บท
ตั้งค่า

บทที่ 6

หญิงรับใช้เม้มริมฝีปาก ก่อนก้มหน้าตอบเสียงเบา “เจ้าค่ะ แม่ทัพไม่โปรดฮูหยินมาแต่แรก”

แม้พอคาดเดาได้ แต่อันฉีก็ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ กดทับอก

“เพราะอะไร”

“เพราะการแต่งงานครั้งนี้มิใช่ความเต็มใจของแม่ทัพเจ้าค่ะ” หนิงเอ๋อพูดพลางมองไปทางประตูราวกับกลัวใครได้ยิน “ตอนนั้นแม่ทัพเพิ่งชนะศึกกลับมา ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาประทานรางวัลหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ…ท่าน”

คำว่า “ท่าน” ทำให้อันฉีเข้าใจทันที

ซูมี่ไม่ใช่เจ้าสาวที่เขาเลือก แต่เป็นรางวัลจากฮ่องเต้ เป็นสิ่งของที่ถูกมอบให้โดยไม่มีใครถามความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย

“แล้วซูมี่…ข้าหมายถึง ข้าทำผิดอะไรกับเขาหรือ”

หนิงเอ๋อส่ายหน้าเร็ว ๆ “ฮูหยินไม่เคยทำอะไรผิดเจ้าค่ะ เพียงแต่…คนในจวนลือกันว่าฮ่องเต้ประทานท่านมาเพื่อจับตาแม่ทัพ บางคนบอกว่าท่านเป็นสายสืบ บางคนบอกว่าท่านเป็นสตรีที่วังหลวงใช้ผูกมัดตระกูลหลี่ แม่ทัพจึงไม่เคยไว้ใจท่าน”

อันฉีนิ่งเงียบ ความทรงจำบางส่วนของซูมี่ผุดขึ้นมาในหัว ภาพหญิงสาวร่างบางแต่งชุดแดงในคืนวิวาห์ นั่งรอเจ้าบ่าวในห้องหอจนเทียนมงคลมอดดับ แต่ชายผู้นั้นไม่เคยก้าวเข้ามา เขาส่งเพียงคำพูดเย็นชาให้คนมาบอก

“บอกนางว่าอย่าหวังสิ่งที่ไม่ควรหวัง”

คืนนั้นซูมี่นั่งร้องไห้จนฟ้าสาง อันฉีหลับตาลง หัวใจเจ็บแทนเจ้าของร่างอย่างประหลาด

“แล้วเหตุใดนางยังรักเขา”

หนิงเอ๋อเงยหน้ามองนางอย่างตกใจ “ฮูหยิน…”

อันฉีรู้ตัวว่าพูดผิด จึงรีบแก้ “ข้าหมายถึง เหตุใดข้าถึงยังพยายามเอาใจเขา ทั้งที่เขาเย็นชาเช่นนั้น”

หนิงเอ๋อน้ำตาคลอ “เพราะฮูหยินไม่มีใครเจ้าค่ะ ท่านถูกส่งมาที่นี่เพียงลำพัง ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีญาติให้พึ่ง แม่ทัพคือสามีของท่าน หากแม้แต่เขายังไม่ปกป้องท่าน ท่านก็ไม่เหลือใครแล้ว”

คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง อันฉีมองมือของตัวเอง มือคู่นี้เคยกุมความหวังสุดท้ายไว้ที่ชายคนหนึ่ง แต่ถูกเขาปัดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า น่าสงสารเหลือเกิน ซูมี่

เสียงเคาะประตูดังขึ้นกะทันหัน หนิงเอ๋อรีบลุกไปเปิด ประตูแง้มออกพร้อมสาวใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านนอก ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย แววตาไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย

“ฮูหยินผู้เฒ่าให้มาตาม” สาวใช้คนนั้นพูดเสียงเรียบ “บอกว่าหากฮูหยินฟื้นแล้ว ก็ให้ไปคารวะที่เรือนใหญ่”

หนิงเอ๋อหน้าเสีย “ฮูหยินเพิ่งฟื้น ร่างกายยังอ่อนแอ จะให้ไปตอนนี้ได้อย่างไร”

สาวใช้ปรายตามอง “ข้าเพียงมาส่งคำสั่ง หากฮูหยินไม่ไป ก็ไปอธิบายกับฮูหยินผู้เฒ่าเองเถิด”

อันฉีเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “เจ้าชื่ออะไร”

สาวใช้ชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่เต็มใจ “บ่าวชื่อชุ่ยหลันเจ้าค่ะ”

“ชุ่ยหลัน” อันฉีเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเป็นฮูหยินของจวนนี้ ใช่หรือไม่”

ชุ่ยหลันนิ่งไป “ใช่เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเวลาพูดกับข้า ควรก้มหน้าหรือเชิดหน้า”

ใบหน้าของชุ่ยหลันเปลี่ยนสีทันที หนิงเอ๋อเองก็เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง

อันฉีจ้องสาวใช้ตรงหน้า ดวงตาอ่อนล้าทว่าคมกริบ “ข้าอาจเพิ่งฟื้นจากความตาย แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าลืมกฎระเบียบในจวน เจ้าจะให้ข้าสอนมารยาทใหม่หรือไม่”

ชุ่ยหลันกัดริมฝีปาก สุดท้ายจำต้องก้มหน้าลง “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”

“ออกไปรอข้างนอก ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”

“เจ้าค่ะ”

เมื่อประตูปิดลง หนิงเอ๋อรีบหันมาหาอันฉี สีหน้าทั้งตกใจทั้งดีใจ “ฮูหยิน ท่าน…ท่านไม่เหมือนเดิมเลยเจ้าค่ะ”

อันฉียิ้มบาง “คนที่เคยตายมาแล้ว ย่อมไม่อยากกลับไปอ่อนแออีก”

หนิงเอ๋อไม่เข้าใจความหมายแท้จริง แต่คำพูดนั้นทำให้นางรู้สึกว่าฮูหยินของตนเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

หลังจากเปลี่ยนเป็นชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย อันฉีก็ให้หนิงเอ๋อประคองออกจากเรือน แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่เธอบังคับตัวเองให้เดินตรง หลังไม่งอ และสีหน้าไม่แสดงความเจ็บปวดออกมา

จวนแม่ทัพกว้างใหญ่กว่าที่เธอคิด ทางเดินปูด้วยหินสีเทา มีสวนไผ่และบ่อปลาเรียงราย แต่บรรยากาศกลับเย็นชาไร้ชีวิตชีวา บ่าวไพร่ที่เดินผ่านต่างหยุดมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ บ้างเยาะเย้ย บ้างดูถูก บ้างซุบซิบโดยไม่คิดปิดบัง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel