จ้าวเผิง
จ้าวลั่วซีเห็นอากัปกิริยาของพวกเขานางจึงใช้โอกาสนี้แต่งเรื่องมาหลอกชาวบ้านเสียเลย นางเอ่ยด้วยเสียงอันไพเราะว่า
“ท่านพ่อท่านแม่เป็นห่วงข้าจึงไม่อาจตายตาหลับท่านทั้งสองจึงพากันอ้อนวอนขอให้เทพภูเขาช่วยดลบันดาลให้ข้าหายดีเพื่อที่ข้าจะใช้ชีวิตอยู่ได้แม้ไม่มีพวกท่าน เทพภูเขาสงสารเลยยอมช่วย ที่ข้ารู้เรื่องนี้ก็เพราะว่าก่อนรุ่งสางท่านพ่อท่านแม่ได้มาเข้าฝันบอกให้ข้ารับรู้และยังบอกอีกว่าถ้าใครกล้ามารังแกข้าวิญญาณของท่านทั้งสองจะไปหาคนผู้นั้นทุกคืน“
เหล่าชาวบ้านเชื่อเรื่องเร้นลับจำพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อฟังจบจึงพากันยกมือท่วมหัวกล่าวถ้อยคำสรรเสริญเทพภูเขากันยกใหญ่ จะมีก็แต่หญิงชรากับลูกชายลูกสะใภ้ที่เนื้อตัวสั่นเทาก่อนที่จะพากันออกให้ห่างจากจ้าวลั่วซี
เมื่อไล่ชาวบ้านกลับไปได้สักพักก็มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งมาหานาง เขามีอายุราวสามสิบปีตามความทรงจำของเสี้ยวจิตชายผู้นี้คือท่านอาเล็กของนาง ทุกครั้งที่ท่านอาเล็กผู้นี้มาหาก็มักจะมีขนมมาให้นางเสมอนางจึงสรุปได้ว่าท่านอาเล็กผู้นี้เป็นคนดี
จ้าวลั่วซียังไม่ทันได้เอ่ยอันใดมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักก็ยื่นห่อขนมส่งให้นางพลางเอ่ยว่า “นางหนูบิดามารดาของเจ้าตายแล้วข้าเลยลาออกจากงานในเมืองกลับมาอยู่บ้านเพื่อจะได้ช่วยดูแลเจ้าแทนบิดา เจ้าไปเก็บของย้ายไปอยู่ที่เรือนข้าเถอะ“
จ้าวลั่วซีรับห่อขนมมาถือเอาไว้พลางเอ่ยเสียงหวาน “พวกเราแยกบ้านกันแล้วถ้าย้ายไปอยู่ที่เรือนของท่านอาคงไม่เหมาะสมนักเอาเป็นว่าข้าอยู่ที่นี่แล้วท่านอาค่อยมาเยี่ยมเยือนข้าเป็นครั้งคราวดีหรือไม่เจ้าคะ”
แม้ว่าจ้าวเผิงจะดีกับเจ้าของร่างแต่ตามความทรงจำของเสี้ยวจิตภรรยาของเขานั้นร้ายกาจและเห็นแก่ตัวมาก เมื่อใดก็ตามที่ได้พบนางก็มักจะหยิกนางจนแขนเขียวเป็นจ้ำๆ ให้นางไปอยู่ร่วมกับสตรีร้ายกาจผู้นั้นฝันไปเถอะ
จ้าวเผิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้ท่านอาสะใภ้ของเจ้าทำของกินมาส่งทุกวัน ท่านอาสะใภ้ของเจ้าเป็นคนจิตใจดีนางเห็นเจ้ามาตั้งแต่เล็กจึงรักและเอ็นดูเจ้าเหมือนลูกแท้ๆขาดเหลือสิ่งใดก็ไปบอกนางเข้าใจไหม”
จ้าวลั่วซีอยากจะกรอกตามองบนแต่ก็เกรงว่าท่านอาผู้นี้จะเห็นเข้า นางจึงหลับตาลงเพื่อสงบสติอารมณ์เมื่อลืมตาขึ้นนางก็ส่งยิ้มหวานให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาเจ้าคะข้าพึ่งจะหายดียังไม่รู้เรื่องอันใดมากนักท่านอาช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“ได้สิ” จากนั้นจ้าวเผิงก็เล่าเรื่องทุกอย่างที่จ้าวลั่วซีอยากรู้ให้นางฟัง จ้าวลั่วซีฟังอยู่นานจนหิวเลยนำขนมมาแกะกินระหว่างฟังเรื่องราวที่น่าสนใจ
ผู้เฒ่าจ้าวกับหญิงชราเสียงแหลมสูงคือท่านปู่กับท่านย่าของนาง ทั้งสองคนมีบุตรด้วยกันสามคนอันได้แก่ จ้าวเฟย,จ้าวเฝิงและจ้าวเผิง
บิดาของนางเป็นบุตรคนรองซึ่งไม่ได้รับความรักจากผู้เฒ่าทั้งสองเท่าใดนัก มิหนำซ้ำจ้าวเฝิงยังไม่มีบุตรชายสืบสกุลแต่งงานมาสิบกว่าปีมีเพียงบุตรสาวโง่หนึ่งคน ด้วยเหตุนี้งานหนักทุกอย่างจึงตกมาสู่บ้านรอง
ในยามนั้นจ้าวเผิงยังไม่แต่งภรรยาเขาทำงานเป็นเสี่ยวเอ้อร์ในเมืองจึงไม่สามารถมาช่วยแบ่งเบางานในมือบิดามารดาของจ้าวลั่วซีให้เบาลงได้
คราแรกจ้าวลั่วซีฟังถึงตรงนี้ในใจก็คิดว่านี่มันสถานการณ์ในนิยายชัดๆบ้านรองนอกจากจะต้องทำงานหนักแล้วคงกินไม่อิ่มท้องด้วยแน่ๆ แต่เสียงแหบพร่าเพราะเริ่มคอแห้งก็ตีแสกหน้านางเต็มๆ
“บิดาของเจ้ากลัวว่าเจ้าจะหิวจึงตักข้าวให้เจ้ากินมื้อละสามชาม ผู้เฒ่าทั้งสองเอ่ยห้ามอย่างไรเขาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ครั้นพอท่านลุงใหญ่ของเจ้าเป็นฝ่ายเอ่ยห้ามไม่ให้เขาเพิ่มข้าวให้เจ้า เขาถึงกับลงมือต่อยลุงใหญ่ของเจ้าจนเบ้าตาเขียวช้ำ“
จ้าวลั่วซีฟังถึงตรงนี้ก็หัวเราะลั่นด้วยความขบขัน จ้าวเผิงเห็นนางหัวเราะจึงหัวเราะตาม จ้าวลั่วซีหัวเราะจนพอใจแล้วจึงรินน้ำใส่ชามกระดกดื่มจนหมดแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาเล่าต่อสิเจ้าคะ”
จ้าวเผิงเปล่งเสียงแหบแห้งพลางชำเลืองมองถ้วยน้ำ “คราแรกพี่สะใภ้ใหญ่เสนอว่าให้นำเจ้าไปขายในบ้านจะได้ไม่มีตัวล้างผลาญ นางพึ่งจะพูดจบก็ถูกมารดาของเจ้าทุบตีส่งเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังไปสามบ้านแปดบ้าน“
ครานี้จ้าวลั่วซีหัวเราะดังกว่าเดิมพลางคิดในใจใครจะรับซื้อคนโง่เล่า จ้าวเผิงเห็นนางหัวเราะก็อยากหัวเราะตามแต่ลำคอเขาแห้งเกินกว่าจะส่งเสียงหัวเราะได้เขาไม่รักษามารยาทอีกต่อไปรินน้ำใส่ถ้วยกระดกดื่มจนหมดแล้วร่วมหัวเราะไปกับนาง
”แล้วเหตุใดท่านปู่ถึงยอมให้แยกบ้านล่ะเจ้าคะ“ จ้าวลั่วซีเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะคนในยุคโบราณตราบใดที่ผู้อาวุโสในบ้านยังมีชีวิตอยู่การแยกบ้านแทบจะไม่มีให้เห็น
จ้าวเผิงยิ้มบางพลางเอ่ย ”เพราะเจ้ากินเก่งอย่างไรเล่า ถึงแม้พี่รองกับพี่สะใภ้รองจะทำงานหนักแต่อาหารที่เจ้ากินวันเดียวผู้อื่นสามารถกินได้ห้าวัน ประกอบกับฟังคำยุแยงของบ้านใหญ่ว่าขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปคงต้องขายที่นาทั้งหมดมาเลี้ยงดูเจ้า ท่านปู่ของเจ้ากลัวเป็นจริงดังบ้านใหญ่ว่าจึงให้คนไปตามข้ากลับมาทำเรื่องการแยกบ้าน”
จ้าวลั่วซีชี้นิ้วอวบอ้วนเข้าหาตัวพลางเอ่ย “อ่อเป็นเพราะข้า”
จ้าวเผิงพยักหน้า “ใช่เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ”
จ้าวลั่วซียิ้มกว้าง “ถ้าเช่นนั้นท่านอาต้องดีกับข้ามากๆนะเจ้าคะถ้าไม่มีข้าท่านอาก็ยังต้องอยู่ร่วมกับบ้านใหญ่ต่อไปจนกว่าท่านปู่ท่านย่าจะตาย“
จ้าวเผิงแสร้งดุนาง “เจ้าเด็กนี่พูดเรื่องตายอันใดกันไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย”
เขาเงียบไปสักพักจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ยามนี้บิดาของเจ้าไม่อยู่แล้วข้าจะดูแลเจ้าเองปีนี้เจ้าก็อายุครบ17ปีเต็มตรงตามข้อกำหนดของราชสำนักถ้าเจ้าไม่แต่งงานจะต้องไปอยู่ค่ายทหารคอยรับใช้ทหารในค่าย”
จ้าวลั่วซีเบิกตากว้าง “รับใช้อันใดอย่าบอกนะว่ารับใช้เรื่องนั้น”
จ้าวเผิงพยักหน้า “เรื่องนั้นแหละแต่เจ้าไม่ต้องกังวลข้าจะรีบไปเสาะหาสามีให้เจ้ารับรองว่าทันก่อนที่ราชสำนักจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจค้นแน่นอน”
จ้าวลั่วซีทำได้เพียงก่นด่ากฏหมายบ้าบอของแคว้นที่สนับสนุนให้บุรุษมีภรรยาหลายคนจะได้มีลูกเยอะๆ ดังนั้นสตรีอายุครบ17ปีเต็มทุกคนต้องแต่งงานหากฝ่าฝืนก็จะถูกส่งไปรับใช้ทหารในค่าย แต่ก็มีสตรีที่ถูกยกเว้นไม่ต้องแต่งงานสตรีเหล่านี้ก็คือหญิงคณิกา
พูดคุยกันได้สักพักจ้าวเผิงก็ขอตัวกลับ จ้าวลั่วซีโบกมือลาจ้าวเผิงจวบจนแผ่นหลังของเขาหายไปจากครรลองสายตาจ้าวลั่วซีจึงปิดประตูรั้วแล้วแวบหายเข้าไปในมิติ
มิติที่นางได้รับมาคือคอนโดหรูที่นางอาศัยอยู่ก่อนที่นางจะทะลุมิติมา ภายในห้องกว้างขวางมีเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมสรรพ และที่สำคัญก่อนที่นางจะทะลุมิตินางซื้อของกินของใช้มาแบบจัดหนักจัดเต็มเพราะมันมีโปรลดราคาพอดีจะไม่ซื้อก็เสียดายใช่ไหมล่ะ
จ้าวลั่วซีลองเปิดประตูระเบียงกับประตูห้องดูก็พบว่าไม่สามารถเปิดออกได้หลังจากพยายามอยู่นานนางก็ล้มเลิกความตั้งใจ เอาเถอะเปิดไม่ได้ไม่เป็นไรอย่างน้อยน้ำไฟก็ยังใช้งานได้
จ้าวลั่วซีนอนกางแขนกางขาลงบนที่นอนเหม่อมองเพดานพลางครุ่นคิดถึงว่าจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรในยุคโบราณที่ไม่มีในประวัติศาสตร์แห่งนี้
ไม่ปล่อยให้จ้าวลั่วซีนอนสบายได้นานเมื่อครบครึ่งชั่วยามนางก็ถูกดีดออกมานั่งอยู่บนแคร่
คืนนี้จ้าวลั่วซีไม่ได้กลับเข้าไปนอนในมิติเพราะไม่อยากตื่นทุกครึ่งชั่วยามนางจึงหอบเอาท็อปเปอร์หมอนผ้าห่มออกมาปูนอนบนเตียงเตา
