บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 : อาชากับแผ่นหลัง

เกือบครึ่งเดือนแล้วที่กู้หนิงซีต้องเดินทางมายังจวนอวี้ชินอ๋องเป็นกิจวัตรยามเซิน เสียงฝนหมึกกระทบแท่นหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอในห้องหนังสืออันโอ่อ่า ทว่าบรรยากาศรอบด้านกลับเงียบสงัดราวกับป่าช้า จวบจนกระทั่งพู่กันในมือนางวางลงบนที่พักพู่กันทำจากหยกขาว

นางเหลือบมองตัวอักษรบนกระดาษซวนจื่อแล้วก็ถอนหายใจแผ่วเบา หลายวันมานี้ไม่ว่านางจะพยายามทุ่มเทเพียงใด ลายมือก็ยังคงไม่เป็นที่พอใจของบุรุษร่างสูงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือห่างออกไป

จ้าวเหยียนอวี้ละสายตาจากตำราการทหารในมือ เงยหน้าขึ้นมองผลงานของนางที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะยาว แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านกรอบหน้าต่างไม้สลักลายมงคล ตกกระทบร่างเล็กที่ยืนสงบนิ่ง เส้นผมดำขลับของนางถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่าย เผยให้เห็นลำคอระหง และต้นคอขาวผ่อง

“ยังคงไร้ซึ่งจิตวิญญาณ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน “เส้นสายยังอ่อนปวกเปียก ขาดความหนักแน่นเด็ดขาด”

กู้หนิงซีเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าเขาพูดความจริง แม้ปกติแล้วลายมือของนางจะจัดว่าน่าชม แต่เมื่ออยู่ภายใต้สายตาที่ประเมินราวกับจะมองทะลุไปถึงกระดูกของเขา จิตใจของนางก็สับสนวุ่นวายจนไม่อาจควบคุมปลายพู่กันให้นิ่งได้

“ดูเหมือนว่าการฝึกฝนในห้องหนังสือเพียงอย่างเดียวคงไม่ช่วยให้เจ้าเข้าใจถึงแก่นแท้ของพลัง” เขากล่าวพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทำให้นางต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว “บางครั้ง จิตใจที่แข็งแกร่งก็มาจากร่างกายที่แข็งแรง”

“ท่านอ๋องหมายความว่า...” นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“เปิ่นหวางจะสอนเจ้าขี่ม้า”

คิ้วเรียวงามของกู้หนิงซีเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ การขี่ม้า? แม้นางจะเป็นคุณหนูในห้องหอ แต่ก็เคยเรียนรู้ทักษะนี้มาบ้างในตอนเด็กที่เขาเคยสอน หากแต่นางไม่ชอบก็เลยไม่เคยหัดขี่อีกเลย ว่าแต่เหตุใดจู่ๆ เขาจึงเปลี่ยนเรื่องจากการคัดอักษรมาเป็นการขี่ม้าได้เล่า

ราวกับอ่านความคิดของนางออก จ้าวเหยียนอวี้จึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“การควบคุมอาชาต้องอาศัยทั้งความแน่วแน่ และความอ่อนโยน ต้องรู้ว่าเมื่อใดควรดึงบังเหียน เมื่อใดควรผ่อน ไม่ต่างจากการตวัดพู่กัน หากเจ้าสามารถควบคุมม้าพยศได้ การควบคุมพู่กันก็นับว่าไม่ยากเย็น”

เป็นเหตุผลที่ฟังดูเข้าที แต่กู้หนิงซีกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดเหล่านั้น กระนั้นนางก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ จึงได้แต่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

“เช่นนั้น... รบกวนท่านอ๋องแล้วเพคะ”

ลานฝึกม้าของจวนอ๋องกว้างขวางกว่าที่นางคาดคิด พื้นดินถูกอัดแน่นอย่างดี ด้านหนึ่งเป็นคอกม้าที่สร้างจากไม้ชั้นเลิศ ส่งกลิ่นหอมของหญ้าแห้ง และไม้สนปะปนกันในอากาศยามบ่ายที่เริ่มเย็นลง จ้าวเหยียนอวี้เดินนำไปยังคอกม้าด้านในสุด ที่นั่นมีอาชาสีขาวปลอดราวกับหิมะแรกของฤดูหนาวตัวหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ มันมีรูปร่างสูงสง่า กล้ามเนื้อสวยงามเป็นมัด แต่ดวงตากลมโตกลับดูอ่อนโยน และฉลาดเฉลียว

“นี่คือเยว่หลิง (เงาจันทรา)” เขาแนะนำพลางลูบแผงคอของมันเบาๆ “มันเป็นม้าที่สุขุมที่สุดในจวน เหมาะสำหรับเจ้า”

กู้หนิงซีมองม้าตัวนั้นอย่างชื่นชม นางยื่นมือออกไปสัมผัสจมูกของมันอย่างลังเล เมื่อมันใช้จมูกนุ่มๆ ดุนฝ่ามือของนางเบาๆ ราวกับทักทาย รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเป็นครั้งแรกของวัน

“มันงดงามมากเพคะ”

จ้าวเหยียนอวี้มองรอยยิ้มนั้นนิ่ง ดวงตาคมกล้าอ่อนแสงลงเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทันรู้ เขาสั่งให้คนจูงม้าออกมายังกลางลานฝึก ก่อนจะหันมาทางนาง “ขึ้นไป”

กู้หนิงซีมองอานม้าที่อยู่สูงเกินระดับสายตาของนางแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ปกติแล้วเวลาจะขึ้นม้า ต้องมีบันไดเล็กๆ หรือมีคนคอยส่งตัว แต่ที่นี่กลับไม่มีสิ่งใดเลย นางมองหน้าเขาอย่างขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงสายตาเรียบนิ่งที่กดดันให้นางต้องทำด้วยตนเอง

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้า ยกเท้าซ้ายเหยียบโกลนแล้วพยายามยันตัวขึ้น ทว่ากระโปรงที่ยาวรุ่มร่ามกลับเป็นอุปสรรคทำให้นางเสียการทรงตัว และเกือบจะหงายหลังลงมา

ทันใดนั้นแขนข้างหนึ่งที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กก็ช้อนเข้าที่เอวของนางอย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างก็กดลงบนหลังของนางเบาๆ เพื่อส่งแรง ร่างของนางพลันลอยหวือขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้อย่างง่ายดาย ความตกใจทำให้กู้หนิงซีตัวแข็งทื่อ ยังไม่ทันที่นางจะได้ขยับตัว ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเหยียนอวี้ก็พลิ้วกายตามขึ้นมานั่งซ้อนอยู่ด้านหลังของนางในชั่วพริบตา

แผ่นหลังของนางแนบชิดเข้ากับแผงอกกว้างที่มั่นคงดั่งกำแพงหิน ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านผ่านชั้นเสื้อผ้าเข้ามาจนรู้สึกได้ชัดเจน กลิ่นอายสะอาดสะอ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของบุรุษเพศที่แฝงด้วยความคมของสมุนไพรบางอย่างลอยอวลอยู่รอบกาย ทำให้นางเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ

พื้นที่บนหลังม้ามีจำกัด การนั่งซ้อนกันเช่นนี้ทำให้ร่างกายของพวกเขาสัมผัสกันแทบทุกส่วน กู้หนิงซีรู้สึกได้ถึงต้นขาที่แข็งแรงของเขาที่ขนาบอยู่ด้านนอกขาของนาง แขนกำยำทั้งสองข้างของเขายื่นมาด้านหน้าเพื่อจับบังเหียน โอบล้อมร่างของนางไว้ในอ้อมแขนของเขาโดยสมบูรณ์

“ท่าน...ท่านอ๋อง...” นางเอ่ยเสียงสั่น พยายามขยับตัวหนี แต่กลับทำได้เพียงเสียดสีกับร่างกายของเขามากยิ่งขึ้น

“นั่งนิ่งๆ” เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดต้นคอนางจนขนลุกซู่ “หากเจ้ายังดิ้นไม่เลิกละก็ เปิ่นหวางจะถือว่าเจ้ายินยอมให้เราใกล้ชิดกันมากกว่านี้”

คำขู่ที่ไร้ยางอายสิ้นดี กู้หนิงซีได้แต่กัดริมฝีปากแน่น บังคับให้ร่างกายนั่งตัวตรงทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีกต่อไป โลหิตในกายไหลเวียนรวดเร็วจนใบหน้า และใบหูร้อนผ่าว

จ้าวเหยียนอวี้โน้มตัวลงมาเล็กน้อย มือใหญ่ของเขาวางทับลงบนมือของนางที่กำบังเหียนไว้แน่น “ผ่อนคลาย ปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของม้า”

ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับหลังมือของนาง ความรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าสายเล็กๆ วิ่งผ่านทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของนาง เพียงแต่เริ่มบังคับม้าให้ออกเดินช้าๆ

“มองไปข้างหน้า หลังเหยียดตรง ส้นเท้ากดลง” เขาออกคำสั่งเป็นจังหวะ เสียงของเขาที่ดังอยู่ใกล้หูทำให้สมาธิของนางกระเจิดกระเจิงไปหมดสิ้น นางพยายามทำตามที่เขาบอก แต่ร่างกายกลับเกร็งไปหมด

เยว่หลิงเดินเป็นวงกลมรอบลานฝึกอย่างเชื่องช้า จังหวะการเดินที่สม่ำเสมอ ทำให้กู้หนิงซีค่อยๆ ผ่อนคลายลงได้บ้าง นางเริ่มจับจังหวะการโยกของม้าได้ และปล่อยให้ร่างกายขยับตามไปอย่างเป็นธรรมชาติ

“ดีขึ้นแล้ว” เขากล่าวชมเสียงเรียบ ก่อนจะกระตุกบังเหียนเบาๆ “ต่อไปเปิ่นหวางจะเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม”

สิ้นคำ ม้าก็เปลี่ยนจากการเดินเป็นการวิ่งเหยาะๆ ร่างของกู้หนิงซีโยกไหวรุนแรงขึ้น นางหลุดเสียงร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ และเอนตัวไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ

นั่นเป็นความผิดพลาดมหันต์

การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันอาจทำให้เยว่หลิงซึ่งกำลังวิ่งอยู่ตกใจ หรืออาจเป็นเพราะมันสะดุดก้อนหินเล็กๆ ที่มองไม่เห็นพอดี ขาหน้าของมันพลันสะดุดกึก ร่างของอาชาสีขาวเซไปข้างหน้าอย่างแรง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ร่างของกู้หนิงซีที่ยังทรงตัวไม่ได้ดีถูกแรงกระชากเหวี่ยงไปด้านหลังอย่างรุนแรง ศีรษะของนางกำลังจะฟาดกับพื้นดิน แต่แทนที่จะเป็นความเจ็บปวด นางกลับรู้สึกถึงแผ่นอกที่แข็งแกร่งราวกับแผ่นศิลาเข้ามารองรับไว้

ตุบ!!

เสียงแผ่นหลังบอบบางกระแทกเข้ากับแผงอกกว้างดังขึ้นพร้อมกับลมหายใจที่ถูกขับออกจากปอดของนางจนหมดสิ้น โลกทั้งใบหมุนคว้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่งลง วงแขนที่แข็งแรงราวกับปลอกเหล็กคู่หนึ่งรัดเข้าที่รอบเอวคอดของนางอย่างแน่นหนา ตรึงร่างของนางไว้กับอกของเขาจนแทบไม่มีช่องว่าง

เยว่หลิงทรงตัวได้ในทันที และหยุดยืนนิ่งราวกับรู้ว่าตนทำพลาดไป แต่เจ้าของของมันไม่ได้สนใจม้าอีกต่อไป สรรพสิ่งรอบกายเลือนหายไป เหลือเพียงความรู้สึกที่ชัดเจนจนน่าตกใจ

กู้หนิงซีเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างกายของบุรุษที่โอบนางไว้ จังหวะหัวใจของเขาที่เต้นกระหน่ำรัวดั่งกลองศึกดังสะท้อนผ่านแผ่นหลังของนางเข้ามาจนถึงหัวใจของนางเอง ความสูงใหญ่ และพละกำลังมหาศาลของเขาที่นางรับรู้ได้ในระยะประชิดเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองตัวเล็ก และบอบบางราวกับตุ๊กตาดินเผาที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

ความตื่นตระหนก ความสับสน และความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจบรรยายได้ตีขึ้นมาในอก นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามจะหันไปมองเขา แต่ก็เห็นเพียงปลายคางที่ได้รูปของเขาเท่านั้น นางพึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ

“ท่านอา... เหตุใดท่านถึงตัวใหญ่ปานนี้”

คำถามซื่อๆ ที่หลุดออกมาจากความรู้สึกในขณะนั้นทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดพลันชะงักงันไปชั่วครู่ จ้าวเหยียนอวี้ก้มลงมองยอดศีรษะเล็กๆ ที่ซบอยู่บนอกของตน ความนุ่มนิ่ม และกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของนางทำให้จิตใจที่เคยสงบนิ่งของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง

แต่แล้วสีหน้าของเขาก็กลับมาเคร่งขรึมดังเดิม เขาดุนางด้วยเสียงที่เข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่ระวัง หากเปิ่นหวางไม่รับไว้ เจ้าคงได้ตกลงไปนอนบนพื้นแล้ว”

น้ำเสียงนั้นตำหนิอย่างชัดเจน ทว่า... วงแขนที่โอบรอบเอวของนางอยู่กลับไม่คลายออกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับรัดแน่นขึ้นอีกเล็กน้อยราวกับกลัวว่าร่างในอ้อมแขนจะสลายหายไปในอากาศ

กู้หนิงซีตัวแข็งค้างไปอีกครั้ง นางรับรู้ได้ถึงความขัดแย้งระหว่างคำพูด และการกระทำของเขาอย่างชัดเจน เขาตำหนิที่นางไม่ระวัง แต่กลับกอดนางไว้แน่นกว่าเดิมเสียอีก ความร้อนผ่าวบนใบหน้าลามไปจนถึงใบหู และลำคอ นางไม่รู้ว่าควรจะทำตัวเช่นไร ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขา ปล่อยให้หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ

ความเงียบเข้าปกคลุมพวกเขาทั้งสองคนอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจ และเสียงม้าที่พ่นลมออกจากจมูกเบาๆ ส่วนเฟิงอิ่งกับเหล่าคนรับใช้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปต่างพร้อมใจกันก้มหน้ามองพื้น ไม่มีใครกล้าเงยขึ้นมาสบตากับภาพที่น่าตกตะลึงนั้น

เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับผ่านไปแล้วชั่วกัลป์ ในที่สุดจ้าวเหยียนอวี้ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงของเขากลับมาเรียบเฉยดังเดิม แต่แฝงไว้ด้วยความแหบพร่าเล็กน้อย

“จับบังเหียนให้มั่น”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel