ข้าจับจองเจ้าตั้งแต่วัยเยาว์

109.0K · จบแล้ว
หงฮวา
41
บท
1.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

'จ้าวเหยียนอวี้' ชินอ๋องผู้หล่อเหลา เยือกเย็น และเหี้ยมหาญ เฝ้ามองดรุณีน้อยจวนกั๋วกงเติบโตมาตั้งแต่นางยังก้าวเดินไม่มั่นคง ประคองมือน้อยๆ นั้นคัดอักษร สอนสั่งจริยธรรม และกางปีกปกป้องนางไว้ใต้ร่มเงาของตนมานับสิบปี สำหรับ 'กู้หนิงซี' เขาคือท่านอาผู้แสนดีที่นางเคารพรักประดุจบิดาคนที่สอง โดยหารู้ไม่ว่า ภายใต้ท่าทีเคร่งขรึมดุดันนั้น ซุกซ่อนความปรารถนาอันลึกล้ำที่รอวันปะทุ เมื่อวันปักปิ่นมาเยือน จากวัยเยาว์แปรเปลี่ยนสาวน้อยงดงามสะพรั่งที่ดึงดูดหมู่ภมร แม้แต่ราชสำนักยังหมายตานางให้เคียงคู่กับองค์ชายเจ็ดผู้สูงศักดิ์ บุรุษที่เคยวางมาดเป็นผู้ใหญ่จึงเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้... กำแพงแห่งศีลธรรมที่เขาสร้างไว้พังทลายลง พร้อมกับสัญชาตญาณราชสีห์หวงเนื้อที่ตื่นขึ้น เขาเริ่มรุกไล่ทีละนิด แทรกซึมเข้าไปในทุกจังหวะชีวิตและการเต้นของหัวใจนางอย่างแนบเนียน ผู้ใดกล้าแตะต้องดวงใจของเขา ต่อให้เป็นโอรสสวรรค์ เขาก็จะแย่งชิงนางกลับมาให้จงได้!

นิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคท่านอ๋องผู้ชายอบอุ่นคนในใจพระชายาพระเอกเก่งการแต่งงานจีนโบราณ

ตอนที่ 1 : พิธีปักปิ่นกลางเหมันต์

เกล็ดหิมะโปรยปรายจากฟากฟ้าสีเทาหม่น คล้ายปุยสำลีละเอียดที่ถูกร่อนลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเข้มของจวนกั๋วกงจนขาวโพลน กิ่งก้านของต้นเหมยในสวนบิดงอเล็กน้อยด้วยน้ำหนักของปุยหิมะ ทว่ายังคงชูดอกสีชมพูระเรื่อท้าทายความหนาวเหน็บแห่งเหมันตฤดู

ภายในโถงรับรองใหญ่อบอุ่นด้วยไอจากเตาอั้งโล่ทองเหลืองสลักลายมงคลที่ตั้งอยู่ทุกมุมห้อง บรรดาแขกเหรื่อผู้มีเกียรติล้วนนั่งประจำที่อย่างเป็นระเบียบ เสียงพูดคุยแผ่วเบาดังคลอไปกับกลิ่นหอมของชาชั้นดี และกำยานจางๆ วันนี้เป็นวันมงคลยิ่งของจวนตระกูลกู้ พิธีปักปิ่นของคุณหนูใหญ่กู้หนิงซี ซึ่งบ่งบอกว่านางได้เติบโตเป็นดรุณีเต็มตัวแล้ว

กู้เทียนฉีผู้เป็นเจ้าบ้าน และเป็นถึงท่านกั๋วกง ยืนตัวตรงอยู่หน้าประตู ทว่ามือที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อกลับชื้นเหงื่อ เขาควรจะยินดีที่บุตรีสุดที่รักเติบใหญ่ แต่ในใจกลับกระสับกระส่ายอย่างประหลาด ยิ่งเมื่อเห็นราชรถคันงามที่คุ้นตาหยุดลงตรงหน้า หัวใจของแม่ทัพใหญ่ก็แทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“ถวายพระพรชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงขานต้อนรับจากพ่อบ้าน และบ่าวไพร่ดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคลก้าวลงจากราชรถ แม้ใบหน้าจะหล่อเหลาคมคาย ทว่ารัศมีความเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับทำให้บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงบลงในทันที จ้าวเหยียนอวี้ หรืออวี้ชินอ๋องผู้กุมอำนาจทางการทหารสูงสุดแห่งแคว้นต้าเยี่ยนกวาดสายตาดุดันไปรอบๆ เพียงเล็กน้อย ก่อนจะหยุดลงที่กู้เทียนฉีซึ่งรีบปรี่เข้ามาถวายความเคารพ

“ถวายพระพรท่านอ๋อง กระหม่อมมิคาดคิดว่าท่านอ๋องจะทรงเสียสละเวลามาร่วมงานเล็กๆ ของบุตรีกระหม่อมด้วยพระองค์เอง” กู้เทียนฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเจือความประหม่า

“ซีเอ๋อร์ก็เปรียบเสมือนลูกหลานของเปิ่นหวาง พิธีสำคัญของนาง เปิ่นหวางจะพลาดได้อย่างไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังมิกล้าโต้แย้ง

ด้านหลังของชินอ๋องคือฉู่สืออวิ๋น กุนซือคู่ใจที่ถือพัดจีบแม้ในยามเหมันต์ เขายิ้มบางๆ ขณะมองท่านกั๋วกงที่หน้าซีดลงเล็กน้อยกับคำว่า ‘ลูกหลาน’ นั้น

ไม่ทันที่กู้เทียนฉีจะหาคำพูดมาตอบรับได้ทันท่วงที เสียงสดใสก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

“ท่านอาเก้า ท่านมาแล้ว”

องค์ชายเจ็ด จ้าวอี้เฉิน ที่วันนี้สวมชุดสีฟ้าอ่อนเดินยิ้มกว้างเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดประดับรอยยิ้มอบอุ่นจนดวงตาเรียวรีหยีลง เขาย่อกายคารวะผู้เป็นอาอย่างคล่องแคล่ว “ถวายพระพรท่านอาพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวเหยียนอวี้เพียงพยักหน้ารับเบาๆ สายตาเหลือบมองหลานชายที่ยืนอยู่ข้างกายกู้เทียนฉีอย่างสนิทสนมแล้วจึงเบือนหน้าหนี คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ยกเว้นฉู่สืออวิ๋นที่โบกพัดในมือช้าๆ

เมื่อแขกคนสำคัญมาถึงแล้ว กั๋วกงฮูหยินหวังซินหรูก็ส่งสัญญาณให้เริ่มพิธี นางมองสามีที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างกายชินอ๋องแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางซ่อนรอยยิ้มไว้หลังแขนเสื้อ

เสียงพิณโบราณเริ่มบรรเลงขึ้น ท่วงทำนองพลิ้วไหวอ่อนหวานดังกังวานไปทั่วโถง ทุกสายตาจับจ้องไปยังฉากกั้นปักลายหงส์มังกรที่ตั้งอยู่ปลายสุดของห้อง บรรยากาศที่เคยอึกทึกครึกโครมพลันเงียบสงัดลงโดยพร้อมเพรียงกัน

จ้าวเหยียนอวี้นั่งในตำแหน่งประธานของแขกฝั่งบุรุษ จอกชาในมือยังคงอุ่น แต่เขากลับไม่ยกขึ้นมาจิบ นัยน์ตาสีนิลคมกริบจับจ้องไปยังฉากกั้นนั้นไม่วางตา หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งหินผามาตลอดหลายสิบปีกลับเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“เชิญคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”

สิ้นเสียงประกาศของแม่สื่ออาวุโส ร่างระหงที่สวมชุดพิธีการสีแดงสดปักลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นสีทองอร่ามก็ค่อยๆ ก้าวพ้นออกมาจากหลังฉากกั้น ทุกย่างก้าวของนางเชื่องช้า ทว่ามั่นคง เส้นผมสีดำขลับถูกรวบเกล้าขึ้นอย่างงดงาม เผยให้เห็นลำคอระหง และใบหน้างดงามหมดจดที่ถูกแต่งแต้มเพียงบางเบา ดวงตาคู่กลมโตภายใต้แพขนตางอนยาวกวาดมองไปเบื้องหน้าอย่างประหม่าเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มเคลือบด้วยชาดสีระเรื่อ

จ้าวเหยียนอวี้รู้สึกราวกับมีบางสิ่งมากระแทกอกอย่างแรง ร่างกายที่เคยผ่อนคลายพลันเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยวิ่งตามเขาต้อยๆ พลันซ้อนทับกับภาพของดรุณีงดงามตรงหน้า

นางโตปานนี้แล้วหรือ...

ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวราวกับสายฟ้าฟาด เขามองมวยผมที่ยังว่างเปล่า รอคอยปิ่นทองประดับหยกขาวที่ฮองเฮาประทานให้มาประดับเพื่อเป็นสิริมงคล มองมือน้อยๆ ที่บัดนี้เรียวยาวขาวผ่องกำลังกุมผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กไว้แน่น มือคู่ที่เขาเคยจูงเดินเล่นในสวนหลวง บัดนี้กลับดูบอบบางน่าทะนุถนอมจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดแตะต้อง

กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยผสมกับกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของนางลอยตามลมมาแตะจมูก เป็นกลิ่นที่คุ้นเคย ทว่าวันนี้กลับหอมหวานชวนใจสั่นเป็นพิเศษ ชินอ๋องเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง

กู้หนิงซีเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าแท่นพิธี นางย่อกายลงคุกเข่าอย่างนอบน้อมต่อหน้าบิดา มารดา และแม่สื่อผู้จะทำพิธีให้ หลังของนางตั้งตรงสง่างามสมเป็นคุณหนูแห่งจวนกั๋วกง ทุกอิริยาบถล้วนผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทว่าปลายนิ้วที่เผลอบิดปมผ้าเช็ดหน้าในมือไปมานั้นกลับบ่งบอกถึงความตื่นเต้นที่ซ่อนไว้ภายใน

แม่สื่ออาวุโสซึ่งได้รับเทียบเชิญมาจากในวังโดยตรง เริ่มกล่าวบทอวยพรมงคลยาวเหยียดด้วยน้ำเสียงที่ดังน่าฟัง

“...ในวันอันเป็นมงคลแห่งเหมันตฤดู ปักปิ่นทองเสริมราศี ให้เกียรติยศขจรไกล ให้คุณธรรมนำชีวี ให้คู่ครองดีศรีสกุล...”

บทมงคลนั้นยืดยาว และเต็มไปด้วยศัพท์แสงโบราณ แขกเหรื่อหลายคนเริ่มมีอาการเหม่อลอย จ้าวอี้เฉินแอบหาวไปหวอดหนึ่ง ส่วนกู้เทียนฉีนั้นยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปสลัก

กู้หนิงซีคุกเข่าจนเริ่มรู้สึกเมื่อยเล็กน้อย นางลอบถอนหายใจเบาๆ พลางคิดในใจว่าเมื่อใดพิธีจะจบลงเสียที นางรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาที่นางอย่างไม่ลดละ มันเป็นสายตาที่คุ้นเคย ทั้งคมกริบ และแฝงไว้ด้วยความห่วงใย เป็นสายตาของท่านอาเก้าที่นางเคารพรักดุจญาติผู้ใหญ่มาโดยตลอด

นางรวบรวมความกล้า ค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองไปยังตำแหน่งประธานของแขกฝั่งบุรุษ และแล้วดวงตาของทั้งสองก็สบกัน

จ้าวเหยียนอวี้กำลังมองนางอยู่จริงๆ แววตาของเขาดูซับซ้อนกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น มันมีความตกตะลึง ความชื่นชม และ... บางอย่างที่นางไม่อาจเข้าใจปะปนอยู่ภายในนั้น

ชั่ววินาทีที่สบตากัน ความคิดซุกซนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ผุดขึ้นในใจของกู้หนิงซี บางทีอาจเป็นเพราะความเบื่อหน่ายในพิธีการอันยืดยาว หรือบางทีอาจเป็นเพราะนางอยากจะเห็นปฏิกิริยาของบุรุษผู้มีใบหน้าเย็นชาเป็นนิจคนนี้ดูสักครั้ง

ท่ามกลางเสียงสวดอวยพรที่ไม่รู้จบของแม่สื่อ ในขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี กู้หนิงซีก็ขยิบตาข้างหนึ่งให้เขาอย่างรวดเร็ว

เป็นการกระทำที่เล็กน้อย และรวดเร็วจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น

แต่จ้าวเหยียนอวี้เห็น... เห็นมันอย่างเต็มสองตา

ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ร่างสูงใหญ่ที่นั่งนิ่งสง่างามมาตลอดถึงกับสะท้านไปชั่วครู่ เขาไม่เคยคาดคิดว่าเด็กสาวที่ว่านอนสอนง่าย และอยู่ในกรอบมาตลอดจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ในพิธีสำคัญของตนเอง หัวใจที่เคยเต้นผิดจังหวะ บัดนี้กลับเต้นรัวแรงขึ้นมาราวกับจะทะลุออกมานอกอก

ความร้อนแล่นปราดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลา ชินอ๋องรีบเบือนหน้าหนีทันที ความรู้สึกขัดเขินอย่างรุนแรงที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก

แค่ก

เขาแสร้งยกกำปั้นขึ้นปิดปากแล้วกระแอมไอออกมาเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนอาการผิดปกติของตนเอง

เสียงกระแอมไอนั้นทำให้ทุกคนที่กำลังเคลิ้มหลับหันมามองเป็นตาเดียว กู้เทียนฉีสะดุ้งสุดตัว รีบปรี่เข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง

“ท่านอ๋อง...ทรงไม่สบายหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เปล่า” จ้าวเหยียนอวี้ตอบเสียงห้วน สุ้มเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งเช่นเดิม ทว่าใบหูของเขากลับขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ “แค่รู้สึกคันคอเล็กน้อย”

ฉู่สืออวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆ ลดพัดลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเลศนัย เขามองเลยไปยังดรุณีน้อยที่ก้มหน้างุด ซ่อนรอยยิ้มขบขันเอาไว้จนไหล่สั่นน้อยๆ แล้วจึงหันกลับมามองเจ้านายของตนที่กำลังพยายามรักษามาดขรึมอย่างสุดความสามารถ

พิธีดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้น ปิ่นหยกขาวประดับลงบนมวยผมของกู้หนิงซีอย่างงดงาม บัดนี้นางได้กลายเป็นสตรีเต็มตัวโดยสมบูรณ์แล้ว เสียงแสดงความยินดีดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ

จ้าวอี้เฉินไม่รอช้า เขารีบเดินตรงเข้าไปหานางทันทีที่พิธีจบลง “น้องหนิงซี ยินดีด้วย ในที่สุดเจ้าก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต่อไปข้าจะได้ชวนเจ้าออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนได้บ่อยขึ้นเสียที” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างขวางจนตาหยีตามแบบฉบับ

“ขอบคุณเพคะ องค์ชายเจ็ด” กู้หนิงซีตอบรับพลางย่อกายคารวะแก้มแดงระเรื่อ

ภาพนั้นอยู่ในสายตาของจ้าวเหยียนอวี้ตลอดเวลา มือที่เคยยกขึ้นกระแอมไอบัดนี้ถูกไพล่ไปด้านหลัง กำหมัดเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบหรี่ลงจับจ้องไปยังรอยยิ้มสดใสของหลานชายราวกับจะแผดเผาให้มอดไหม้

กู้เทียนฉีเห็นภาพบาดตานั้นก็ถึงกับเหงื่อตก เขารีบเดินเข้าไปขวางระหว่างบุตรีกับองค์ชายเจ็ดอย่างแนบเนียน พลางหัวเราะแห้งๆ

“ฮ่าๆๆ องค์ชายเจ็ดทรงมีน้ำพระทัย ซีเอ๋อร์เพิ่งจะผ่านพิธีมา คงจะเหนื่อยแล้ว”

ฉู่สืออวิ๋นก้าวเข้ามาข้างกายชินอ๋องอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน

“ท่านอ๋อง... ดูเหมือนว่าบุปผาแรกแย้ม ก็ย่อมมีภมรมาดอมดมเป็นธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวเหยียนอวี้ตวัดสายตาเย็นเยียบมองกุนซือของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อแล้วหมุนกายเดินออกจากโถงไปโดยไม่กล่าวคำอำลาแม้แต่คำเดียว

ในขณะที่กู้หนิงซีหันกลับมาเพื่อมองหาจ้าวเหยียนอวี้นั้น กลับไม่พบร่างบุรุษผู้นั้นอีก คิ้วบางก็ขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ ในใจก็ตัดพ้อที่อีกฝ่ายไปไม่บอกกล่าว