ตอนที่ 7 : เทียบเชิญจากฮองเฮา
ครึ่งเดือนผ่านไปราวกับสายลมพัด กองเอกสารราชการที่อวี้ชินอ๋องนำมาฝากไว้ที่จวนกั๋วกงยังคงกองสูงท่วมโต๊ะทำงานของกู้เทียนฉี รั้งให้แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นไม่อาจปลีกตัวไปที่ศาลาริมน้ำได้อีกเลย
ที่จวนอวี้ชินอ๋อง บรรยากาศเงียบสงบกว่ามากนัก ในห้องหนังสือที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกและไม้หอม จ้าวเหยียนอวี้นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ลายเมฆมงคล ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนฎีกาฉบับหนึ่ง ดวงตาคู่คมทอดมองออกไปยังสวนด้านนอกที่ต้นเหมยเริ่มผลิดอกแรกแย้มรับลมหนาวระลอกใหม่
“ท่านอ๋อง กั๋วกงยังคงง่วนอยู่กับเอกสารเรื่องการส่งกำลังบำรุงที่ท่านมอบให้พ่ะย่ะค่ะ ดูท่าแล้วคงจะไม่มีเวลาไป ดูแลการสอนของคุณหนูกู้ไปอีกพักใหญ่”
เฟิงอิ่งรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าของเขายังคงไร้ความรู้สึกเช่นเคย
จ้าวเหยียนอวี้เพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวอะไรตอบกลับ เพียงแค่โบกมือให้องครักษ์คนสนิทถอยออกไป
ไม่นานนัก ร่างโปร่งในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มของฉู่สืออวิ๋นก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มพรายเต็มใบหน้า เขาทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะรินชาให้ตัวเองหนึ่งจอก
“ได้ยินว่าการสอนสั่งของท่านอ๋องคืบหน้าไปมากทีเดียว” กุนซือหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ถึงขั้นที่กั๋วกงต้องออกมาขัดขวางด้วยตนเอง นับว่าไม่ธรรมดา”
“เขาเพียงเป็นห่วงบุตรสาว” จ้าวเหยียนอวี้ตอบเสียงเรียบ พลางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก ตวัดอักษรสองสามตัวลงบนกระดาษอย่างแช่มช้า
“เป็นห่วงหรือว่าหวงกันแน่พ่ะย่ะค่ะ” ฉู่สืออวิ๋นยังคงยิ้ม “กระหม่อมว่า กั๋วกงคงมองเห็นประกายบางอย่างในแววตาของท่านอ๋องยามทอดมองคุณหนูกู้ ประกายที่แม้แต่ตัวท่านอ๋องเองก็อาจจะยังไม่ทันสังเกต”
ปลายพู่กันในมือของจ้าวเหยียนอวี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวต่ออย่างมั่นคง
“เจ้าว่างมากหรือ ไร้สาระ”
“โธ่ ท่านอ๋อง กระหม่อมเพียงแค่...”
ยังไม่ทันที่ฉู่สืออวิ๋นจะกล่าวจบ พ่อบ้านชราก็ก้าวเข้ามารายงานด้วยท่าทีนอบน้อม
“ท่านอ๋อง ขันทีจากวังหลวงมาพ่ะย่ะค่ะ แจ้งว่ามีราชโองการจากตำหนักคุนหนิง”
คิ้วกระบี่ของจ้าวเหยียนอวี้ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ตำหนักคุนหนิงเป็นที่ประทับของฮองเฮา ปกตินางไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายนอก เหตุใดจึงส่งคนมาที่นี่
“ให้เขาเข้ามา”
ขันทีน้อยสวมชุดข้าราชสำนักเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่สงบเสงี่ยม คุกเข่าลงเบื้องหน้าแล้วยื่นม้วนราชโองการสีเหลืองสดที่พันด้วยแถบผ้าปักลายหงส์ให้
“ถวายพระพรท่านอ๋อง ฮองเฮามีรับสั่งให้ทูลเชิญคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาที่อุทยานหลวงในอีกเจ็ดวันข้างหน้าพ่ะย่ะค่ะ และมีพระเสาวนีย์มาถึงท่านอ๋องเป็นการส่วนพระองค์ด้วย”
จ้าวเหยียนอวี้รับม้วนราชโองการมาคลี่ออกอ่านอย่างไม่เร่งร้อน สายตาคมกวาดอ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็ว เนื้อความส่วนใหญ่เป็นการเชิญชวนอย่างเป็นทางการ ทว่าชื่อหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อคุณหนูที่ได้รับเชิญ ทำให้ดวงตาของเขาวาบประกายเย็นเยียบขึ้นมา คุณหนูใหญ่แห่งจวนกั๋วกง กู้หนิงซี
ฉู่สืออวิ๋นที่นั่งอยู่ด้านข้างสังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปรอบกายผู้เป็นนาย อากาศในห้องพลันหนักอึ้งลงถนัดตา
“งานเลี้ยงชมบุปผาหรือ...” จ้าวเหยียนอวี้พึมพำเสียงเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
ขันทีน้อยกล่าวเสริม “พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮารับสั่งว่า องค์ชายเจ็ดเพิ่งจะหายจากพระอาการประชวร ทรงอยากให้บรรยากาศในวังคึกคักขึ้นบ้าง จึงทรงจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้น และทรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องเสด็จไปร่วมงานในฐานะพระญาติผู้ใหญ่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายเจ็ด... จ้าวอี้เฉิน
เพียงได้ยินชื่อนี้ จ้าวเหยียนอวี้ก็เข้าใจทุกอย่างในทันที ฮองเฮาฟู่หว่านชิงเป็นพระมาตุลาขององค์ชายเจ็ด นางรักและเอ็นดูหลานชายคนนี้ยิ่งกว่าผู้ใด การจัดงานเลี้ยงชมบุปผาที่รวมเอาเหล่าคุณหนูจากตระกูลชั้นสูงไว้มากมาย โดยมีองค์ชายเจ็ดเป็นศูนย์กลาง นี่มันงานเลือกคู่ชัดๆ
แล้วเหตุใดกู้หนิงซีจึงได้รับเชิญด้วยเล่า?
ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในหัวของเขา กู้เทียนฉีเป็นเสาหลักของกองทัพ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของฝ่าบาท หากองค์ชายเจ็ดได้แต่งงานกับบุตรีของเขา ก็เท่ากับได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหารไปโดยปริยาย
หึ จะจับคู่ให้หลานข้าอย่างนั้นรึ?
จ้าวเหยียนอวี้ม้วนราชโองการกลับดังเดิม ยื่นส่งให้พ่อบ้านไป “ข้าทราบแล้ว บอกขันทีไปว่าข้าจะไปร่วมงานตามรับสั่ง”
เมื่อขันทีหลวงจากไปแล้ว บรรยากาศกดดันในห้องก็คลายลง ฉู่สืออวิ๋นหัวเราะร่วนออกมาอย่างไม่อาจเก็บอาการได้อีก
“ฮ่าๆๆๆ ท่านอ๋องขอรับ ดูท่าว่าจะมีคนคิดจะชิงตัดหน้าท่านเสียแล้ว” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี “ฮองเฮาทรงเดินหมากตานี้ได้เฉียบแหลมนัก งานเลี้ยงชมบุปผาในอุทยานหลวง หนุ่มสาวได้พบปะพูดคุยกันตามสมควร หากองค์ชายเจ็ดจะบังเอิญถูกตาต้องใจคุณหนูกู้ขึ้นมา ทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องของวาสนา ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ”
จ้าวเหยียนอวี้หันขวับมามองกุนซือคนสนิท แววตาคมปลาบดุจใบมีด “เจ้าดูสนุกสนานเกินไปแล้วนะ”
“ท่านอ๋องจะมิให้กระหม่อมสนุกได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่สืออวิ๋นโบกพัดในมือไปมา “ในที่สุดก็ได้เห็นท่านอ๋องมีเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจเพราะสตรีเสียที กระหม่อมเพียงแค่อยากจะรู้ว่า... ท่านอ๋องจะทรงปล่อยให้องค์ชายเจ็ดสานสัมพันธ์กับยอดดวงใจของท่าน หรือว่าจะทรงทำอะไรสักอย่าง?”
คำว่า ‘ยอดดวงใจ’ ทำให้จ้าวเหยียนอวี้ชะงักไปอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววครุ่นคิดล้ำลึก เขาเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง ทอดสายตามองไปยังทิศที่ตั้งของจวนกั๋วกงซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
ปล่อยไปน่ะหรือ ภาพรอยยิ้มสดใสของกู้หนิงซียามได้ปิ่นหยกขาว ภาพแก้มนวลที่ขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาโอบกอดนางบนหลังม้าผุดขึ้นมาในมโนสำนึกอย่างชัดเจน
ให้ภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะบุรุษอื่น... ไม่มีทาง
“ข้าเป็นอาของเจ้าเจ็ด การไปร่วมงานเพื่อดูแลความเรียบร้อยก็เป็นเรื่องสมควร” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่ฉู่สืออวิ๋น กลับเห็นประกายมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้น
“เพียงแค่ไปดูแลความเรียบร้อยเท่านั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ฉู่สืออวิ๋นยิ้มอย่างรู้ทัน
จ้าวเหยียนอวี้ไม่ตอบ เขาหันกลับมายังโต๊ะทำงานอีกครั้ง ความคิดบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว “เฟิงอิ่ง”
องครักษ์หนุ่มปรากฏกายขึ้นในห้องราวกับเงา
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ามีเรื่องให้เจ้าไปทำ” จ้าวเหยียนอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด และจริงจังกว่าปกติ “จงไปสืบมาให้ได้ว่า ในวันงานเลี้ยงชมบุปผา คุณหนูกู้หนิงซีจะสวมอาภรณ์สีใด ลวดลายเช่นไร รายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด ข้าต้องการรู้ให้เร็วที่สุด”
คำสั่งนี้ทำให้แม้แต่เฟิงอิ่งที่สุขุมเยือกเย็นเสมอมาก็ยังอดเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นนายออกคำสั่งที่ดูไร้สาระเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่ถามซ้ำ เพียงแค่ค้อมศีรษะรับคำ
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
เมื่อเฟิงอิ่งจากไปแล้ว ฉู่สืออวิ๋นมองจ้าวเหยียนอวี้ด้วยแววตาพราวระยับ
“ท่านอ๋อง ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่พ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเหยียนอวี้หันไปหยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมา พลางตวัดพู่กันเขียนรายการสองสามอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว
“เรียกหัวหน้าช่างตัดเย็บประจำจวนมาพบข้า”
ฉู่สืออวิ๋นชะโงกหน้าไปมองตัวอักษรบนกระดาษแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง บนนั้นระบุชนิดของผ้าไหมที่ดีที่สุดหลายชนิด ทั้งไหมหังโจว ไหมซูซิ่ว พร้อมกับคำสั่งให้เตรียมด้ายปักสีเงิน และสีทองเอาไว้ให้พร้อม
ดูเหมือนว่างานเลี้ยงชมบุปผาในครั้งนี้ คงจะไม่ใช่แค่การชมบุปผาธรรมดาเสียแล้ว
ในเวลาเดียวกันที่จวนกั๋วกง บรรยากาศกลับสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีหลังจากได้รับเทียบเชิญจากวังหลวง
ไป๋ลู่ดีใจจนเนื้อเต้น นางวิ่งวุ่นไปทั่วเรือนพักของคุณหนูเพื่อเตรียมการต่างๆ
“คุณหนู นี่เป็นเทียบเชิญจากฮองเฮาเลยนะเจ้าคะ ท่านจะได้เข้าวังแล้ว เราต้องเตรียมชุดที่งดงามที่สุด”
กู้หนิงซีนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง มองเทียบเชิญสีทองในมือด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความตื่นเต้น และความประหม่าระคนกัน นางไม่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงใหญ่ในวังหลวงมาก่อน
“เจ้าอย่าตื่นเต้นไปหน่อยเลย” นางปรามสาวใช้คนสนิทด้วยรอยยิ้ม “เป็นเพียงงานเลี้ยงชมดอกไม้เท่านั้น”
“โธ่ คุณหนู งานชมดอกไม้ของฮองเฮาจะธรรมดาได้อย่างไรเจ้าคะ” ไป๋ลู่เดินไปเปิดหีบเสื้อผ้าใบใหญ่ของกู้หนิงซีออกมา “เหล่าคุณหนูทั่วเมืองหลวงต้องแต่งกายประชันกันน่าดู คุณหนูของบ่าวจะยอมน้อยหน้าไม่ได้นะเจ้าคะ”
นางหยิบชุดออกมาสองสามตัว ทาบลงบนตัวของคุณหนู “สีชมพูอ่อนนี่ก็หวานดี หรือจะเป็นสีฟ้าครามขับให้ผิวดูผ่องขึ้น เอ๊ะ หรือว่าสีเหลืองนวลดีเจ้าคะ?”
กู้หนิงซีมองภาพสะท้อนของตนในคันฉ่อง พลางนึกถึงบทเรียนต่างๆ ที่เพิ่งผ่านมาในช่วงครึ่งเดือนนี้ แม้จะเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านางได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากสายตา และท่าทีของบุรุษผู้นั้น
นางไม่ต้องการเป็นจุดสนใจที่ฉูดฉาดเกินไปในงานเลี้ยง
ปลายนิ้วของนางไล้ไปตามแพรพรรณหลากสี ก่อนจะหยุดลงที่ชุดตัวหนึ่งซึ่งพับเก็บไว้อย่างดีที่ก้นหีบ เป็นชุดที่ท่านแม่เพิ่งสั่งตัดให้เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีโอกาสได้สวมใส่
“ข้าว่า... ชุดนั้นน่าจะดี”
ไป๋ลู่มองตามนิ้วเรียวของคุณหนูแล้วอุทานออกมาเบาๆ “ชุดสีเขียวหยกอ่อนตัวนั้นหรือเจ้าคะคุณหนู? งดงามมากเจ้าค่ะ เป็นสีที่ดูสงบสบายตา แต่ก็สูงส่งอยู่ในที เข้ากับคุณหนูที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
กู้หนิงซีพยักหน้าเบาๆ พลางตัดสินใจ “อืม เอาเป็นชุดนี้แหละ”
