กลายเป็นเขยแต่งเข้า
เฉินเหวินถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยมาแตะจมูกทำให้ท้องของเขาส่งเสียงร้องดังโครกคราก ไม่เพียงแต่เฉินเหวินเท่านั้นที่ถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมของเนื้อจ้าวเผิงก็ถูกปลุกให้ตื่นเช่นกัน
จ้าวเผิงหันมามองเฉินเหวินแวบนึงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “นางหนูเตรียมอาหารเช้าให้แล้วไปล้างหน้าล้างตาเถอะ”
บนโต๊ะกินข้าวมีโจ๊กเนื้อวางอยู่สามชามกลิ่นหอมของมันหอมตลบอบอวลชวนให้น้ำลายไหล จ้าวเผิงลอบกลืนน้ำลายเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นางหนูข้าไม่หิวเจ้ากับเฉินเหวินกินกันเถอะ”
จ้าวลั่วซีเข้าใจดีว่าที่จ้าวเผิงเอ่ยเช่นนี้ก็เพราะกลัวว่านางจะกินไม่อิ่ม “ข้าต้มโจ๊กไว้เยอะท่านอาช่วยข้ากินหน่อยหรือว่าท่านไม่อยากกินอาหารที่ข้าทำ”
พอรู้ว่าในครัวยังมีโจ๊กเหลืออยู่จ้าวเผิงก็ไม่เกรงใจอีกต่อไปโจ๊กเนื้อตรงหน้าถูกเขากินหมดอย่างรวดเร็ว จ้าวลั่วซียิ้มบางเติมโจ๊กให้เขากับเฉินเหวินอีกคนละชาม
จ้าวเผิงกินอิ่มแล้วก็ตบหน้าผากตนเองพลางเอ่ย “โอ๊ย!ข้าลืมซื้อชุดเจ้าสาวมาให้เจ้า”
จ้าวลั่วซียิ้มบาง “ข้ามีชุดสีแดงเจ้าค่ะ”
“ดีเลยถ้าอย่างนั้นเจ้ารีบไปเปลี่ยนเถอะข้าจะไปซื้อสุราสักครู่“ จ้าวเผิงเอ่ยพลางสาวเท้าเปิดประตูออกไป
“นางโง่” หญิงชราเพิ่งจะเอ่ยได้สองคำก็ต้องปิดปากเพราะผู้ที่เปิดประตูรั้วออกมาคือบุตรชายคนเล็กของนาง
จ้าวเผิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า “ในเมื่อมากันแล้วก็มาช่วยข้าจัดเตรียมพิธีเถอะ”
หญิงชราเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พิธีอันใด”
จ้าวเผิงยิ้มบาง “พิธีกราบไหว้ฟ้าดินของซีเอ๋อร์น่ะสิปีนี้นางหนูอายุ17แล้วขืนช้ากว่านี้ทางการมาจะไม่ทันการ ท่านแม่กับพี่สะใภ้ใหญ่ไปช่วยจัดเตรียมข้าวของเถอะข้าจะไปซื้อสุรา”
หญิงชรากับลูกสะใภ้มองนางกันด้วยรู้ดีว่าถึงแม้จ้าวลั่วซีจะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้บิดามารดาที่ตายไป แต่กฏหมายของแคว้นชิงหลัวระบุไว้แล้วว่าสตรีที่อายุ17ปีถ้ายังไม่แต่งงานไม่ว่าด้วยสาเหตุอันใดก็ตามจะต้องถูกนำตัวไปรับโทษที่ค่ายทหาร
หญิงชราเอ่ยโดยไม่รู้ตัวว่า “เจ้าสามบ้านเราไม่มีผลไม้“
จ้าวเผิงรีบเอ่ย ”บนเขาน่าจะมีพี่สะใภ้ใหญ่ท่านรีบขึ้นไปเก็บมาเถอะ“
”ได้ๆ ข้าจะรีบไปว่าแต่เจ้าเชิญใครมาร่วมงานบ้างล่ะ“ หลี่ซื่อเอ่ยพลางสาวเท้าเดินไปที่ภูเขาโดยไม่สนใจรอฟังคำตอบ
“ไม่ได้เชิญใครเลยนางหนูไม่อยากให้สิ้นเปลืองจึงทำเพียงแค่กราบไหว้ฟ้าดิน“ จ้าวเผิงเอ่ยเสียงดังเพราะกลัวหลี่ซื่อจะไม่ได้ยิน
หญิงชราตบเข่าดังฉาด “เหลวไหลหลานสาวแต่งงานทั้งทีไม่จัดงานใหญ่โตก็แล้วไปเถอะแม้แต่คนในตระกูลก็ไม่คิดจะเชิญอย่างนั้นหรือทำเช่นนี้จะให้พ่อเจ้าโกธรจนตายหรืออย่างไร”
จ้าวลั่วซีที่แอบฟังอยู่ในบ้าน เออ!ไม่ใช่ว่าเมื่อวานยายแก่นี่จะมาจับข้าถ่วงน้ำหรอกหรือเหตุใดวันนีจึงพูดจาผิดแผกไปจากเมื่อวาน
จ้าวเผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนแต่ในใจกำลังยิ้มร่า “แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า”
”ทำเช่นนี้ละกันเจ้าไปบอกพี่ใหญ่ของเจ้าให้เชือดไก่สักสองตัวแล้วไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านกับคนในตระกูลจ้าวมา” หญิงชราเอ่ยโดยที่ลืมไปเลยว่านางมาที่นี่เพื่อทวงโฉนดที่ดินหาได้มาจัดงานแต่งให้จ้าวลั่วซี
ครั้นพอผู้เฒ่าจ้าวรู้ว่าวันนี้จ้าวลั่วซีจะแต่งงานก็ฝืนสังขารลุกขึ้นจากเตียงเตาเอ่ยถามจ้าวเฟยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ยามนี้บ้านเรามีไก่กี่ตัว”
จ้าวเฟย “ห้าตัวขอรับ”
”แค่กๆ เชือดให้หมดแล้วนำไปเลี้ยงแขกเถอะ“
จ้าวเฟยเกาหัวแกรกๆพลางเอ่ยถาม ”ทั้งหมดเลยหรือขอรับ“
ผู้เฒ่าจ้าว ”อืม“
ถึงแม้จ้าวเฟยจะไม่ต้องการให้ไก่ในบ้านตกไปอยู่ในท้องผู้อื่น แต่เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งบิดาจึงทำได้เพียงพยักหน้าแล้วเรียกบุตรชายคนโตนามจ้าวหยางไปช่วยถอนขนไก่
ผู้เฒ่าจ้าวมองท้องฟ้าเมื่อเห็นว่าเวลาไม่เช้าแล้วจึงเลือกชุดที่ดีที่สุดที่ตนมีมาสวมใส่แล้วสั่งให้หลานชายคนรองนามจ้าวเฉียงมาช่วยพยุงเดินไปบ้านจ้าวลั่วซี
ไม่นานนักผู้เฒ่าจ้าวก็เดินเข้ามาในลานบ้านพร้อมกับเด็กหนุ่มอายุราว13ปี จ้าวลั่วซีเคยเห็นพวกเขาจากความทรงจำของเสี้ยวจิตเมื่อได้เห็นตัวจริงจึงมองพวกเขานานไปหน่อย
จ้าวเผิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นางหนูจำท่านปู่กับน้องชายไม่ได้หรือ“
”จำได้เจ้าค่ะแต่ทำไมวันนี้ท่านปู่ถึงดูเหมือนคนป่วยเลยล่ะ“
จ้าวเผิงสูดลมหายใจเข้าลึกพลางลูบศีรษะจ้าวลั่วซี ”ท่านปู่เสียใจจากการจากไปของบิดาเจ้าน่ะเลยนั่งอยู่หน้าหลุมฝังศพของพ่อเจ้าทั้งคืนเช้ามาก็ล้มป่วยเพราะต้องลมเย็นกินยามาหลายชุดแล้วไม่หายสักที”
จ้าวลั่วซีพึมพำเบาๆ ”น่าจะเป็นไข้หวัด“
จ้าวเผิงไม่ได้ยินที่จ้าวลั่วซีพูด เขารีบไปช่วยประคองผู้เฒ่าจ้าวให้นั่งลงบนเก้าอี้พลางเอ่ยเรียกหญิงชรา “ท่านแม่รีบมานั่งเถอะเวลาไม่เช้าแล้วเดี๋ยวจะพลาดฤกษ์ดีๆ”
”ฤกษ์ดีอันใดไม่ใช่ว่าเจ้าถือเอาฤกษ์สะดวกหรอกหรือ“ หญิงชราเอ่ยพลางพาตนเองมานั่งข้างผู้เฒ่าจ้าว
เฉินเหวินถูกจ้าวลั่วซีจับจูงมาอยู่เบื้องหน้าของผู้เฒ่าทั้งสอง ผู้เฒ่าจ้าวมองสำรวจเฉินเหวินหัวจรดเท้าแล้วจึงเอ่ยชม “หน่วยก้านไม่เลวชื่อแซ่อันใดเล่า”
“เฉินเหวิน” เฉินเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ผู้เฒ่าจ้าวขมวดคิ้ว “แซ่เฉินหรือ”
จ้าวเผิงรีบเอ่ย “ท่านพ่อเขาได้รับบาดเจ็บสลบไปสามวันสามคืนเมื่อฟื้นขึ้นมาจำได้แต่เพียงชื่อตนเอง ส่วนแซ่นั้นให้ใช้แซ่จ้าวของพวกเราละกันนะขอรับเดี๋ยวข้าจะไปบอกกล่าวกับหัวหน้าตระกูลเอง“
ผู้เฒ่าจ้าวกระชับเสื้อคลุม ”แค่กๆ อืม“
หญิงชรามองสำรวจเฉินเหวินแล้วส่ายหน้าพลางเอ่ย ”รูปร่างหน้าตาไม่เลวน่าสงสารที่ต้องมาแต่งกับหลานสาวอัปลักษณ์และยังเคยเป็นคนโง่ของข้า แต่ก็ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้เจ้าจำไม่ได้แม้กระทั่งแซ่ตนเองเล่า“
เฉินเหวิน ”…“
จ้าวลั่วซี”…“
ในขณะที่จ้าวลั่วซีและเฉินเหวินกราบไหว้ป้ายวิญญาณของบิดามารดา นางก็เบิกตากว้างเพราะได้ยินเสียงมารดาเอ่ยว่า “ในที่สุดพ่อกับแม่ก็ได้เห็นเจ้าเป็นฝั่งเป็นฝาครานี้ก็จากไปได้อย่างหมดห่วงเสียที”
เสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้นมาบ้างว่า “อย่าปล่อยให้ตนเองต้องทนหิวถ้ากินไม่อิ่มก็ให้สามีของเจ้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์มาให้กิน”
จ้าวลั่วซี”…”(เอาเถอะบิดาคงกลัวว่านางจะผอม)
จ้าวลั่วซีเอ่ยเสียงแผ่ว “ท่านทั้งสองไม่จากไปได้ไหมข้ารู้มาว่าการบำเพ็ญเพียรผีจะช่วยให้ท่านอยู่กับข้าได้“
อันที่จริงจ้าวลั่วซีไม่รู้หรอกว่าการบำเพ็ญเพียรผีทำได้จริงไหม นางเป็นนักเขียนนิยายเคยค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรมาบ้างยามต้องเขียนนิยายประเภทเทพเซียนจึงอยากให้พวกเขาลองทำดู
เสียงทุ้มต่ำของบุรุษและเสียงอ่อนโยนของสตรีเอ่ยพร้อมกันว่า “มีผู้มารับเราเข้าสู่*วัฏสงสารแล้วไม่ไปไม่ได้ลาก่อนลูกรัก”
สิ้นเสียงนั้นน้ำตาของจ้าวลั่วซีไหลอาบลงสองแก้มโดยไม่รู้ตัวนางเช็ดคราบน้ำตาพลางคิดในใจว่านี่ก็เป็นความรู้สึกผูกพันของเสี้ยวจิต
หลังจากนั้นจ้าวลั่วซีก็ถูกจับจูงไปซ้ายทีขวาทีจนในที่สุดก็มานั่งอยู่บนเตียงเตา ร่างอวบอ้วนเริ่มหิวลืมไปเลยว่าเมื่อกี้ยังเศร้าเสียใจกับการจากไปของบิดามารดาในภพชาตินี้
ลานบ้านของจ้าวลั่วซีเต็มไปด้วยคนตระกูลจ้าว หัวหน้าตระกูลเป็นชายวัยกลางคนอายุราวๆ 40ปี จ้าวเผิงแอบกระซิบบอกเฉินเหวินว่าหัวหน้าตระกูลมีนามว่าจ้าวหมิงตอนยังหนุ่มสอบได้ตำแหน่ง*ซิ่วไฉหลังจากนั้นก็ไม่มีหลังจากนั้นอีกแล้ว
แม้หัวหน้าตระกูลจะเป็นเพียงซิ่วไฉแต่สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ แล้วนี่คือตำแหน่งที่สูงส่ง ชาวบ้านจึงให้ความเคารพเขาไม่น้อยไปกว่าหัวหน้าหมู่บ้านเลย
จ้าวเผิงเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยค หัวหน้าตระกูลจ้าวก็มองสำรวจเฉินเหวินขึ้นลงอยู่สักพักจึงพยักหน้าตอบตกลงให้เฉินเหวินใช้แซ่จ้าว
จ้าวเผิงยิ้มร่าตบบ่าเฉินเหวินเบาๆพลางเอ่ย “ตอนนี้เจ้ากลายเป็นเขยแต่งเข้าของตระกูลจ้าวแล้ว ข้าก็ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าจะมีใครมารังแกนางหนูของข้าได้อีก ต้องขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้เจ้าความจำเสื่อมมิเช่นนั้นนางหนูของข้าคงต้องไปตกระกำลำบากโดนมารดาและเหล่าอนุของเจ้ากลั่นแกล้ง”
เฉินเหวินไม่เอ่ยอันใดปล่อยให้จ้าวเผิงพูดจ้ออยู่คนเดียวเขาทำเพียงแค่กรอกตามองบนเอือมระอากับจินตนาการสุดจะพรรณนาของจ้าวเผิง
*ซิ่วไฉ คือผู้ที่สอบผ่านระดับอำเภอ
*วัฏสงสาร คือวรจรของการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพุทธศาสนา
