำตามใจ
นางเอ่ยเสียงหวานแตกต่างกับรูปร่าง “ท่านพ่อท่านแม่ของข้าถูกหมาป่ากัดตายหาใช่ฝีมือของข้าและที่ข้าถือท่อนไม้ท่อนนี้ก็เพื่อใช้ป้องกันตัวหาได้นำมาใช้ทุบตีผู้อื่น”
ถ้อยคำของนางไม่ได้เข้าหูพวกชาวบ้านเลยสักนิดพวกเขากำลังตกใจที่นางเอ่ยวาจาเหมือนคนปกติไม่ได้ยิ้มอย่างโง่งมและพูดไม่กี่คำเหมือนในอดีต
หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมง
หนึ่งเค่อเท่ากับสิบห้านาที
ยามจื่อคือ 23.00-01.00 น.
ยามโฉ่วคือ 01.00-03.00 น.
ยามอิ๋นคือ 03.00-05.00 น.
ยามเหม่าคือ 05.00-07.00 น.
ยามเฉินคือ 07.00-09.00 น.
ยามซื่อคือ 09.00-11.00 น.
ยามอู่คือ 11.00-13.00 น.
ยามเว่ยคือ 13.00-15.00 น.
ยามเซินคือ 15.00-17.00 น.
ยามโหย่วคือ 17.00-19.00 น.
ยามซวีคือ 19.00-21.00 น.
ยามไฮ่คือ 21.00-23.00 น.
*หนึ่งพันอีแปะเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน
*สิบตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง
*1จิน=ครึ่งกิโลกรัม

