บทที่ 6 นางกำนัลชุดใหม่
องครักษ์ตวนเหยียนที่พอจะหายไข้ ไม่สิต้องรีบหายเพื่อ ตวนอ๋องกำลังจะทำเรื่องที่ปวดหัวยิ่งกว่าเดิม เขามองดูนางกำนัลชุดใหม่ที่ถูกคัดมาเพื่อดูแลพระชายาเอกเจียหลิง
ที่ไม่รู้ว่าท่านอ๋องของเขาไปหามาจากไหน เพราะวันๆ เขาเห็นท่านอ๋องอยู่แต่กับจิ้งจอกตัวน้อย หรือเพราะท่านอ๋องอยู่กับศึกสงครามมากไปสติเลยฟั่นเฟือน ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวเขาเลยหันมาสนใจนางกำนัลดังกล่าว
กวาดสายตามองตั้งแต่คนแรกดูท่าทางบึกบึนเหมาะสำหรับไปทำงานหนักมากกว่าดูแลคนเขาจึงส่ายหน้า แล้วมองคนถัดไปคนนี้ก็ผอมไป อีกคนก็อ้วนไป สายหน้าไม่พอใจจนถึงคนสุดท้ายก็พบใบหน้านางกำนัลก้มลงต่ำมองไม่ออกว่าหน้าตายังไง
“เงยหน้า”
นางกำนัลเงยหน้าตามคำสั่งท่านองครักษ์ แวปแรกเขารู้สึกตกใจที่เจอคนที่คุ้นเคยหลังจากไม่เจอกันมาเกือบห้าปี “ผินเออร์”
เสี่ยวผินเงยหน้ามองคนเรียกชื่อนางมองคนตรงหน้าแล้วพูด
“พี่เหยียน” ตอนนี้องครักษ์ตวนเหยียนได้คนที่จะดูแลพระชายาคนใหม่แล้ว เขาจึงให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงาน จากนั้นก็หันมาสอบถามนางต่อ
“เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่”
“เมื่อสองเดือนก่อนท่านพ่อท่านแม่ข้าป่วยด้วยวัณโรคข้าในตอนนั้นต้องหาเงินทำศพพวกท่านจึงได้ขายตัวมาเป็นบ่าว พ่อบ้านลู่ผ่านไปพบข้าเข้าก็เลยซื้อข้ามาทำงานในจวน”
เขาค่อนข้างตกใจ “เจ้าทำงานในจวนทำหน้าที่อะไร”
“ก่อนหน้าทำงานในโรงครัวเจ้าค่ะ”
ถึงว่าเขาไม่เคยเห็นนางมาก่อน “ต่อหน้าข้าเจ้าก็เรียกพี่เหยียนตามเดิม แต่หากอยู่กับคนอื่นยังไงก็ต้องเรียกตามมารยาทเข้าใจไหม”
สำหรับเขาแม้จะรู้จักกันแต่เรื่องงานก็สำคัญกว่าสิ่งใด ชายหนุ่มพานางไปยังโรงเตี๊ยมด้านนอกเพื่อไปยังห้องของหวางเฟยที่ตวนอ๋องจัดเตรียมไว้ให้
เสี่ยวผินมองเจ้าสาวที่แต่งกายพร้อมนางก็รีบแนะนำตัว
“หม่อมฉันชื่อเสี่ยวผินเพคะ”
เจียหลิงเปิดผ้าม่านสีแดงมองกำนัลหน้าตาจิ้มลิ้มก็ยิ้มตอบ
“เจ้าประคองพระชายาไปยังเกี้ยวด้านนอก” แม่สื่อแนะนำสาวใช้คนใหม่
เสี่ยวผินรีบทำตามแล้วประคองเจ้าสาวไปยังเกี้ยวด้านนอกเพื่อออกเดินทางไปยังจวนตวนอ๋อง เสียงประทัดดนตรีขับร้องทั่วถนน จิ้งจอกน้อยเปิดมองผู้คนที่กำลังมุงดูด้วยรอยยิ้ม แต่นางก็ยังไม่รู้สึกอะไรนอกจากความตื่นเต้นไร้เดียงสา
จนกระทั่งถึงจวนตวนอ๋อง เจ้าบ่าวก็ออกมารับนางถึงหน้าประตูมือนางวางลงบนมือเขา กำลังจะก้าวเดินเข้าไปด้านในก็มีเสียงรถม้าอีกคนวิ่งมาอย่างรวดเร็ว
ตวนอ๋องหลิวหยางหันมองรถม้าที่ประดับยศตรงหน้าก็ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิมหันมองไปยังองครักษ์ของตนที่ก้มหน้าสำนึกผิด สตรีที่ก้าวลงจากรถม้านั้นเป็นมารดาของเขา
กุ้ยเฟยซูเฉียนสตรีหน้าตางดงามกาลเวลาไม่เคยทำให้ความงามของพระนางงดงามลง ใบหน้าที่เฉียบคมไม่ยอมคนนั้นหันมองบุตรชายของตน ก่อนจะมองสตรีข้างตัวที่สวมชุดมงคลสีแดงในใจกุ้ยเฟยก็คิดว่าตัวเองยังมาทันเวลา
ตวนอ๋องหันมองสตรีอีกคนที่เดินตามหลังมารดา แต่เขาก็ทำเป็นมองไม่เห็นหันมาสนใจมารดาที่เดินตรงมาหาเขา
กุ้ยเฟยก้าวเดินไปหาบุตรชาย ตวนอ๋องหลิวหยางรีบคุกเข่า
“ลูกคารวะท่านแม่ ขอท่านแม่ทรงสุขสำราญพ่ะย่ะค่ะ”
นางจะสุขสำราญได้ยังไง เมื่อบุตรชายที่เป็นความหวังของนางกำลังจะแต่งสตรีบ้านๆ ที่ไหนไม่ทราบ
“แม่ไม่อนุญาตให้พวกเจ้าแต่งงานกัน”
จิ้งจอกน้อยได้ยินก็สงสัยจึงเปิดผ้ามงคลออก ทำให้กุ้ยเฟยมองเห็นหน้าเจ้าสาวของบุตรชาย ใบหน้านางน้อยงดงามดุจดารุณีอัปสรสวรรค์ ยิ่งเป็นแบบนี้กุ้ยเฟยก็ยิ่งไม่อยากให้บุตรชายเขาแต่งงาน
ตวนอ๋องลุกขึ้นแล้วหันมองเจ้าสาวของเขาจากนั้นก็ปิดผ้ามงคลกลับดังเดิม “ลูกไม่ได้ขอความเห็นท่านแม่”
“หลิงหยาง!!” ไม่ทันแต่งเข้าจวนบุตรชายก็คิดอกตัญญูกับมารดาแล้ว
“กุ้ยเฟยโปรดระงับความโกรธด้วยเพคะ” เสียงหญิงสาวที่อยู่ข้างกายรีบเอ่ยปลอบ กุ้ยเฟยหันมองแล้วเอ่ย “องค์หญิงอย่าห้ามกระหม่อมเลยเพคะ”
องค์หญิงไฉเยี่ยหันมองตวนอ๋องผู้เป็นหลาน แต่นางมีอายุห่างจากเขาเพียงแค่สองปีเท่านั้น มองบุรุษตรงหน้าที่เติบโตกับนางมาตั้งแต่วัยเยาว์
เมื่อสองปีก่อนนางต้องแต่งออกจากแคว้นหลิวเพื่อไปแต่งงานกับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน “เฉินฝูฉาง” จนเกิดเรื่องบาดหมางกันนางจึงหนีกลับมาแคว้นหลิวดังเดิม ตั้งใจจะหย่าขาดจากอีกฝ่าย
หากแต่องค์รัชทายาทเฉินฝูฉางกลับไม่ยอมหย่าขาดจากนางและตอนนี้เรื่องกำลังระอุขึ้นทีละนิด นางจึงเดินทางมาพร้อมกับกุ้ยเฟยเพื่อหวังเจรจาทัพของอีกฝ่ายที่กำลังประชิดเข้าเมืองหลวง
ตวนอ๋องหลิวหยางมององค์หญิงไฉเยี่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ และไม่เอ่ยสิ่งใดนอกจากหันมาอุ้มจิ้งจอกน้อยที่ไม่รู้เรื่องก้าวข้ามประตูโดยไม่ฟังคำของอีกฝ่าย
เมื่อเข้ามาถึงด้านในเขาก็สั่งให้คนนอกออกไปเหลือเพียงแค่กุ้ยเฟยผู้เป็นมารดาและองค์หญิงไฉเยี่ย
“ลูกกับนางเมื่อคืนพวกเราได้กราบไหว้ฟ้าดินแล้ว”
“หลิวหยาง!! การกระทำเช่นคนป่าแบบนี้เจ้านับว่าเป็นพิธีที่สมบูรณ์ได้เยี่ยงไร ยังไงนางก็แค่สตรีอุ่นเตียงมิมีสิทธิเป็นพระชายา”
จิ้งจอกได้ยินก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย เพราะอยากหาทางหนีอยู่แล้ว แต่คนอื่นมองว่านางประชดประชันมีแต่ตวนอ๋องคนเดียวที่มองออก
“แม่สื่อพาเจ้าสาวไปในห้อง” ไม่ต้องมีแล้วพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน
“ลูกแต่งตั้งนางเป็นพระชายาแล้ว มิมีผู้ใดที่จะคัดค้านได้อีก ตราสารแต่งตั้งก็กำลังเดินทางไปเมืองหลวงคิดว่าอีกไม่ช้าเสด็จพ่อก็จะได้เห็นแน่นอน”
ลูกไม่รักดีถึงกับเอาฮ่องเต้มาขู่นาง “เสด็จแม่ท่านตรองดูเถิดในสถานการณ์แบบนี้ลูกแต่งกับนางดีที่สุด”
กุ้ยเฟยที่กำลังจะเถียงก็เถียงไม่ออกที่บุตรชายพูดก็จริง เพราะว่าขุนนางล้วนสนับสนุนให้เขาขึ้นเป็นรัชทายาท เลยทำให้เขาถูกไล่ออกมาเฝ้าชายแดนอยู่นอกเมืองเช่นนี้
หากบุตรชายตนจะแต่งงานกับบุตรีขุนนางก็ต้องถูกจับตามองแน่นอน หากไม่แต่งด้วยอายุอานามบุรุษรุ่นเดียวกับเขาก็มีลูกเป็นโหลแล้ว หากแต่งสตรีนางนี้แล้วมีบุตร นางค่อยหาทางลดตำแหน่งอีกครั้งก็ยังไม่สาย
กุ้ยเฟยหันมองไปยังองค์หญิงไฉเยี่ยสตรีอีกนางที่เป็นตัวเลือกที่ดี คิดว่าหากเป็นนาง หลิวหยางต้องไม่ปฏิเสธแน่นอนด้วยเพราะนางรู้แก่ใจว่าบุตรชายยังรักปักใจกับเสด็จอาของตนเองอยู่
ฝั่งตวนอ๋องกำลังเจรจาเพื่อหาทางออก ที่เขาไม่มีทางเห็นด้วยที่จะยกเลิกการแต่งงาน ส่วนทางด้านจิ้งจอกน้อยนั้นกำลัง…
เจียหลิงดึงผ้ามงคลออกมา เสี่ยวผินก็รีบห้ามปราม
“หวางเฟยดึงออกเองไม่ได้นะเพคะ ต้องให้ท่านอ๋องเป็นคนเปิด”
“เพื่ออะไร?”
“เจ้าสาวก็ต้องให้เจ้าบ่าวมาเปิดเพคะ”
“พวกเราเข้าพิธีมงคลแล้วเมื่อคืน นั่นเรียกไม่นับเหรอ” นางถามอย่างหน้าตาเฉย จนเสี่ยวผินเองต่างหากที่หน้าแดงก่ำ “หวางเฟยจะกล่าวเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ เรื่องพวกนี้เราไม่พูดกัน”
เรานะเราไหนนางอยากรู้ นางก็แค่พูดความจริง เจียหลิงไม่สนใจสาวใช้แล้วเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อมองดูว่ามีทหารเฝ้ายามเยอะไหม พอเห็นปลอดคนก็หันมาเปิดประตูแทนแล้วยกกระโปรงสีแดงรุ่ยร่ายนั่นเพื่อหลบไปยังป่าไผ่ด้านหลัง
“หวางเฟยจะไปไหนเพคะ”
“เราจะไปห้องน้ำ” ข้ออ้างนี้ดูจะง่ายที่สุด หลังจากนั้นเสี่ยวผินก็รีบวิ่งตามพระชายาเจียหลิงไปยังห้องน้ำด้านหลัง หญิงสาวรีบเข้าไปจากนั้นก็พยายามรวบรวมลมปราณ ก่อนจะแปลงกายเป็นจิ้งจอกมุมปากเจ้าเล่ห์ยกยิ้มเมื่อแปลงร่างสำเร็จ ก่อนที่นางจะกระโดดออกไปทางช่องด้านหลังแล้วหายไปในป่าไผ่ คิดเสียดายที่ไม่มีโอกาสนี้บนเขา
เสี่ยวผินที่หันมองความเงียบอยู่นานก็เริ่มร้อนใจ จึงพยายามเรียกอีกฝ่ายเรียกอยู่นานจนในที่สุดก็พบความผิดสังเกตกำลังหันหลังไปให้คนตามมาช่วยก็หันไปเจอตวนอ๋องพอดี
อีกฝ่ายเดินมาถึงก็ใช้เท้าถีบประตูจนพังมองเห็นชุดเจ้าสาวสีแดงที่หล่นบนพื้น แต่ไร้คนสวมใส่กรามเขาขบแน่นด้วยความโกรธ
“หลิงเออร์” เขาจับนางร่วมเตียงเพราะกลัวจิ้งจอกหนี แต่เจ้ากรรมจิ้งจอกตัวนั้นไม่สำนึกสักนิดว่าตัวเองแต่งงานมีสามีแล้วไม่ควรจากไปเช่นนี้
อย่าให้เจอตัวเชียวนะจิ้งจอกน้อย คราวนี้เปิ่นหวางจะถลกหนังเจ้าไม่ให้เหลือพอจะไปไหนมาไหนได้อีก
เจียหลิงเจ้าจิ้งจอกน้อยรีบหนีออกไปจากจวนอ๋องแต่ก็เหมือนวนเวียนอยู่ป่าไผ่ด้านหลัง นางจำได้ว่าตอนเข้ามาไม่ได้วกวนเช่นนี้นะ แล้วทำไมตอนนี้ถึงดูเหมือนกำลังเดินอยู่ในวงกต
ไม่รู้ว่าการหนีคราวนี้จะหนีรอดมือนักพรตเยว่เทียนหรือเปล่า แต่การอยู่กับมนุษย์น่าปวดหัวพวกนั้นไม่ใช่ชีวิตที่นางปรารถนาจะใช้เวลาไปอีกห้าปีข้างหน้าแน่นอน
เมื่อคิดได้ว่าความคิดนี้ดีที่สุดนางก็พยายามหนีออกไป จนกระทั่งมองเห็นทางที่ตัวเองเข้ามาคราวก่อน มุมปากนางยกยิ้มอย่างดีใจรีบเร่งตรงไปยังจุดดังกล่าว
ก้าวเพียงก้าวเดียวก็มีตาข่ายขนาดใหญ่ตกลงมากักขังนางเอาไว้ เจียหลิงพยายามเร่งฝีเท้าแต่ก็ไม่ทันอยู่ดี สุดท้ายแล้วก็ต้องตกอยู่ในตาข่ายดังกล่าว พอเงยหน้าก็พบว่าเป็น...
“เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางจะโง่ให้เกิดครั้งที่สองงั้นเหรอ”
นั่นนะซิ เพราะดูจากป่าไผ่ที่เปลี่ยนไปจากเดิม นางก็ลืมเรื่องกับดักของเขาไปสนิท
ตวนอ๋องหลิวหยางย่อตัวลงมองจิ้งจอกน้อย “เจ้าเป็นชายาเปิ่นหวางแล้วอย่าได้คิดหนีไปไหนอีก”
ก็ไม่อยากจะหนีหรอก ถ้าหากเขาย่อมปล่อยไปดีๆ บางทีนางอาจจะกลับมาอีกก็ได้ พอเป็นแบบนี้นางควรเจรจาก่อนดีไหม? เงยหน้ากำลังจะพูดก็จำได้ว่าตัวเองเป็นจิ้งจอกจึงแปลงร่างกลายเป็นมนุษย์เช่นเดิม
เปิ่นหวางจึงดึงตาข่ายดักจิ้งจอกออก จากนั้นก็ถอดเสื้อคลุมสวมใส่ให้นาง “ข้าอยากกลับไปยังเผ่าสักครั้ง ออกมานานเช่นนี้ฝั่งโน่นอาจจะเป็นห่วงและอาจจะมีคนมาตามข้าก็เป็นได้”
นางคิดว่าอย่างนั้นนะ ถ้าไม่ถูกไล่ออกจากเผ่าเพราะชอบก่อเรื่องบ่อยๆ เช่นที่ผ่านมาจนผู้คนเริ่มเอือมระอากับนางไปแล้ว แต่กระนั้นนางก็ยังทำสีหน้าจิ้มลิ้มใส่เขาอย่างใสซื่อหวังให้เขาเห็นใจยอม
ขนตางอนกะพริบขึ้นลงนั้นมันน่าตีนัก เขาจึงใช้นิ้วดีดเข้าที่หน้าผากนางจากนั้นก็ประคองขึ้น
“เจ้าเพิ่งแต่งงานกับเปิ่นหวาง ยังไงก็ไปตอนนี้ไม่ได้ จะให้เปิ่นหวางตอบเสด็จแม่ยังไงว่าเจ้าสาวหายไปตั้งแต่เข้าหอวันแรก”
เขาอ่อนให้นางแล้ว ส่วนนางก็ยิ่งเป็นคนเห็นใจคนอยู่พอเห็นว่าเขาเดือดร้อนจากการกระทำของนางแน่ๆ นางก็เริ่มใจอ่อน
“แต่ถ้าข้าจะไป”
“รออีกสักสัปดาห์ ถึงเวลาเปิ่นหวางจะไม่ห้ามเจ้า แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะกลับมาเช่นกัน”
ดูเหมือนการเจรจาครั้งนี้จะได้ผลกว่าการบังคับจิตใจ เขานึกอยู่แล้วว่าคนดื้อเช่นนาง บอกว่าห้ามไปก็จะไป บอกว่าอยู่ได้ก็จะลังเล เพราะพยายามหลอกจิ้งจอกเขาจึงอ่อนลงกว่าผู้ใดในใต้หล้าจริง
“เปิ่นหวางยอมเจ้าขนาดนี้เจ้าจะคิดทิ้งเปิ่นหวางไปจริงๆ เหรอ” เสียงทุ้มออดอ้อนข้างหูนั้นทำให้นางใจอ่อนจริงๆ
สองมือน้อยจึงยกขึ้น “ท่านสัญญา”
ตวนอ๋องมองนิ้วโป้งนางก็แปะลงไปประทับเพื่อเป็นคำสัญญาให้จิ้งจอกน้อย “ถ้าเช่นนั้นข้ากลับไปก็ได้”
พูดจบเขาก็อุ้มนางตัวลอย “ไหนๆ ก็มาแล้วพวกเราแวะที่หนึ่งก่อนจะดีกว่า”
คิ้วจิ้งจอกถามเขาอย่างสงสัยแต่ก็ได้รับคำตอบมุมปากเจ้าเล่ห์กลับแทน ไม่นานนางก็ได้คำตอบเมื่อมองเห็นน้ำพุหินตรงหน้า ควันที่กำลังลอยฟุ้ง ตัดกับสีหิมะที่กำลังตกเกาะติดขอบบ่อ
“เจ้าอยากอาบน้ำอุ่นไหม”
“อยากเจ้าค่ะ” เสียงใสรีบตอบโดยไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกไม่กี่เพลาข้างหน้า
นางถอดเสื้อคลุมของเขาแล้วก้าวย่างลงไปยังบ่อน้ำพุ ตวนอ๋องก็พร้อมใจที่จะถอดเสื้อออกจนหมดแล้วนำพาอาวุธลงไปทดสอบในอ่างน้ำตรงหน้าเช่นกัน
เจียหลิงไม่ได้สนใจเขา นางดำผุดดำว่ายในอ่างอย่างมีความสุข น้ำอุ่นขับกับอากาศเย็นยิ่งทำให้นางรู้สึกอยากนอนแช่ทั้งวัน
ตวนอ๋องมองจิ้งจอกน้อย ปกติเขาเข้าหอกันบนเตียง ส่วนเขาก็เข้าหอกันบนน้ำพุร้อนแทน ดูๆ ไปแล้วก็ไม่เหมือนใครและเขาก็พอใจมากเช่นกัน
หลังจากนางแหวกว่ายอย่างพอใจแล้วเขาก็คว้าเอวนางมาแนบชิดเอาไว้ “ถึงเปิ่นหวางอนุญาตให้เจ้าเป็นอิสระแล้ว แต่เจ้าก็ยังมีโทษติดอยู่เรื่องที่หนีมา”
เจียหลิงมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ จนกระทั่งใบหน้านั้นก้มลงจูบนางเพื่อมองความอบอุ่นทางกายแทนคำตอบ ลิ้นร้อนส่งเข้าไปในปากของนาง หญิงสาวเผลอตอบรับโดยไม่รู้ตัว เหมือนจะรู้ว่าเขาจะทำยังไงต่อ
“ดูเหมือนเจ้าจะเรียนรู้เร็วมาก”
เจียหลิงยิ้มรับคำชมจากนั้น ริมฝีปากสากก็ลากต่ำลงมาเรื่อยจนถึงหน้าอก ยามเสียงคำรามของเขาดังขึ้นพร้อมกับแรงดูดกลืนไม่หยุดนั้นทำขานางแทบทรุดลงไปกับพื้นน้ำ ดีที่ได้เขาประคองนางเอาไว้ ตวนอ๋องวางนางบนก้อนหินในสระจากนั้นก็เอนตัวนางราบไปก้อนหิน
ผิวเนื้อนวลแตะสัมผัสกับน้ำอุ่นแม้จะไม่รู้หนาวเย็น แต่ตัวนางก็ยังสั่นเทาอยู่ ยิ่งเมื่อเขายกขานางมองดอกบัวที่กำลังปริ่มขอบน้ำตรงหน้าเขาก็ยิ่งพอใจ
ใบหน้าตวนอ๋องก้มลงจากนั้นก็ดูดกลืนน้ำเกสรของนางอย่างมีความสุข เป็นนางเสียอีกที่รู้สึกร้อนรุ่มทั่วร่างกายจนแทบจะยึดตัวเองไม่ติดสองมือจึงคว้าที่คอของเขาเอาไว้ อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วมองจูบอันแสนหวานล้ำ
ก่อนจะจับอาวุธที่แข็งตัวจากนั้นก็กดเข้าไปอย่างรวดเร็ว
นางจุก..แน่นไปหมด แทบตั้งตัวไม่ติด “ท่านอ๋องท่านใจร้อนไปไหม”
นางยังทำใจไม่ได้อยู่เลย ส่วนเขาก็ไม่อาจทนรอรักกับนางได้ เอวหนาขยับแทนคำพูดจากนั้นก็เอ่ย
“จิ้งจอกน้อยเอ๋ย เจ้าต่างหากที่ทำให้เปิ่นหวางกลายเป็นคนไม่รู้จักรอ” เขาอยากรักนางทุกวันทุกเวลาและทุกชั่วยาม ไม่อยากเอาท่อนเอ็นใหญ่ของเขาออกจากกายของนางอีกเลย
“เมื่อคืนเจ้าเรียนรู้ไปหลายท่า คืนนี้เปิ่นหวางจะสอนท่าใหม่ให้เจ้าเอง”
พูดจบก็จับนางขึ้นวางบนก้อนหินให้นางหันหลังจากนั้นก็วางมือบนขอบบ่อน้ำพุ มือหนาจับสะโพกให้มั่นจากนั้นก็จับท่อนเอ็นลงไปในกลีบดอกบัว
เสียงร้องของนางกระเส่าดังทั่วป่าไผ่ ขับกับเสียงเอวของเขาที่ขยับเข้าหานางไม่เว้นว่างจนนางเกือบหยุดหายใจและดูเหมือนเขาจะไม่หยุดแค่นั้น
เมื่อตอนนี้เขากำลังลุกขึ้นจากน้ำตรงไปยังห่อผ้าที่นางไม่ทันสังเกตเมื่อเปิดออกมาก็พบว่ามีเชือกยาวหนึ่งเส้นอยู่ในนั้น
“พวกเรามาเล่นนายพรานล่าจิ้งจอกน้อยดีหรือไม่”
เจียหลิงมองนายพรานตรงหน้าก็กลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดกลัว มองฝีเท้าตวนอ๋องเดินมาหานางจากนั้นก็จับมือนางทั้งสองข้างขึ้นมาแล้วมัด
มุมปากนั้นยิ้มแล้วพูด “มันจะต้องสนุกกว่าเมื่อชั่วยามก่อนแน่นอน”
เขาหมายถึงตอนนางถูกตะข่ายจับไว้ได้ มาตอนนี้นางกำลังถูกนายพรานอาวุธท่อนใหญ่โตกำลังมัดมือเอาไว้ แล้วนางจะถูกทรมานยังไงตอบนางหน่อยได้ไหม
ว่านางจะรอดคืนนี้ไหม!!
