ตอนที่ 6 : สายตาของบิดา
สิบวันผ่านไปราวกับพลิกฝ่ามือหนึ่งครั้ง สำหรับกู้หนิงซีแล้ว แต่ละวันคล้ายจะถูกหล่อหลอมขึ้นจากความขัดเขิน ความสับสน และลมหายใจติดขัดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บทเรียนของอวี้ชินอ๋องเปลี่ยนจากเรื่องขี่ม้ากลับไปสู่การคัดอักษร แล้ววกมาสู่การอ่านบทกวี ทั้งหมดนี้ดูผิวเผินล้วนเป็นเรื่องการขัดเกลาคุณสมบัติของกุลสตรี แต่ทุกครั้งล้วนจบลงด้วยระยะห่างที่แทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างคนทั้งสอง เมื่อก่อนตอนนางยังเด็ก เรื่องพวกนี้ใช่ว่าอวี้ชินอ๋องจะไม่เคยทำกับนาง หากแต่บัดนี้ความรู้สึกนางเปลี่ยนไป ยามอยู่ใกล้กายนางร้อนรุ่มจนทำตัวไม่ถูก
ทว่าสำหรับกู้เทียนฉีผู้เป็นเจ้าบ้าน ความรู้สึกกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
จวนกั๋วกงอันเคยสงบสุข บัดนี้คล้ายมีก้อนเมฆทะมึนลอยมาปักหลักอยู่เหนือหลังคาไม่ยอมเคลื่อนไปไหน ก้อนเมฆที่ว่านั้นมีนามว่า ‘อวี้ชินอ๋อง’
ในห้องหนังสือ กู้เทียนฉีวางพู่กันในมือลงอย่างแรงจนน้ำหมึกกระเซ็นเปื้อนกระดาษเขียนฎีกาแผ่นงาม เขาลุกขึ้นเดินวนไปวนมาในห้องราวกับหนูติดจั่น สายตาเหลือบมองไปทางหน้าต่างเป็นระยะ คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะผูกกันเป็นปม
“มาอีกแล้ว... วันเว้นวัน ช่างตรงต่อเวลายิ่งกว่าขุนนางเข้าเฝ้ายามเช้าเสียอีก”
เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ แรกเริ่มเดิมที เขายังรู้สึกยินดีที่อ๋องผู้สูงศักดิ์ให้เกียรติมาเยือนบ่อยครั้ง แต่นานวันเข้าความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความระแวงสงสัย
อวี้ชินอ๋องผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องความเฉยชา ไม่เคยสนใจเรื่องลมจันทร์หิมะบุปผา เหตุใดจึงมีเวลาว่างมา ‘สอนสั่ง’ บุตรีของเขาได้แทบทุกวัน? มิหนำซ้ำ... สายตาที่ท่านอ๋องใช้มอง หนิงซี มันช่างไม่เหมือนสายตาที่ผู้ใหญ่ใช้มองเด็กสาวที่ต้องชี้แนะเลยสักนิด หากเป็นเมื่อก่อนย่อมไม่แปลก แต่ตอนนี้บุตรสาวตนใกล้จะออกเรือนอยู่แล้ว หากพระองค์ยังวนเวียนเช่นนี้ เห็นทีแม่สื่อคงไม่กล้าเข้าใกล้เป็นแน่
อีกอย่าง สายตาของท่านอ๋องนั้นมันเป็นสายตาของพรานป่าที่จับจ้องลูกกวางน้อย เป็นสายตาของนักล่าที่พบเหยื่ออันโอชะ กู้เทียนฉีสะบัดศีรษะอย่างแรง ขับไล่ความคิดอันน่าขนลุกของตนเองออกไป
“ไม่ได้การ ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตา”
ตัดสินใจได้ดังนั้น กั๋วกงผู้องอาจในสนามรบก็ยืดอก เดินอาดๆ ออกจากห้องหนังสือ มุ่งตรงไปยังเรือนรับรองริมสระบัวที่บุตรีของเขามักใช้เป็นที่ศึกษาเล่าเรียน
เมื่อมาถึง ภาพที่เห็นทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า กู้เทียนฉียืนหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ จ้องมองเข้าไปในศาลาริมน้ำ
กู้หนิงซีนั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย กำลังจรดพู่กันลงบนกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ ข้างกายนางคือเงาร่างสูงสง่าของจ้าวเหยียนอวี้ เขามิได้นั่ง แต่ยืนค้ำศีรษะนางอยู่ ก้มหน้าลงมองตัวอักษรบนกระดาษด้วยท่าทีเคร่งขรึม แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านม่านมู่ลี่ไม้ไผ่ลงมาเป็นลำ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น และสงบสุขอย่างน่าประหลาด
“เส้นนี้ยังหนักแน่นไม่พอ” เสียงทุ้มต่ำของท่านอ๋องดังขึ้น “เวลาลากเส้นขวางต้องผ่อนลมหายใจ ให้ปลายพู่กันเคลื่อนไปราวกับสายน้ำที่ราบเรียบ”
พูดจบเขาก็มิได้จับมือนางดังเช่นคราวก่อน แต่กลับใช้นิ้วชี้ยาวเรียวของตนแตะเบาๆ ที่หลังมือของกู้หนิงซีแทน สัมผัสเพียงแผ่วเบานั้นทำให้ร่างของเด็กสาวสะท้านน้อยๆ พู่กันในมือพลันสั่นไหว
กู้เทียนฉีเบิกตากว้าง กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นั่นมัน... นั่นมันเป็นการแตะเนื้อต้องตัวกันชัดๆ ต่อให้จะอ้างว่าเป็นการสอนสั่ง แต่นี่มันเกินกว่าเหตุไปแล้ว
โทสะของคนเป็นบิดาพุ่งขึ้นถึงกลางกระหม่อม เขากำลังจะก้าวออกไปประกาศศักดาความเป็นเจ้าบ้าน แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อได้ยินบทสนทนาถัดมา
“ท่านอ๋องเพคะ... คือว่า... ข้าคิดว่าลายมือของข้าพัฒนาขึ้นมากแล้ว บทเรียนนี้น่าจะพอได้แล้วกระมัง” กู้หนิงซีเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม พยายามจะดึงมือกลับอย่างสุภาพ
จ้าวเหยียนอวี้คล้ายจะยิ้ม แต่ก็ไม่ยิ้ม “ยังหรอก” เขากล่าวเรียบๆ “รากฐานยังไม่มั่นคง หากหยุดตอนนี้ ที่พยายามมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า”
“แต่ว่า...”
“หรือเจ้าคิดว่าคำสอนของเปิ่นหวางไร้ค่า?”
เพียงประโยคเดียว กู้หนิงซีก็เงียบกริบ นางก้มหน้างุด ไม่กล้าโต้เถียงอีกต่อไป ทั้งที่วัยเยาว์นางกล้าพูดกล้าเถียงมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
กู้เทียนฉีเห็นภาพนั้นแล้วแทบจะกระอักเลือด นี่มันไม่ใช่การสอนสั่ง แต่เป็นการข่มขู่กันชัดๆ เขาหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้ดูสุขุมเยือกเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะก้าวออกจากที่ซ่อน ไอออกมาหนึ่งทีเพื่อประกาศการมาถึง
“อะแฮ่ม”
ทั้งสองคนที่อยู่ในศาลาหันมามองเป็นตาเดียว กู้หนิงซีมีสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัดที่เห็นบิดา ส่วนจ้าวเหยียนอวี้เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
“คารวะท่านพ่อ”
“ถวายพระพรท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
กู้เทียนฉีรับการคำนับจากทั้งสองคน ก่อนจะเดินเข้าไปทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งอย่างสง่าผ่าเผยราวกับเป็นเจ้าของสถานการณ์ทั้งหมด เขารินชาให้ตัวเองจอกหนึ่ง จิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่คิดว่าดูเป็นมิตรที่สุด
“ไม่นึกว่าท่านอ๋องจะทรงทุ่มเทให้กับการสอนสั่งบุตรีของกระหม่อมถึงเพียงนี้ เป็นพระกรุณายิ่งนัก”
จ้าวเหยียนอวี้มองท่าทีนั้นนิ่งๆ “กั๋วกงเกรงใจเกินไปแล้ว คุณหนูกู้มีพรสวรรค์ เพียงแต่ยังขาดการขัดเกลา เปิ่นหวางเพียงแค่ช่วยชี้แนะเล็กน้อยเท่านั้น”
“เช่นนั้นเอง” กู้เทียนฉีพยักหน้ารับรู้ “กระหม่อมเองก็ว่างๆ อยู่พอดี วันนี้จึงอยากจะขอนั่งชมการสอนของท่านอ๋องด้วย เผื่อจะได้ความรู้ไปปรับใช้กับตนเองบ้าง”
เขาประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าจะนั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน หางตายังเห็นบุตรีลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าจ้าวเหยียนอวี้กลับไม่แสดงท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจแม้แต่น้อย เขากลับแย้มสรวลบางเบาที่มุมปาก “เป็นความคิดที่ดีมาก”
รอยยิ้มนั้นทำให้กู้เทียนฉีรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
และสังหรณ์ของเขาก็ไม่เคยผิดพลาด
“ในเมื่อท่านกั๋วกงอยู่ที่นี่พอดี ข้าก็มีเรื่องราชการเร่งด่วนบางอย่างอยากจะขอคำชี้แนะจากท่านอยู่พอดี” จ้าวเหยียนอวี้กล่าว พลางผายมือไปทางเฟิงอิ่งที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านนอก
องครักษ์หนุ่มก้าวเข้ามาราวเงา พร้อมกับม้วนเอกสารกองมหึมาที่เขาประคองไว้ในอ้อมแขน เฟิงอิ่งวางมันลงบนโต๊ะข้างกายกู้เทียนฉีดังตุ้บใหญ่ เสียงนั้นหนักแน่นราวกับค้อนทุบลงบนหัวใจของกั๋วกง
จ้าวเหยียนอวี้คลี่ม้วนเอกสารแผ่นบนสุดออก มันคือแผนที่การวางกำลังตามแนวชายแดนด้านเหนือ
“เรื่องการส่งเสบียงให้กองทัพที่ด่านเยี่ยนเหมินติดขัดเล็กน้อย ข้าคิดว่าเส้นทางลำเลียงเดิมไม่ปลอดภัยพอ อยากจะขอความเห็นจากท่านกั๋วกงซึ่งเชี่ยวชาญการศึกที่สุดในต้าเยี่ยนว่าจะปรับเปลี่ยนเส้นทางอย่างไรดี”
กู้เทียนฉียังไม่ทันจะอ้าปากตอบ เขาก็คลี่เอกสารอีกแผ่นหนึ่งออกมา “นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องบัญชีจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกรมกลาโหม ตัวเลขบางรายการดูไม่ชอบมาพากล ข้าได้ทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว อยากจะรบกวนให้ท่านกั๋วกงช่วยตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง”
“แล้วก็เรื่องนี้... รายชื่อนายทหารที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เรื่องการจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมกำแพงเมือง รายงานการลักลอบค้าเกลือเถื่อน”
เอกสารถูกคลี่ออกทีละม้วน ทีละม้วน กองอยู่ตรงหน้ากู้เทียนฉีจนสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องใหญ่ และเร่งด่วนที่ส่งผลต่อความมั่นคงของแผ่นดินทั้งสิ้น
กู้เทียนฉีอ้าปากค้าง ใบหน้าเริ่มซีดเผือด จากที่ตั้งใจจะมาเป็นผู้คุม กลับกลายเป็นว่าตนเองกำลังจะถูกงานทับตายอยู่ตรงนี้ เขาเป็นถึงกั๋วกง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดิน เมื่ออวี้ชินอ๋องยกเรื่องราชการบ้านเมืองมาอ้างซึ่งหน้าเช่นนี้ เขามีหรือจะปฏิเสธได้
“เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่สำคัญยิ่ง” จ้าวเหยียนอวี้กล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าเชื่อว่าไม่มีผู้ใดจะให้คำปรึกษาที่ดีไปกว่าท่านกั๋วกงอีกแล้ว จึงได้รวบรวมนำมาให้ท่านช่วยพิจารณา”
กู้เทียนฉีมองกองเอกสารตรงหน้าสลับกับมองใบหน้าเรียบเฉยของอวี้ชินอ๋อง ในใจร่ำร้องโหยหวน นี่มันแผนการที่แยบยลยิ่งนัก ใช้อำนาจและหน้าที่การงานมาบีบบังคับกันซึ่งๆ หน้า เขาต่อกรในสนามรบกับไพร่พลนับแสนได้ แต่กลับจนมุมให้กับเล่ห์เหลี่ยมของบุรุษหนุ่มตรงหน้านี้
“กระ...กระหม่อมจะรีบนำไปพิจารณาโดยด่วนพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบเสียงแห้ง ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
“ดีมาก” จ้าวเหยียนอวี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เรื่องของบ้านเมืองต้องมาก่อนเสมอ”
กู้เทียนฉีจำใจต้องให้บ่าวไพร่ช่วยกันขนย้ายกองเอกสารมหึมานั้นกลับไปยังห้องหนังสือของตน ขณะที่เดินจากไป เขายังมิวายหันกลับมามองด้วยความอาวรณ์ แต่ก็ได้เห็นเพียงรอยยิ้มมุมปากของอวี้ชินอ๋องที่มองมาเท่านั้น เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่สมบูรณ์แบบ
เมื่อกลับมาถึงห้องหนังสือ กู้เทียนฉีก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง เขามองกองเอกสารที่สูงท่วมหัวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวที่ศาลาริมน้ำอีกครั้ง
จ้าวเหยียนอวี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปกล่าวบางอย่างกับกู้หนิงซี นางมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นยืนตาม จากนั้นทั้งสองก็เดินเคียงคู่กันออกจากศาลา มุ่งหน้าไปยังสวนเหมยท้ายจวน
ภาพนั้นบาดตา และบาดลึกถึงขั้วหัวใจของคนเป็นพ่อ
เขาถูกหลอกให้มานั่งจมอยู่กับกองเอกสารเพื่อเปิดทางให้หมาป่าเจ้าเล่ห์ไปรังแกลูกกวางของเขาตามลำพัง
ความคับแค้นใจตีขึ้นมาจนจุกอก กู้เทียนฉีควานหาสิ่งของรอบกายเพื่อระบายอารมณ์ มือของเขาปะเข้ากับผ้าเช็ดมือผืนเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ ด้วยความโมโหจนลืมตัว เขายกมันขึ้นมายัดใส่ปากแล้วกัดฟันกรอด
“ท่านพี่ นั่นกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”
เสียงหวานใสของภรรยาดังขึ้นจากทางประตู หวังซินหรูเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงตุ๋นโสมบำรุงร่างกาย นางมองภาพสามีที่ยืนกัดผ้าเช็ดหน้า ขอบตาสองข้างแดงก่ำด้วยความโกรธแล้วก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา
กู้เทียนฉีดึงผ้าออกจากปากอย่างแรง “ซินหรู เจ้าดูเอาเถิด ดูสิว่าอ๋องผู้นั้นทำอะไรกับข้า” เขาชี้มือไม้สั่นไปยังสวนเหมย “เขาใช้ราชการมาเป็นข้ออ้าง แล้วตอนนี้ก็พาลูกสาวของเราไปเดินเล่นสองต่อสองแล้ว”
หวังซินหรูเดินไปวางถาดน้ำแกงลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล นางมองตามทิศทางที่สามีชี้ก็เห็นเงาร่างสองร่างเดินเคียงกันอยู่ไกลๆ ภายใต้กิ่งเหมยที่กำลังผลิบาน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ทอประกายสีทอง ดูแล้วช่างเป็นภาพที่งดงามราวกับภาพวาด
นางหันกลับมายิ้มให้สามี รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน และเปี่ยมไปด้วยความนัยบางอย่าง
“ท่านพี่อย่าร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ” นางกล่าวพลางรินน้ำแกงใส่ถ้วยส่งให้ “ข้าว่า... อากาศวันนี้ปลอดโปร่งดีนัก เหมาะแก่การชมดอกเหมยในสวนยิ่งนัก”
กู้เทียนฉีรับถ้วยน้ำแกงมาถือไว้ในมืออย่างงุนงง
“นี่เจ้าไม่กังวลเลยหรือไร นั่นมันหมาป่าที่จ้องจะกินลูกแกะของเรานะ”
หวังซินหรูส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาของนางทอประกายรู้ทัน
“ท่านพี่ บางทีหมาป่าตัวนั้นอาจไม่ได้คิดจะกินลูกแกะ แต่อาจจะแค่อยากปกป้องดูแลลูกแกะตัวนั้นไปตลอดชีวิตก็ได้นะเจ้าคะ”
คำพูดของนางทำให้กู้เทียนฉีถึงกับพูดไม่ออก เขาได้แต่อ้าปากพะงาบๆ มองภรรยาที่จิบชาอย่างสบายอารมณ์สลับกับมองเงาร่างสองร่างที่ค่อยๆ ลับหายไปหลังแนวพุ่มไม้ในสวน พร้อมกับความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ไม่อาจหาที่ระบายได้
