บทที่ 3
“พี่ก็รักเธอ อันฉี พี่รักเธอ ได้ยินไหม พี่รักเธอ!”
อันฉีได้ยิน…เธอได้ยินชัดเจน และนั่นคือเสียงสุดท้ายที่เธอพกติดไปกับความมืด ลมหายใจของเธอค่อย ๆ แผ่วลง มือที่พยายามจับโทรศัพท์ร่วงตกลงบนพื้นรถ ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเปื้อนเลือดแนบกับแก้มซีดขาว ดอกลิลลี่ที่เคยบริสุทธิ์ถูกน้ำฝนชะจนกลีบร่วงโรย โลกทั้งใบดับวูบ ทว่าก่อนสติสุดท้ายจะเลือนหาย อันฉีคล้ายได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากที่ไกลแสนไกล ไม่ใช่เสียงไซเรน ไม่ใช่เสียงฝน และไม่ใช่เสียงของเลสลี่ เป็นเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ร้องไห้อย่างโดดเดี่ยว
“ช่วยข้าด้วย...”
อันฉีอยากถามว่าใคร แต่ริมฝีปากไม่มีแรงอีกแล้ว
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เศร้าสร้อยราวกับถูกขังอยู่ในความมืดมานานแสนนาน
“ได้โปรด...มีชีวิตแทนข้าที...”
ทันใดนั้น ความมืดรอบตัวพลันแตกออกเป็นแสงสีขาวเจิดจ้า ร่างของอันฉีคล้ายถูกกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ดึงให้จมลงไปในห้วงลึกไร้ที่สิ้นสุด เสียงฝน เสียงรถ เสียงร้องของเลสลี่ ทุกอย่างถูกกลืนหายไป เหลือเพียงความหนาวเย็นที่กัดลึกถึงวิญญาณ
และในห้วงสุดท้ายนั้น เธอเห็นภาพเลือนรางของชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหมอก ใบหน้าของเขาเหมือนเลสลี่ทุกประการ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็ง เขามองเธอด้วยความรังเกียจ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“ซูมี่...เจ้าช่างน่าชังนัก”
อันฉีสะดุ้งในความมืด...ซูมี่? …ใครคือซูมี่? ก่อนที่เธอจะทันเข้าใจ ร่างทั้งร่างก็ร่วงหล่นลงสู่ห้วงแสงประหลาด ราวกับโชคชะตากำลังพลิกหน้ากระดาษบทใหม่ให้แก่เธอ
เจ้าสาวที่ไม่มีวันได้แต่ง ได้ตายลงกลางสายฝน แต่อีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ฮูหยินที่ถูกทุกคนชิงชัง กำลังจะลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง. ความหนาวเย็นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ราวกับอันฉีกำลังจมอยู่ใต้ทะเลน้ำแข็ง
เสียงฝน เสียงไซเรน และเสียงร้องไห้ของเลสลี่ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความเงียบอันน่าหวาดหวั่น ก่อนที่ความเจ็บปวดหนักหน่วงจะแล่นผ่านศีรษะราวกับมีใครใช้ค้อนทุบอย่างแรง
อันฉีขมวดคิ้วด้วยความทรมาน เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น กลิ่นแปลกประหลาดลอยเข้ามาในจมูก เป็นกลิ่นสมุนไพร กลิ่นไม้เก่า และกลิ่นควันธูปจาง ๆ ไม่ใช่กลิ่นโรงพยาบาล ไม่ใช่กลิ่นเลือดในรถ แล้วนี่มันที่ไหนกัน?
“ฮูหยิน! ฮูหยินฟื้นแล้ว!” เสียงผู้หญิงดังขึ้นใกล้หู ทำให้อันฉีสะดุ้ง เธอพยายามลืมตาขึ้นช้า ๆ ภาพตรงหน้าพร่ามัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ชัดเจน
เพดานไม้แกะสลัก ม่านผ้าไหมสีซีด ตะเกียงน้ำมัน ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนฉากในซีรีส์ย้อนยุคที่เธอเคยดู อันฉีนิ่งงัน หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“ที่นี่…” เสียงของเธอแหบพร่าอย่างหนัก หญิงสาวในชุดโบราณรีบประคองเธอลุกขึ้น สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความดีใจจนแทบร้องไห้
“ฮูหยิน ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว! บ่าวคิดว่าท่านจะ…” หญิงสาวชะงักก่อนกลืนคำพูดลงคอ
อันฉีมองนางอย่างมึนงง “คุณ…เป็นใคร?”
หญิงสาวตาโตทันที “ฮูหยิน ท่านจำบ่าวไม่ได้หรือ? บ่าวหนิงเอ๋อไงเจ้าคะ”
หนิงเอ๋อ? ฮูหยิน? คำเรียกเหล่านั้นทำให้อันฉีสับสนหนักกว่าเดิม เธอก้มมองตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง มือคู่นี้…ไม่ใช่มือของเธอ มันขาวซีด เล็กกว่าเดิม และเต็มไปด้วยรอยแดงคล้ายถูกของมีคมบาดหลายแห่ง อันฉีรีบยันตัวลุก แต่ทันทีที่ขยับ ศีรษะกลับปวดแปลบจนภาพตรงหน้าสั่นไหว
ภาพจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง เด็กสาวตัวเล็กกำลังคุกเข่าท่ามกลางหิมะ เสียงดุด่าของหญิงสูงวัย มือที่ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว แววตาเย็นชาของชายผู้หนึ่ง
“ซูมี่ เจ้ามันน่ารังเกียจ”
อันฉีสะดุ้งเฮือก มือกุมศีรษะอย่างทรมาน “โอ๊ย…!”
“ฮูหยิน!” หนิงเอ๋อตกใจรีบเข้าประคอง “ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ!”
อันฉีหอบหายใจแรง ความทรงจำแปลกประหลาดยังคงพุ่งเข้ามาไม่หยุด ราวกับชีวิตของใครอีกคนกำลังถูกยัดใส่สมองของเธอ
