บทที่ 7 บ่อน้ำร้อน
เสี่ยวผินหันมองคนข้างตัว องครักษ์ตวนเหยียนยังคงทำหน้าที่ตัวเองอย่างดี ยืนนิ่งดังหินผาไม่ขยับคอยระวังอยู่ปากป่าไผ่มิให้ผู้ใดเข้าไปกวนสองคนด้านใน
“พี่เหยียนท่านสบายดีไหมเจ้าคะ”
ตวนเหยียนหันมองเสี่ยวผิน “สบายดีอยู่กับท่านอ๋องถึงระเบียบจะมากแต่ท่านก็ไม่เคยเอาเปรียบคนใต้บังคับบัญชา”
ตอบจบก็หันไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ เสี่ยวผินที่พยายามหาเรื่องคุยก็ไม่รู้จะคุยอะไรต่อแล้ว หันมองแสงที่เริ่มลับขอบฟ้าคิดว่าราตรีนี้คงอีกยาวไกล
ตวนเหยียนก็คงคิดเช่นนั้น เขาจึงไปหาฟืนมาก่อพร้อมกับกระต่ายในมืออีกหนึ่งตัว เสี่ยวผินเห็นก็หน้าซีดกว่าเดิม
“พี่เหยียนจะกินมันหรือเจ้าคะ”
ตวนเหยียนยกกระต่ายขึ้นมาแล้วพยักหน้าตอบ “อืม” หันมองหน้าที่ซีดลงกว่าเดิม
เสี่ยวผินรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ย “กระต่ายนั้นข้าขอได้ไหม ส่วนอาหารมื้อนี้ข้าจะไปนำจากโรงครัวมาให้แทน”
ระยะทางจากป่าไผ่ไปยังโรงครัวไกลมากแต่นางก็ยังต่อรองเพราะไม่อยากให้เขาฆ่ากระต่าย
ตวนเหยียนที่ฆ่าศัตรูง่ายดายไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่ามันคือสัตว์นอกจากคิดว่ามันคืออาหาร แต่พอมองสีหน้านางแล้วเขาก็ยอมทำตามจึงพยักหน้าทำให้เขาได้เห็นรอยยิ้มหญิงสาว
“ข้าจะรีบไปรีบกลับ” พูดจบร่างน้อยก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว เขาจึงหันมามองกระต่ายน้อย จะว่าไปก็เสียดายที่อดกิน
“ถือว่าวันนี้เจ้าโชคดีที่รอดตายเพราะแม่นางคนนั้น”
กระต่ายน้อยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวมองสีหน้าคนโหดเหี้ยมที่คิดจะกินมัน พวกมนุษย์พวกนี้เชื่อไม่ได้สักคน...
ผ่านไปหนึ่งเค่อเสี่ยวผินก็กลับมาพร้อมกับอาหารหนึ่งปิ่นโต เมื่อนั่งลงนางก็รีบส่งตะเกียบให้เขา จากนั้นก็ยื่นมือขอเจ้ากระต่ายมาอุ้มเอาไว้
กระต่ายน้อยผู้โชคร้ายรู้ว่าหญิงสาวขอชีวิตเอาไว้ จึงไม่ได้กระโดดหนีกลับเอนซบอยู่ในอกไม่ยอมไปไหน เหมือนหมายมั่นว่าจะอยู่กับนางเพื่อตอบแทนที่ช่วยชีวิต
แสงตะวันลับขอบฟ้าแล้ว ลมหนาวพร้อมหิมะเริ่มมาเยือน แม้ว่าตวนเหยียนจะสร้างกระโจมชั่วคราวเพื่อหลบลมหนาว คงเพราะเนื้อตัวที่สั่นเทาของนางก็ทำให้เขารู้สึกได้ ชายหนุ่มถอดผ้าคลุมของตนแล้วคลุมให้นาง
“พี่เหยียนข้าไม่หนาว”
เขาหันมองคนบอกไม่หนาว “ปากเจ้าจะหนาวตายอยู่แล้วยังปากแข็งอีก อากาศเช่นนี้ข้าทนไหวเจ้าไม่ต้องห่วง”
นางพยักหน้ารับซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนใหญ่ กระต่ายน้อยที่รู้สึกอุ่นก็ผล็อยหลับไปทันที หันมองหิมะที่เริ่มตกหนักแต่คนในป่าไผ่ยังไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นจากน้ำพุแต่อย่างใด....
ความเย็นที่เริ่มปกคลุมพื้นดินด้านบน เจียหลิงเงยหน้ามองหิมะที่กำลังตกหนักแต่นางก็ยังถูกนายพรานจับล่าอยู่ไม่หยุด สองมือที่ถูกมัดไขว้ด้านหลังไว้แน่น จนนางคิดว่าตัวเองคงหนีไม่ได้อีกแล้ว
หันมองเขาที่อุ้มนางขึ้นให้ขาเกี่ยวเอวเอาไว้ ตัวนางที่ลอยจากพื้นน้ำทำให้นางรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมา “ข้าหนาว”
“ไม่นานหรอกเจ้า เปิ่นหวางจะทำให้เจ้าเหงื่อตกในฤดูเหมันต์แน่นอน”
ไม่ต้องพูดมากเพราะเขากำลังเอาท่อนเอ็นสอดใส่เข้าไปด้านในจากนั้นก็เริ่มใช้มือยกนางขึ้นลง เจียหลิงเกาะคอเขาไว้มั่นแต่ในใจก็หวาดกลัวว่าตัวเองจะตกลงไป
แต่ท่อนแขนอันทรงพลังนั้นกลับไม่อ่อนแรงเลยสักนิด ขยับเร่งเข้าออกจนสุดท้ายแล้วนางก็ตัวสั่นเทาขับประสานกับเสียงคำรามของคนอุ้มนาง
“อาการเริ่มเย็นแล้วพวกเราควรจะได้เข้าหอจริงๆ สักที”
เข้าหอจริงๆ แบบเมื่อวานกับวันนี้ยังไม่เรียกว่าเข้าอีกหรอ รอให้เขาเข้าจริง นางได้ตายแน่ๆ แต่บ่นไปก็เท่านั้นเมื่อเขาอุ้มนางขึ้นจากน้ำพุ ใช้ผ้าคลุมห่อกายนางก่อนจะแต่งกายให้ตัวเองแล้วออกจากป่าไผ่
ทางฟากขององครักษ์ตวนเหยียนและเสี่ยวผินที่เริ่มจะหลับตาตื่นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น พอเห็นว่าเป็นเจ้านายตนก็รีบลุกขึ้นติดตามกลับไปยังเรือนของตวนอ๋อง
เมื่อไปถึงก็พบว่าทุกอย่างเงียบสงบเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เสี่ยวผินรีบเปิดประตูให้ตวนอ๋องอุ้มพระชายาเจียหลิงเข้าไปด้านใน จากนั้นนางก็ปิดประตูให้
สองมือนางยกขึ้นถูไปมาเพราะอากาศเย็นขึ้นกว่าเดิม คงเป็นองครักษ์ตวนเหยียนเช่นเดิมที่สังเกตเห็น
“เจ้าไปพักเถอะ วันนี้คงไม่มีอะไรแล้ว”
เสี่ยวผินยิ้มรับก่อนจะอุ้มกระต่ายกลับไปยังห้องนอน เมื่อถึงห้องตนนางก็วางมันลง มองเจ้ากระต่ายที่หลับสนิท
“ข้าจะตั้งชื่อเจ้าว่าอะไรดี?”
“เป่าเป่าดีไหม?”
กระต่ายที่หลับจะลุกขึ้นตอบว่าดีได้ยังไง ในเมื่อไม่มีชื่ออื่นแล้วนางก็ขอตั้งชื่อกระต่ายตัวผู้นี้ว่า “เป่าเป่า”
หญิงสาวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจากนั้นก็ดับเทียนขึ้นเตียงนอน เมื่อหลับตาลงนอนหลับสนิท
เปลือกตากระต่ายก็ลืมขึ้น พร้อมกับกลายร่างกลายเป็นมนุษย์ สวมเสื้อสีขาวทั้งตัวเหมือนขนกระต่ายบนมือมีพัดติดมืออยู่ มุมปากกระต่ายยกยิ้มมองเสี่ยวผิน จากนั้นก็หันมองไปยังนอกหน้าต่างมองไปยังห้องของตวนอ๋อง
“หลิงเออร์ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว”
เจียหลิงที่ตอนนี้กำลังสนใจสิ่งตรงหน้ามากกว่า มือหนากำลังใช้ผ้าเช็ดตัวอย่างแผ่วเบา “อากาศข้างนอกหนาว เกรงว่าเจ้าจะป่วยเอาได้”
ถ้ากลัวว่านางจะป่วยก็ควรกลับมาเรือนพักไม่ใช่ชวนนางเล่นน้ำพุจนกระทั่งนางตัวสั่นเช่นนี้ จะได้เห็นจิ้งจอกป่วยก็คราวนี้แหละ
“แสดงว่าคืนนี้ท่านจะหยุดแค่นี้” นางถามเผื่อโชคดีนะ แต่บังเอิญว่าไม่เป็นเช่นนั้นจะสิ
“เมื่อเจ้าหายหนาวแล้วก็ควรจะออกกำลังกายก่อนนอน”
นางเริ่มเกลียดความออกกำลังกายก่อนนอนแล้วสิ แต่ก็ไม่ทันเขาที่โน้มลงจูบนาง “ท่านอ๋องข้าง่วงนอน”
“หวางเฟยเจ้าควรรู้ว่าเปิ่นหวางไม่ชอบนอนถ้ามีเจ้าอยู่”
นางจะได้เป็นแพนด้าแทนจิ้งจอกแน่ ริมฝีปากสากลิ้มรสริมฝีปากรสอิงเถาตรงหน้า หากกลืนกินได้เขาจะกลืนลงคอแล้ว หากแต่รสกายนางตรงอื่นก็น่ากินไม่แพ้กัน
เสียงฝีเท้าด้านนอกดังขึ้น แม้เพียงเบาเหมือนลมผ่านแต่ตวนอ๋องก็หูดีรับรู้ได้ว่าพวกเรากำลังถูกจับตามองอยู่
“ดูเหมือนมีคนอยากเห็นพวกเราร่วมเตียง” เขาหมายความว่ายังไง เจียหลิงได้เพียงแค่สงสัยเพราะสุดท้ายแล้วปากนางก็ถูกเขาปิดปากไว้แน่น
ไม่เพียงด้านบนแต่ด้านล่างนางก็เช่นกัน เพียงนิ้วมือสะกิดผ้าคลุมก็พร้อมจะปลิวลงไปบนพื้นด้านล่างทันที ตวนอ๋องยกตัวขึ้นคร่อมบนตัวนางจากนั้นก็สอดประสานอาวุธลำใหญ่โตแทรกเข้ามา
โยกเอนขยับขึ้นลงจนเตียงสั่น ส่วนนางที่ไม่รู้เรื่องอะไรก็ยังคงร้องขับประสานเสียงคำรามเขาเช่นเดิม จนเสียงดังออกไปยังคนด้านนอกที่กำลังแอบอยู่
องค์หญิงไฉเยี่ยบีบมือเข้าหากัน ก็แค่สตรีป่า!! หรือจะมาสู่นางที่เคยเป็นที่รักของหลิวหยาง ยังไงนางก็ไม่ยอมเป็นสตรีม่ายนานแน่นอน..
ยามเช้าที่หิมะกำลังตกหนัก เจ้าจิ้งจอกน้อยกำลังสบายกับที่นอนนุ่มๆ แต่ก็รู้สึกรำคาญมืออุ่นที่เลื่อนไล้ไปทั่วร่างของนาง
“ข้าอยากนอน”
“เปิ่นหวางไม่อยากกวนเจ้า แต่ยังไงวันนี้ก็ต้องลุกขึ้นไปคารวะเสด็จแม่กับเปิ่นหวาง”
จิ้งจอกน้อยลืมตาอย่างรวดเร็ว มองเขาที่ทำสีหน้ากังวลเช่นกัน แต่นางเปล่ากลัวมารดาเขานะ เพียงแค่สงสัยว่า
“ทำไมต้องไป ข้าจะนอน” จากนั้นก็หลับจริงๆ ไม่กลัวกฎของมนุษย์แต่อย่างใด แต่สุดท้ายแล้วนางก็ถูกเขาลากลงจากเตียง
“เสี่ยวผิน” สาวใช้ที่รอด้านนอกรีบเข้ามาเมื่อได้ยินเสียง จากนั้นก็มองตวนอ๋องพูดสั่ง
“ทำให้พระชายาตื่นแล้วรีบแต่งตัว” เพราะตามฤกษ์แล้วพวกเราต้องไปคารวะก่อนสองยามเช้ามิเช่นนั้นจะไม่ดีต่อมงคลชีวิต คนที่เชื่อก็พยายามสุดฤทธิ์ที่จะให้พระชายาตัวเองตื่น
ส่วนเสี่ยวผินที่ภาระหนักสุดก็พยุงพระชายาเจียหลิงให้ยืนตรงที่สุด จากนั้นนางก็พยายามนึกถึงสิ่งที่พระชายาชอบที่สุด
“กระหม่อมเตรียมอาหารโปรดให้แล้วเพคะ หากพระชายาแต่งตัวเร็วขึ้นอาจจะไม่เย็นชืด”
ดวงตาจิ้งจอกลืมตาขึ้นหันมองคนพูด “ไหน” สองมือเสี่ยวผินรีบตบมือให้คนด้านนอกนำอาหารเข้ามา สาวใช้คนนี้เจอจิ้งจอกน้อยเพียงไม่นานก็จับจุดถูกแล้ว ขอเพียงแค่มีของกินมาล่อ นางก็พร้อมจะทำทุกอย่าง
ตวนอ๋องเห็นดังนั้นก็พอใจจึงตบรางวัลให้นางหลายตำลึง จากนั้นเมื่อพระชายาแต่งตัวเสร็จเขาก็หันมาเอาใจนางต่อ เหมือนจะมาถูกทาง
“ถ้าเจ้าอยากกินอะไรอีกก็บอกเปิ่นหวาง” ตะเกียบคีบเนื้อวางลงบนจานเหมือนกำลังหลอกจิ้งจอกให้ติดกับ
จากนั้นก็พูดต่อ “ไว้ว่างๆ เปิ่นหวางจะพาเจ้าไปที่หอเป่าจิน”
เจียหลิงหันมองเขาแล้วยกคิ้วถามอย่างสงสัย “หอเป่าจินมีอะไรหรือเจ้าคะ”
“มีอาหารอร่อยๆ เยอะแยะมากมาย และมีหลายอย่างที่จวนเราทำไม่ได้”
ว้าว แค่คิดก็น่าอร่อยแล้ว “อยู่กับเปิ่นหวางรับรองเจ้าไม่อดแน่นอน”
นางกลายเป็นจิ้งจอกจอมตะกละไปได้ยังไงนะ ตวนอ๋องคิดว่านางต้องเห็นแก่กินแน่นอน ซึ่งนางขอบอกว่า ‘จริง’ ไม่ปฏิเสธแน่นอน
“แต่ตอนนี้ต้องรีบกินก่อนจะเลยฤกษ์เสียก่อน”
เจียหลิงพยักหน้ายอมอย่างง่ายดาย จากนั้นก็กินหมดไปสองชามพออิ่มจนเกือบเดินไม่ไหวจึงยอมหยุดมือ แล้วตามเขาไปยังเรือนแขกที่มีว่าที่แม่สามีอยู่กับองค์หญิงไฉเยี่ย
เมื่อเข้าไปถึงก็พบว่าพระสนมกุ้ยเฟยนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ประธานแล้ว นางที่ไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติก็พยายามทำตามเสี่ยวผินที่เรียนรู้มาอีกทอดเช่นกัน
ท่าทางการคุกเข่าแบบคนไม่รู้ความยิ่งทำให้กุ้ยเฟยไม่พอใจ นางเห็นดังนั้นก็หันไปพูดกับลูกชายแทน ไม่มีรับสั่งให้เจียหลิงลุกขึ้น
“เจ้าโตแล้วจะคิดทำการสิ่งใดก็คิดหน้าคิดหลังให้ดี มิใช้ทำตามอำเภอใจเช่นนี้” แม้จะห้ามลูกชายเข้าหอไม่ได้ แต่การติเตียนว่ากล่าวนางก็ยังคงมีอยู่
“นั่งสิ” กุ้ยเฟยหมายถึงบุตรชายของตน ส่วนอีกคน “ส่วนเจ้าเราไม่อนุญาตให้ลุกขึ้นจนกว่าเราจะพอใจ”
แค่ครั้งแรกนางก็โดนแล้ว เจียหลิงหันมองผู้เป็นพระสวามีอีกฝ่ายก็ทำสีหน้าไม่พอใจ กำลังจะดึงแขนนางขึ้นให้ลุกตาม พระสนมกุ้ยเฟยก็พูดต่อ
“หากเจ้าลองดีกับแม่ รับรองนางจะต้องถูกคุกเข่าด้านนอกแน่”
สีหน้าพระมารดาบอกว่าเอาจริง ส่วนนางก็ส่ายหน้าบอกไม่เป็นไร มองเขาที่หันไปนั่งที่เก้าอี้
คนถูกสั่งให้คุกเข่าก้มหน้าลงต่ำ รู้สึกปวดเข่าเพราะนางไม่คุ้นชินกับการนั่งท่านี้มาก่อน นั่งไปนั่งมาได้ไม่นานขาก็ชาจนหมด
นางจึงก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิมจากนั้นก็หลับตาลง ไม่นานตัวนางก็แข็งราวกับหิน มีเงาร่างจิ้งจอกน้อยออกจากร่างมนุษย์จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปนั่งบนตักพระสวามีแทน
ตวนอ๋องที่เห็นเงาวิญญาณของนางก็รู้สึกแปลกใจ หรือเพราะพวกเรากลายเป็นหนึ่งเดียวกันเขาถึงได้มองเห็น เมื่อเห็นว่าจิ้งจอกน้อยกำลังหลับสบายบนตักเขา ความกังวลก่อนหน้าก็หายไปสิ้น เขาจึงหันไปสนทนากับมารดาต่อ
“ตอนนี้ทัพขององค์รัชทายาทเฉินฝูฉางตั้งทัพอยู่ด้านนอกเมืองประมาณ 50 หลี คิดว่าไม่เกินห้าวันคงประชิดกำแพงเมือง”
สุดท้ายแล้วสงครามก็เกิดเพราะองค์หญิงไฉเยี่ยเป็นคนก่อจริงๆ
ตวนอ๋องหันมองคนก่อเรื่อง “ลูกไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลาย จึงอยากให้ไฉเยี่ยออกไปเจรจากับอีกฝ่ายเสียก่อน”
“เราไม่เจรจา” เสียงองค์หญิงไฉเยี่ยตอบอย่างรวดเร็วไม่มีความสำนึกเลยว่าตัวเองกำลังทำให้ผู้คนล้มตายเพราะเรื่องส่วนตัว
“เจ้าไม่มีสิทธิปฏิเสธ เพราะเราจัดการนัดอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว”
เสียงตวนอ๋องแข็งไม่พอใจที่นางดื้อรั้น แต่กระนั้นองค์หญิงไฉเยี่ยก็ยังทำสีหน้าเหมือนเดิม สายตานางหันมองสตรีอีกคนก็ยกมุมปากอย่างมีความสุข เมื่อเห็นอีกฝ่ายแน่นิ่งไป
ตอนนี้ขาคงไม่รู้สึกแล้วกระมัง...
ในเมื่อมีเรื่องให้สบายใจแล้วนางก็หันมารับปากกับตวนอ๋อง
“ได้เราจะไป แต่ท่านก็ต้องไปด้วย”
นางไปหาพระสวามีเพื่อตกลงแล้วเกี่ยวอะไรกับเขาที่เป็นคนนอก “หากเราถูกฝูฉางจับตัวไปท่านเองก็ต้องรับชอบทันที”
ถูกอย่างที่องค์หญิงบอก “ได้” เขาหันมองสตรีที่คุกเข่าอยู่
“เสด็จแม่ควรให้นางลุกได้แล้ว”
พระสนมกุ้ยเฟยหันมองลูกสะใภ้ก็รีบรับสั่ง “ลุกขึ้นได้” แต่ร่างบางกลับเงียบสนิท
ตวนอ๋องหันมองคนหลับบนตัก ดูเหมือนเขาจะลืมตัวจริงๆ จึงใช้มือเขย่านางจนตื่น “ไปเข้าร่างได้แล้ว” เสียงกระซิบบอกทำให้เจียหลิงตื่นขึ้นเดินโซซัดโซเซไปยังร่างตัวเอง พอเข้าร่างมนุษย์ร่างนั้นก็ทรุดกองลงไปกับพื้นทันที
ตวนอ๋องรีบเข้ามาประคองนางเอาไว้ แต่คนเห็นภาพก็ล้วนพอใจที่นางได้รับโทษเช่นนั้น “ลูกขอทูลลา” ตวนอ๋องทำสีหน้าไม่พอใจเล่นละครต่อ จากนั้นก็อุ้มนางขึ้นกลับไปยังเตียงนอน
เจียหลิงเมื่อถึงเตียงก็ร้องครางจากนั้นก็แปลงร่างกลายเป็นจิ้งจอกทั้งตัว “แบบนี้สบายตัวกว่าจริง” เพราะไขข้อมนุษย์ก่อนหน้าเหมือนจะชาไม่รู้สึกทั้งตัว
คนเห็นนางกลายเป็นจิ้งจอกก็ไม่ห้ามแต่อย่างใด “เปิ่นหวางจะออกไปตรวจงานที่กำแพงเมือง เจ้าก็นอนในห้องอย่าออกไปไหนแล้วกัน”
เจียหลิงเงยหน้ามองเขาจากนั้นก็หลับตาลง นางง่วงนอนจะแย่อยู่แล้วไม่หนีไปไหนหรอก ท่านจะไปไหนก็ไป
“ไว้ขากลับเปิ่นหวางจะเอาซาลาเปาอร่อยๆ มาฝาก”
ดวงตาข้างหนึ่งลืมขึ้น มองเขาที่ก้มลงมาหอมหน้าผากของนางจากนั้นก็ใช้มือลูบขนไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะออกไป เหลือเพียงนางคนเดียว
ตวนอ๋องออกจากห้องก็ปิดประตูมิดชิด “ห้ามให้ใครเข้าไปรบกวนพระชายาเด็ดขาด”
เสี่ยวผินรับคำสั่ง จากนั้นก็เฝ้าประตูไม่ให้ห่างตา เสียงด้านในเงียบจริงๆ นางแทบไม่ได้ยินสิ่งใดเลย นางคิดว่าพระชายาคงหลับสนิท
ยืนได้ไม่นานก็มีนางกำนัลสองคนเดินเข้ามา
“พระสนมกุ้ยเฟยประทานยาบำรุงมาให้พระชายา”
เสี่ยวผินหันมองด้านในก็ขมวดคิ้วเพราะได้รับคำสั่งว่าไม่ให้รบกวน แต่นางกำนัลของพระสนมกุ้ยเฟยก็ไม่ยอมเช่นกัน สุดท้ายนางก็ถูกจับแขนมัดเอาไว้
จากนั้นพวกนางก็เปิดประตูเข้าไปทันที!!
นางกำนัลสองคนหันมองรอบห้องไม่พบพระชายาของตวนอ๋อง พบเพียงจิ้งจอกน้อยสีขาวที่นอนบนเตียงเท่านั้น
คนที่หลับได้ไม่นานก็ลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด
“พระชายาไปไหน?”
เสี่ยวผินที่เห็นภาพพระชายาถูกตวนอ๋องอุ้มไปด้านในจากนั้นตวนอ๋องก็ออกมาคนเดียวก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน นางเข้าใจมาตลอดว่าพระชายาอยู่ด้านใน
“ในเมื่อเข้ามาแล้วก็วางยาเอาไว้”
“ไม่ได้ยังไงก็ต้องให้พระชายาดื่มด้วยตนเอง ข้าถึงจะกลับไปรายงานพระสนมกุ้ยเฟยได้”
เจียหลิงมองยาในถ้วยได้กลิ่นโสมกับผลผินเถียนที่มีฤทธิ์ขับเลือดอ่อนๆ อยู่ด้านใน คงคิดจะวางยานางแน่นอน เมื่อเป็นแบบนี้แล้วนางก็ทำตัวเป็นจิ้งจอกน้อยจอมขี้เกียจดังเดิม
หลับตาลงไม่สนใจพวกเขาที่เถียงกันไปมาไม่จบไม่สิ้น จนสุดท้ายแล้วนางกำนัลสองคนก็ออกไปตามหานาง ซึ่งนางขอบอกว่าให้หาสักเท่าไรก็หาไม่พบหรอก
เสี่ยวผินมองไปยังถ้วยยาตรงหน้า นางยกขึ้นจากนั้นก็ถือออกไปด้านนอกเพื่อไปสอบถามพ่อบ้านลู่ อีกฝ่ายรับถ้วยยาแล้วให้คนของตวนอ๋องออกไปตรวจสอบ
ผ่านไปสองชั่วยามผลก็ออกมา พบว่าเป็นยาห้ามตั้งครรภ์จริงๆ
