บทที่ 4 หลอกกินเต้าหู้
เจ้าจิ้งจอกน้อยหนอ เจ้าจะรู้ไหมว่ากำลังจะโดนตวนอ๋องหลอกกิน แต่นางคงไม่รู้กระมังเพราะยังคงให้เขาทดสอบการใช้จูบลิ้มรสความวาบหวามในความรู้สึกที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ข้ารู้สึกแปลก” ยามเมื่อริมฝีปากนางถูกปล่อยเป็นอิสระ ส่วนริมฝีปากเขาก็เลื่อนไปยังซอกคอหมายคิดจะสั่งสอนนางให้รู้ความมากกว่านี้
“เจ้าจะรู้สึกแปลกมากกว่านี้” ใบหน้าเจ้าเล่ห์นั้นเงยหน้ามองแล้วถามนาง “เจ้ามีนามว่าอะไร?”
“ข้าชื่อเจียหลิง”
“หลิงเออร์” พวกเราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดให้เขาเรียกชื่อเล่นนาง แต่นางก็พูดไม่ออกเมื่อมือหนาแตะบีบที่หน้าอกไปมา “ท่านกำลังเล่นอะไร”
มุมปากคนหลอกจิ้งจอกยังคงยกยิ้ม “ความรู้สึกเมื่อครู่ก็แค่เริ่มต้น เปิ่นหวางจะทำให้เจ้ารู้สึกต้องร้องออกมาเลยเชียว”
ถึงกับร้องนางคิดว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด แต่ก็ไม่ทันจะห้ามปรามคนพูด ใบหน้าคมก็ก้มลงดูดกลืนซาลาเปาของนาง
“ข้าเคยเห็นจิ้งจอกในเผ่าเขาทำแบบนี้ยามที่แม่ให้นมลูกกิน”
แค๊ะๆๆ ตวนอ๋องกระอืมในลำคอเงยหน้ามองนาง “เปิ่นหวางไม่ใช่ลูกเจ้าแต่จะเป็นสามีเจ้าต่างหาก”
สามีก็ต้องหมายถึงคนที่แต่งงานกันแล้ว “แต่พวกเรายังไม่แต่งกันเลย แถมท่านก็เป็นบุรุษนอกเผ่าถ้าเช่นนั้นก็ทำไม่ได้” พูดจบเจ้าจิ้งจอกน้อยก็ออกหมัดปัดเขาออกจากตัวแล้วกระโดดหนีอย่างเร็ว เขาจะคว้าตัวนางก็รีบแปลงร่างเป็นจิ้งจอกอย่างรวดเร็ว
คนอารมณ์กำลังขึ้นถึงกับโมโหจนบ้าจึงออกคำสั่ง “แปลงร่างกลับเป็นเหมือนเดิมเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นเปิ่นหวางจะจับเจ้าย่างกิน”
เจียหลิงแลบลิ้นใส่จากนั้นก็วิ่งหนีเขา เรื่องอะไรนางจะทำให้โง่ หลังจากนั้นด้านนอกก็ได้ยินเสียง
ตวนอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ ตะโกนอย่างโมโหทหารด้านนอกก็รีบกรูเข้ามา
คนด้านในได้ยินเสียงก็รีบตะโกนออกไป “ถ้าใครกล้าก้าวเท้าเข้ามาเปิ่นหวางจะตัดขาทิ้งเสีย”
พูดแบบนี้ถามหน่อยมีใครจะกล้าเข้าไป แม้จะยังสงสัยว่าทำไมตวนอ๋องถึงเถียงกับจิ้งจอกน้อยราวกับเป็นเด็ก งานนี้มองหน้ากันเลิกลั่กกันเป็นแถว จากนั้นก็พยักหน้าพร้อมใจกันถอยห่างให้ไกลเพราะกลัวจะโดนหางเลขไปด้วย
ตวนอ๋องคว้าหางของนางจากนั้นก็จับนางห้อยขึ้นมาหัวที่ดิ่งลงพื้นทำให้เจียหลิงนางถึงยอมสงบหันมองหน้าตวนอ๋องตรงหน้า “เปิ่นหวางไม่เคยเจอใครดื้อเหมือนเจ้า”
แน่ล่ะ นางไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเขาเสียหน่อยเรื่องอะไรนางจะเชื่อฟังให้โง่ “เอาล่ะ แปลงร่างเป็นคนเดียวนี้ แล้วเรามานั่งคุยกันดีๆ”
ให้ตายเถอะตั้งแต่เขาทำศึกมา ไม่เคยมีสักครั้งที่จะต้องนั่งเจรจากับศัตรู มาคราวนี้เขากลับต้องเอ่ยคำนี้เพียงเพื่อเจ้าจิ้งจอกน้อยที่เขาอยากกิน
ผ่านไปหนึ่งเค่อเจียหลิงก็แปลงร่างกายเป็นคนเหมือนเดิม นางเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงข้ามเขา มองอีกฝั่งที่นั่งมองนางในภาพผ้าห่มห่อกายเขาจะทำยังไงกับนางดี ก่อนอื่นก็คงต้องหาเสื้อผ้าสตรีให้นางผลัดเปลี่ยนยามแปลงร่าง
“มาเป็นสตรีของเปิ่นหวาง” เป็นครั้งแรกที่เขาเจรจา
ส่วนจิ้งจอกน้อยก็ยังไม่สำนึกถึงการให้เกียรติครั้งนี้
“ไม่ ข้าจะกลับเผ่า”
ตวนอ๋องขบกรามแน่นกว่าเดิมมองสีหน้านางที่ไม่สำนึกบุญคุณสักนิดที่เขาไว้ชีวิต “ถ้าเจ้ากล้าก้าวเท้าออกจากจวน เปิ่นหวางจะตัดขาเจ้าทิ้งเสีย”
ถึงกับตัดขานางเจียหลิงไม่กลัวสักนิด “อีกไม่กี่วันพลังปราณข้าก็จะฟื้น เมื่อนั้นข้าก็สามารถจะไปจากจวนท่านได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงด้วยซ้ำ”
“เจ้ากล้า” สายตาเหี้ยมจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา ตวนอ๋องลุกขึ้นเดินไปอยู่ใกล้นางกว่าเดิม จิ้งจอกน้อยได้แต่ระวังตัวก็พยายามลุกขึ้นหนี
แม้ทำแบบนั้นแต่แทนที่เขาจะได้รับคำตอบจากใจกลับได้รับคำตอบที่ไม่พอใจแทน
“ข้ากล้า” มือหนาของตวนอ๋องคว้าเอวที่จะหนีได้ทันเอาไว จากนั้นก็อุ้มนางขึ้นไปยังเตียงนอน ผ้าห่มที่พันไว้เพียงบางเบาก็ถอยร่นไปกองอยู่ตรงเอว
ซาลาเปานางก็ปรากฏอีกครั้ง ความอดทนของเขาก็ใกล้จะหมดหากวันนี้ไม่ได้เนื้อจิ้งจอกอย่างตั้งใจเขาจะไม่ยอมออกจากห้องแน่นอน สองมือหนาปลดเชือกคาดเอวของตัวเอง จากนั้นก็มัดมือจิ้งจอกน้อยไว้กับหัวเตียง
เจียหลิงหันมองมือตัวเอง “หากเจ้ากล้าแปลงร่างเป็นจิ้งจอก เปิ่นหวางจะจับโยนใส่หม้อต้มทันที”
จิ้งจอกน้อยตาโตใส่คนขู่ “ท่านไม่กล้า”
“เปิ่นหวางกล้าทุกอย่างในเมื่อเลี้ยงไม่เชื่องก็ฆ่าทิ้งเสียไม่ใช่ปัญหาอะไร”
“ท่าน!!” เขาจะโหดและเอาแต่ใจมากไปแล้ว ถามว่านางกลัวไหมก็ต้องบอกว่ากลัว แต่อยากจะแปลงร่างกลายเป็นจิ้งจอกเหมือนเดิมก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้แล้ว
พลังปราณที่มาเป็นรอบๆ นางเริ่มจะหมดความอดทน นางจึงหันมาเจรจาคนตรงหน้า “ข้าเจ็บ” เสียงอ่อนนั้นทำให้คนใจร้ายตรงหน้าเริ่มใจอ่อนลง มองมือที่เริ่มแดงก็คิดจะปล่อยนางเป็นอิสระ แต่ดวงตาเขาก็มองเห็นแววตาหนึ่งจึงวางมือจากผ้าคาดเอว
“ท่านอ๋องเมื่อไรท่านจะปล่อยข้า ข้าไม่หนีไปแน่นอนข้าสัญญา”
ตวนอ๋องหลิวหยางมองใบหน้านางอีกครั้งจากนั้นก็ก้มลงจูบปากน้อยๆ “ให้เปิ่นหวางกินเจ้าสักรอบก่อนแล้วเปิ่นหวางจะปล่อยเจ้า”
“ท่าน!!” เจียหลิงนางไม่อาจรอดพ้นมือตวนอ๋องได้แน่นอน หากแต่นางกลับร้องไห้ออกมาจริงๆ ตัวจิ้งจอกน้อยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ตวนอ๋องแม้เขาจะเหี้ยมใจทรามขนาดไหน แต่การบังคับใจคนเขามิเคยกระทำมาก่อน นางเหมือนสิ่งที่สวรรค์ประทาน อยากจะไม่สนใจก็ต้องสนใจจนมิอาจวางตา
สุดท้ายแล้วเขาก็ยอมแพ้นาง ตวนอ๋องลงจากเตียง จากนั้นก็หยิบผ้าห่มขึ้นมาปิดซาลาเปาของนาง เดินไปเปิดประตูด้านนอกจากนั้นก็สั่งความ
“เตรียมของมงคล เปิ่นหวางจะแต่งงานในอีกสามวัน”
ทหารนับสิบหันมองคนสั่งตาค้าง ห้าปีที่พวกเขาทำงานจวนตวนอ๋องนั้นมิเคยเห็นสตรีใดย่างกายเข้ามาสักคน แล้วตวนอ๋องท่านจะไปแต่งกับใคร
มีทหารกล้าคนหนึ่งที่กล้าถาม แต่น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ทะ ท่านอ๋อง กระหม่อมอยากทราบว่าท่านอ๋องจะแต่งกับผู้ใด?”
ตวนอ๋องหันมองด้วยสายตาขวางจากนั้นก็เอ่ย
“จิ้งจอกน้อยจูหลี”
พูดจบก็หันหลังกลับเข้าไปในห้อง เหล่าทหารด้านนอกได้แต่มองตาค้าง จากนั้นก็เอ่ยพร้อมกัน
“ท่านอ๋องจะแต่งกับจิ้งจอก”
นี่ท่านอ๋องขาดสตรีจนสติไม่สมประกอบแล้วใช่ไหม ไม่ได้การพวกเขาจะต้องไปรายงานองครักษ์ ตวนเหยียนที่นอนป่วยเพื่อหาวิธีจัดการเรื่องนี้
แต่ครั้นจะไม่ทำตามก็ไม่ได้ ฝั่งหนึ่งก็เตรียมงานแต่งกับจิ้งจอกไป ส่วนอีกฝั่งหนึ่งที่เหลือก็จะหาคนมาขวางการแต่งงานครั้งนี้ให้ได้
จวนตวนอ๋องด้านล่างกำลังวุ่นวายกับการจัดงาน แต่ที่พักบนเขากลับเงียบสงบจนคนคิดว่าคงไม่มีภัย หากแต่นอกจวนนั้นกลับมีบุรุษอีกคนกำลังถือเข็มทิศในมือ
สายตานักพรตเยว่เทียนมองไปยังด้านใน “ตัวยาที่ข้าต้องการคือจิ้งจอกตัวนั้นจริงๆ” แต่งานนี้มีตวนอ๋องมาขวาง เขาจะต้องหาวิธีจัดการเรื่องนี้ให้รอบคอบกว่าเดิม
บุรุษที่หาญกล้าในสนามรบมานับไม่ถ้วนตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพจนตรอก เมื่อเจอนางจิ้งจอกใสซื่อตรงหน้าที่กำลังเอ่ยวาจาต่อเขา
“ข้าไม่แต่ง”
“เปิ่นหวางไม่ได้ขอความคิดเห็นเจ้า”
มุมปากของเจียหลิงยกขึ้นอย่างไม่พอใจ คนตรงหน้าชักจะเอาแต่ใจและบ้าอำนาจมากไปแล้ว ไม่ว่านางจะกล่าวสิ่งใดเขาก็คิดแต่จะยึดคำของตน
“ข้าอายุแค่หมื่นปี ยังไม่ถึงเวลาที่จะแต่งงานด้วยซ้ำ”
“แล้วเปิ่นหวางต้องรอเจ้าอายุเท่าไร” ตวนอ๋องหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มฟังนางอย่างใจเย็น
“ก็รออีกห้าพันปี”
แค๊กๆ คนดื่มน้ำชาสำลักทันทีเขาอีกห้าสิบปีก็ตายแล้วจะรอนางอีกพันปีได้ยังไง “ไม่ต้องรอแล้วเปิ่นหวางจะแต่งกับเจ้า”
“แต่ข้าไม่เคยรู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย แถมข้าไม่ได้ชอบท่านเสียหน่อย”
สีหน้าตวนอ๋องบึ้งตึงกว่าเดิม “เปิ่นหวางมีอะไรที่เจ้าไม่ชอบ”
“ท่านเอาแต่ใจ”
ทหารด้านนอกสะดุ้งกันเป็นแถวเมื่อได้ยินสตรีแปลกหน้าที่ท่านอ๋องกำลังเอาใจด้านใน
“บ้าอำนาจ”
คำนี้ทำเอาพวกเขาตัวแข็งเพราะไม่เคยมีใครกล้าพูดเช่นนี้ สายตากำลังมองคนกำลังหิ้วหีบเสื้อผ้ามาวางกลางลาน ตั้งแต่เมื่อวานที่ท่านอ๋องบอกจะแต่งกับจิ้งจอก
คำสั่งต่อมาก็สั่งให้ขนเสื้อผ้าสตรีมามากมาย พวกเขาไม่เข้าใจว่าจิ้งจอกตัวน้อยนั้น จะใส่เสื้อผ้าพวกนี้ได้ยังไง ยิ่งแปลกกว่าเดิมเมื่อรุ่งเช้ามาจิ้งจอกตัวนั้นกลับหายไปเหลือเพียงสตรีนางน้อยที่นั่งเถียงกับตวนอ๋องมาสองชั่วยาม
“เจ้าพูดจบหรือยัง” ก็ท่านอยากรู้เองนี่นา เจียหลิงมองบนอย่างเบื่อหน่ายเพราะไม่ว่านางพูดสิ่งใดไปเขาก็ไม่ยอมฟังอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พูดเสียดีกว่า
เสียงประตูเคาะขัดจังหวะของพวกเรา องครักษ์ตวนเหยียนที่พยายามลุกจากเตียงมาทำหน้าที่เอ่ยด้วยเสียงแหบ
“ท่านอ๋องเสื้อผ้าพวกนี้ให้กระหม่อมไว้ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปไว้ห้องด้านข้างที่เหลือเปิ่นหวางจะจัดการเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ” ตวนเหยียนรับคำจากนั้นก็เอ่ยอีกเรื่อง
“ท่านอ๋องมีสารด่วนจากกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ”
เสด็จแม่? สีหน้าตวนอ๋องมีความแปลกใจ แต่กระนั้นก็ลุกขึ้นสั่งให้เจียหลิงไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนเขาก็ออกไปยังห้องทำงานเพื่อที่จะอ่านสารด่วน
เจียหลิงมองตวนอ๋องที่จากไปแล้วนางก็หันมองรอบห้อง ก่อนจะเปิดไปยังห้องข้างๆ มองเสื้อสตรีงดงามก็จับมาสวมใส่คิดว่าถ้าออกไปแล้วยังไงก็แปลงร่างเป็นจิ้งจอกอยู่ดี ฉะนั้นจะเลือกให้ยุ่งยากทำไม
ได้โอกาสนี้เช่นนี้ยังไงนางก็ไม่พลาดโอกาส จิ้งจอกน้อยมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าปลอดคนก็รีบปีนหน้าต่างหนี คิดจะหนีขึ้นเขาผ่านเส้นเขตแดนไม่นานก็จะถึงถิ่นของตนเอง
หวังเพียงแค่หลุดจากตวนอ๋องนางก็ไม่ต้องแต่งกับเขา ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองกำลังเผชิญอันตรายสิ่งใด ร่างเล็กพยายามแปลงร่างเป็นจิ้งจอกแต่นางก็ทำไม่สำเร็จ
อาการขาดๆ เกินๆ เช่นนี้ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนางไม่ชอบเอาเสียเลย แต่กระนั้นเท้าน้อยก็พยายามวิ่งหนีให้เร็วที่สุด วิ่งไปได้ไม่นานก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง
แสงสีขาวตรงพุ่งมายังนาง เจียหลิงก็รีบหลบจนตัวเองทรุดลงไปนอนกองกับพื้นดิน พอเงยหน้าก็พบว่าเป็นนักพรตเยว่เทียน
“เหตุใดท่านต้องทำร้ายข้า”
“เพราะเจ้าคือตัวยาสำคัญ” นักพรตเยว่เทียนมองสตรีตรงหน้าไม่คิดว่าจิ้งจอกสีขาวจะแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้งดงามเช่นนี้
ส่วนเจียหลิงก็มองบุรุษดุจดังเทพเซียนแต่นิสัยกลับตรงกันข้าม
“หากท่านฆ่าข้า รู้ไหมว่าพวกท่านจะเดือดร้อนเพียงใด” ขู่ได้ก็ขู่ไปก่อนเพราะตอนนี้นางสิ้นฤทธิ์
นักพรตเยว่เทียนไม่อยากหลงกลคนตรงหน้าอีก จึงลงมือทันทีเจียหลิงพยายามหลบแต่สุดท้ายแล้วก็พ่ายแพ้อยู่ดี นางมองแส้ในมือนักพรตเยว่เทียนที่กำลังยกขึ้น
สองมือนางก็ยกขึ้นปิดตาตัวเองแล้วกรีดร้อง จากนั้นความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้น เมื่อนางลืมตาก็พบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดตวนอ๋อง ส่วนนักพรตเยว่เทียนกลับถูกมัดด้วยเชือกแทน
“นางเป็นของเปิ่นหวาง ท่านไม่มีสิทธิในตัวนาง”
“แต่นางคือจิ้งจอก”
ตวนอ๋องทำสีหน้าแปลกใจใส่นักพรตเยว่เทียน “ท่านนักพรตท่านเสียสติหรือไงถึงมองนางเป็นจิ้งจอก นางคือเจ้าสาวของเปิ่นหวางหากท่านคิดจะทำร้ายอีกรับรองท่านกับเปิ่นหวางได้เห็นดีกันแน่”
สีหน้าเหี้ยมนั้นบอกว่าจะไม่ละเว้นชีวิตเขาแน่นอน ส่วนนักพรตเยว่เทียนที่ไม่มีหลักฐานในตัวนางก็ต้องหาโอกาสใหม่
ตวนอ๋องอุ้มเจียหลิงจากนั้นก็หันหลังให้ เดินไปได้สองก้าวก็หันหลังมาก่อน “ดูเหมือนจวนของเปิ่นหวางจะไม่คู่ควรกับท่าน เชิญนักพรตออกไปอยู่ด้านนอกเถอะ”
จบคำสายตานั้นก็เต็มไปด้วยคำพูดที่ว่าอย่าได้มาบังอาจแตะต้องนางเด็ดขาด เขาจะร้ายกับคนทั้งโลกและยอมให้กับจิ้งจอกที่เจ้าเล่ห์แค่นางคนเดียวเท่านั้น
คนที่แอบหนีสุดท้ายก็กลับมายังที่เดิม เจียหลิงมองเขาที่ทำหน้าเหมือนจะยกดาบปาดคอนาง ตัวนางก็ถ่อยร่นอีกหน่อยมองน้ำเสียงตรงหน้าเอ่ย
“คิดจะหนีอีกไหม?”
อืม นางควรคิดใหม่ก็ดี ทางสำหรับนางตอนนี้มีแค่สองทางหนึ่งแต่งกับตวนอ๋องหน้าตายตรงหน้า หรือจะโดนนักพรตเยว่เทียนโยนลงหม้อเป็นสูตรยาอายุวัฒนะให้กับฮ่องเต้
ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีทั้งนั้น สุดท้ายนางก็ยอมเขาจนได้
“ข้าไม่หนีแล้ว”
“ดี ถ้าเช่นนั้นก็เตรียมตัวพรุ่งนี้เราจะแต่งงานกัน”
เดี๋ยวนะ เขาบอกเมื่อวานว่าสามวัน มาวันนี้บอกแต่งพรุ่งนี้สวรรค์!!! “ท่านนับเลขเป็นหรือเปล่า”
“นับเป็นแต่พวกเราไม่มีเวลามากกว่านั้น หากจับเจ้าแต่งได้วันนี้เปิ่นหวางก็จะทำ แต่เกรงว่าเจ้าจะน้อยใจหากงานไม่สมบูรณ์”
“เหตุใดต้องรีบร้อนเช่นนี้”
“เพราะถ้าหากนางมาถึงพวกเราจะไม่มีโอกาสอีกเลยก็เป็นได้” สู้ชิงตัดหน้าดีที่สุด
นาง? นางคือใคร พูดครึ่งๆ กลางๆ นางจะรู้ไหมว่าใคร แล้วเหตุใดเขาต้องกลัวขึ้นขนาดนั้น
สีหน้าตวนอ๋องเหมือนไม่ได้ฟังนางถามเลย สีหน้านั้นมีแววตาบางอย่าง “จะว่าไปคืนนี้พวกเรากราบไหว้ฟ้าดินเลยก็ยังได้ เด็กๆ”
เดี๋ยวๆ ท่านว่าอะไรนะ ผ่านไปหนึ่งเค่อของมงคลก็เต็มโต๊ะ เขาให้นางกำนัลสวมชุดเจ้าสาวให้นาง เจียหลิงที่เหมือนว่าทุกอย่างหมุนเร็วจนตามไม่ทัน มายืนอยู่ตรงหน้าเทียนมงคลมองเขาใส่ชุดเจ้าบ่าว
“นี่พวกเรากำลังเล่นขายของใช่ไหม” นางมองว่าทุกอย่างรีบร้อนเกินใช่เหตุ
“เปิ่นหวางไม่ได้เล่นขายของกับเจ้า แต่หากไม่เร่งเกรงว่าจะไม่ทันการ”
ไม่ทันการอะไร “ออกคำสั่งไปเปิ่นหวางแต่งตั้งแม่นางเจียหลิงเป็นพระชายาเอก” ตวนอ๋องออกคำสั่งองครักษ์ตวนเหยียนมองอ้าปากค้างตึง
สมองก็เริ่มไปไม่ถูก หากตวนอ๋องรู้ว่าที่กุ้ยเฟยทราบข่าวเป็นเพราะเขา เขาได้ตายจริงๆ แน่ แต่การที่ท่านอ๋องแต่งตั้งแม่นางเจียหลิงเป็นพระชายาเอกนั้นต่างหากที่ทำให้หัวเขาไม่ได้อยู่บนบ่าถ้าพระสนมกุ้ยเฟยทราบเรื่อง
“เจ้าจะขัดคำสั่งเปิ่นหวาง”
องครักษ์ตวนเหยียนรีบปฏิเสธ รีบไปตามนายอำเภอมาจดบันทึกและการรับรองพระชายาเอกเจียหลิง สุดท้ายนางก็ได้กระดาษมาหนึ่งใบในนั้นมีชื่อของนางอยู่
เจียหลิงยกขึ้นมาแล้วลองหมุนไปมา เสียงประตูห้องก็ปิดลงเหลือเพียงสองพวกเราสองคน
“เดี๋ยวทำพิธีเสร็จแล้วพวกเราจะได้ร่วมเตียงกันแล้ว”
จิ้งจอกน้อยหันมองเตียง “ท่านหมายถึงท่านจะตรวจสอบอาวุธใช่ไหม?”
“ถูกต้องแล้วหลิงเออร์ ถึงเวลาที่เราจะต้องตรวจสอบอาวุธอันทรงพลังของเปิ่นหวาง รับรองเปิ่นหวางไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน”
ทำไมนางฟังแล้วรู้สึกขนตั้งชอบกลหันมองเขาหยิบไหสุราขึ้นมาจากนั้นก็ป้อนให้นางดื่ม ท่านี้เหมือนจะคุ้นนักเหมือนนางเคยทำมาก่อนจึงไม่ขัดเขาแต่อย่างใด
ฤทธิ์สุราไหลลงตามลำคอจนถึงท้อง ส่งผลให้ตัวนางอุ่นร้อนไปทั่วร่าง ยิ่งเขาอุ้มนางขึ้นวางบนเตียงแล้วจัดการถอดเสื้อผ้าที่ละชิ้น ริมฝีปากสากที่ประโคมจูบนางนั้นเหมือนดังสุราที่ทำให้นางไม่อาจปฏิเสธเขาได้เลย
เจียหลิงเจ้าแต่งงานแล้วใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นนางก็สามารถนอนกับเขาได้แล้ว ว่าแต่นอนกับสามีนี่เขานอนยังไง เหตุใดเตียงถึงได้โยกสั่นเช่นนี้นางไม่เข้าใจ
