บท
ตั้งค่า

ความในใจของจ้าวเฟย

จ้าวลั่วซีเข้าไปในมิตินำอาหารแช่แข็งในตู้เย็นมาอุ่นกินจนอิ่มก็มานั่งรอเจ้าบ่าวบนเตียงเตาเช่นเดิม นั่งรออยู่นานจนเมื่อยนางเลยนอนเสียเลย

ครึ่งชั่วยามต่อมาจ้าวเผิงก็พยุงเฉินเหวินมาส่ง “นางหนูตื่นขึ้นมาคล้องแขนดื่มสุรามงคลเสียก่อนพิธีแต่งงานจะได้สมบูรณ์”

จ้าวลั่วซีจำต้องนำแขนอวบอ้วนคล้องเข้าไปที่แขนผอมบางแต่แข็งแกร่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดื่มสุรามงคลหมดจอกนางก็เอ่ยว่า ”ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอา“

“เรื่องเล็กน้อยอย่างไรเสียเจ้าก็เป็นหลานสาวคนเดียวของข้าที่พี่รองทิ้งไว้ให้ไม่ดูแลเจ้าแล้วจะให้ข้าไปดูแลผู้ใดกัน” จ้าวเผิงเอ่ยพลางสาวเท้าก้าวเดินออกจากห้องเขาไม่ลืมที่จะปิดประตูให้คู่บ่าวสาวหมาดๆ

จ้าวลั่วซีส่งยิ้มให้เฉินเหวินที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จาพลางเอ่ย ”เจ้าจำอันใดไม่ได้ตัวข้าผู้นี้ก็ไม่อยากเอาเปรียบเจ้า เราสองคนจะเป็นสามีภรรยากันเพียงในนามเท่านั้นเมื่อความจำเจ้ากลับคืนเจ้าสามารถจากไปได้ทุกเมื่อแต่หนังสือหย่า”

นางเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็มองสบตากับเขาพลางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยว่า “เจ้าจะหย่ากับข้าได้ก็ต่อเมื่อครบกำหนดสามปีตามกฏหมายแคว้นชิงหลัวเท่านั้น“

เฉินเหวินรินสุราใส่จอกให้ตนเองและจ้าวลั่วซีพลางคิดในใจ นางรู้ว่าสตรีที่แต่งงานครบสามปีแล้วถูกสามีหย่าร้างจะไม่ถือว่ามีความผิดไม่ต้องไปรับโทษที่ค่ายทหารนางอาศัยช่องโหว่นี้เอาตัวรอดได้ถือว่านางยังมีความฉลาดอยู่บ้าง

จ้าวลั่วซีเห็นเขาเงียบไม่เอ่ยอันใดจึงร้อนใจเอ่ยอย่างหมดความอดทน “เจ้าว่าอย่างไรตกลงหรือไม่”

เฉินเหวินคิดในใจมาถึงขั้นนี้แล้วยังจะถามความคิดเห็นจากเขาอีกหรือช่างย้อนแย้งเสียเหลือเกินแต่กระนั้นเขาก็ยังพยักหน้าเอ่ยว่า “ตกลง”

ได้ยินคำตอบของเขาสีหน้าที่บึ้งตึงของจ้าวลั่วซีจึงเปลี่ยนมาเป็นยิ้มแย้มนางยกสุราดื่มจนหมดจอกแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคงหิวแล้วอาหารบนโต๊ะนี้เจ้ากินให้หมดเถอะ”

เฉินเหวินเลิกคิ้วอยากจะถามว่าให้ข้ากินหมดแล้วเจ้าล่ะแต่เมื่อคิดได้ว่าสตรีอ้วนอย่างนางถ้าไม่ไปกินอย่างอื่นจนอิ่มแล้วคงไม่เอ่ยอย่างใจกว้างเช่นนี้ เขาจึงตักอาหารเข้าปากโดยที่ไม่สนใจอันใดอีก

จ้าวเผิงส่งผู้ที่มาร่วมงานแต่งกลับไปหมดแล้วก็ปิดประตูรั้วบ้านพลางเอ่ยขึ้นมาลอยๆว่า “พี่รองพี่สะใภ้รองท่านจากไปอย่างสงบเถอะไม่เกินครึ่งเค่อนับจากนี้นางหนูก็จะมีสามีคอยดูแลแล้วล่ะ”

สายลมเอื่อยๆพัดผ่านใบหน้าของจ้าวเผิงเหมือนจ้าวเฝิงกำลังบอกเขาว่าขอบคุณมาก

ณ.บ้านใหญ่ตระกูลจ้าว

ผู้เฒ่าจ้าวถูกหลานชายทั้งสองช่วยพยุงมาถึงเรือนได้ก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วเอ่ยว่า “วันนี้ข้าสบายใจยิ่งนักไม่ต้องคอยกังวลแล้วว่าเจ้ารองจะไม่มีคนจุดธูปเผากระดาษไปให้”

วันนี้ฆ่าไก่ในบ้านจนหมดจ้าวเฟยจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็แค่แต่งเขยเข้าบ้านเองมิใช่หรือ”

ผู้เฒ่าจ้าวนั่งลงบนเตียงเตาพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง “เจ้ามีบุตรชายถึงสามคนจะไปเข้าใจอันใดหัวอกของคนที่ไม่มีทายาทสืบสกุล”

หลี่ซื่อรู้ว่าพ่อสามีเริ่มสั่งสอนจ้าวเฟยแล้วคงอีกนานกว่าจะหยุดนางไม่อยากฟังคำพร่ำบ่นด้วยจึงรีบส่งสัญญาณให้บุตรชายทั้งสามกลับเข้าห้อง ส่วนตัวนางเองก็เข้าครัวไปจุดไฟต้มน้ำร้อน

จ้าวเฟยดื่มสุรามาหลายกาสติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลางควบคุมตนเองไม่ได้ ครั้นได้ยินผู้เฒ่าจ้าวเอ่ยเช่นนี้จึงโต้เถียง “ถึงกระนั้นก็ไม่ควรฆ่าไก่หมดเล้าเพื่อนางเด็กโง่นั่น เดิมทีทางเราช่วยนางเด็กโง่นั่นจัดพิธีก็ดีมากแล้วท่านยังสั่งให้เชือดไก่ทั้งหมดมันสมควรหรือ”

“หยุดนะเจ้าใหญ่ในบ้านนี้การตัดสินใจของบิดาเจ้าเป็นใหญ่สมควรไม่สมควรใช่เรื่องที่ให้เจ้ามาตั้งคำถามหรือ“ หญิงชราตวาดลั่นพลางหยิบไม้กวาดมาฟาดลงบนหลังจ้าวเฟย

“แค่กๆยายเฒ่าเก็บของเราจะย้ายไปอยู่กับเจ้าสาม“ ประโยคเดียวของผู้เฒ่าจ้าวรวมกับความเจ็บที่แผ่นหลังทำให้จ้าวเฟยได้สติสร่างจากฤทธิ์สุรา

”ท่านพ่อข้าสำนึกผิดแล้วท่านพ่อให้อภัยลูกอกตัญญูคนนี้ด้วยเถิด“ เขาคุกเข่าลงตรงหน้าผู้เฒ่าจ้าวพลางลอบสังเกตสีหน้าของผู้เฒ่าจ้าวไปด้วย

หลี่ซื่อรีบออกมาจากครัวนางยกน้ำอุ่นใส่กะลังมังมาให้ผู้เฒ่าจ้าวแช่เท้าพลางเอ่ย “ท่านพ่อสามีอย่าโมโหไปเลยท่านก็รู้ดีกว่าใครว่าท่านพี่น่ะคออ่อนสุราเข้าปากยามใดก็มักจะพูดจาเพ้อเจ้อเลอะเลือนไปเรื่อย”

หญิงชราไม่อยากไปอยู่กับบุตรชายคนเล็กเพราะรังเกียจภรรยาของบุตรชายคนเล็กที่เป็นแม่ไก่ไม่ออกไข่ นางจึงแสร้งตีไปที่หลังของจ้าวเฟยอีกครั้ง

“ถ้ารู้ว่ากินแล้วเลอะเลือนคราหลังอย่าได้กินอีกสะใภ้ใหญ่ยังไม่รีบพาสามีของเจ้าไปนอนอีก”

เมื่อหลี่ซื่อพยุงจ้าวเฟยออกไปแล้ว หญิงชราจึงลูบหลังผู้เฒ่าจ้าวพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “วันนี้เป็นวันดีตาเฒ่าอย่าได้โมโหไปเลย”

ผู้เฒ่าจ้าวมองสบตากับหญิงชราเมื่อเห็นว่าหญิงชราไม่ได้โกธรเคืองตนเรื่องไก่เฉกเช่นบุตรชายคนโตเขาจึงปล่อยให้นางเช็ดเท้าจนแห้งแล้วล้มตัวลงนอน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel