บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 : ข้ออ้างของราชสีห์

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปนับจากวันปักปิ่น ร่องรอยของหิมะเหมันต์ละลายหายไปเกือบสิ้น ทว่าความเย็นเยียบกลับมิได้จางหายไปตาม หากแต่ย้ายจากนอกจวนกั๋วกงเข้ามาสถิตอยู่ในห้องหนังสือของอวี้ชินอ๋องแทน

กู้หนิงซีนั่งตัวตรงอยู่หลังโต๊ะไม้จื่อถานตัวยาว ท่ามกลางกลิ่นอายเคร่งขรึมของม้วนตำรา และกลิ่นหมึกที่อบอวลไปทั่วห้อง แผ่นหลังของนางตั้งตรง แต่ปลายนิ้วที่จับพู่กันขนพังพอนนั้นกลับเกร็งเล็กน้อย นางยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องราวถึงได้พลิกผันจนมาลงเอยเช่นนี้

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามวันก่อน เมื่อราชโองการฉบับย่อจากจวนอ๋องถูกส่งมาถึงจวนกั๋วกง เนื้อความนั้นสั้นกระชับ ทว่าอำนาจที่แฝงอยู่นั้นหนักอึ้งราวขุนเขา จ้าวเหยียนอวี้อ้างเหตุผลว่า คุณหนูใหญ่สกุลกู้เพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่น นับเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นผู้ใหญ่ จำต้องมีจิตใจที่สงบนิ่งมั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมรับผิดชอบต่อวงศ์ตระกูลในภายภาคหน้า การฝึกคัดอักษร และศึกษาคัมภีร์จึงเป็นหนทางขัดเกลาจิตใจที่ดีที่สุด

กู้เทียนฉีอ่านราชโองการนั้นแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ แม้จะรู้ดีว่าเบื้องหลังเหตุผลอันสูงส่งนั้นคือการกันท่าองค์ชายเจ็ด จ้าวอี้เฉิน ที่ช่วงนี้แวะเวียนมาที่จวนของเขาบ่อยครั้งจนน่าสังเกต แต่เขามีหรือจะกล้าปฏิเสธพยัคฆ์ยิ้มเช่นอวี้ชินอ๋องได้

“หนิงซี... ท่านอ๋องมีเจตนาดีต่อเจ้า” บิดาของนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจในวันนั้น “การได้ศึกษาตำราในห้องหนังสือของท่านอ๋องถือเป็นวาสนาที่ผู้อื่นมิอาจไขว่คว้า”

วาสนาเช่นนี้นางไม่ต้องการสักนิด กู้หนิงซีได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจ

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่น และสม่ำเสมอดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ทำให้สมาธิของนางที่ล่องลอยไปไกลกลับคืนมาในบัดดล นางรีบก้มหน้าลงจดจ้องกระดาษเซวียนเบื้องหน้า ทำทีเป็นตั้งอกตั้งใจคัดอักษรอย่างเต็มที่

ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักดิ้นลายเมฆมงคลก้าวเข้ามาในห้องหนังสือโดยปราศจากเสียงเปิดประตู เฟิงอิ่งที่ตามเสด็จมาเพียงแค่ยืนประจำตำแหน่งอยู่ด้านนอกแล้วปิดบานประตูลงอย่างเงียบเชียบ จ้าวเหยียนอวี้เดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังนาง สายตาของเขาทอดมองลงไปยังตัวอักษรบนกระดาษ

“เส้นสายไร้พลัง ปลายตวัดขาดความเด็ดเดี่ยว” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำลายความเงียบสงบภายในห้อง “ในใจของเจ้าคงกำลังฟุ้งซ่านอยู่สินะ”

กู้หนิงซีสะดุ้งเล็กน้อย นางวางพู่กันลงอย่างนอบน้อมแล้วลุกขึ้นหมายจะทำความเคารพ แต่เขากลับยกมือขึ้นห้ามไว้เป็นสัญญาณ

“นั่งลง”

นางจึงจำต้องนั่งลงตามเดิม สัมผัสได้ถึงเงาร่างของเขาที่ทาบทับลงมา สร้างแรงกดดันที่มองไม่เห็นจนแทบหายใจไม่ออก

“หม่อมฉัน... หม่อมฉันจะพยายามให้มากขึ้นเพคะ”

“ความพยายามเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ” จ้าวเหยียนอวี้กล่าวเรียบๆ เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยันไว้กับขอบโต๊ะ ส่วนมืออีกข้างชี้ไปยังตัวอักษร 'ใจ' (心) ที่นางเพิ่งคัดเสร็จ “อักษรตัวนี้สะท้อนจิตใจของผู้เขียน จุดกึ่งกลางหนักแน่นเกินไป แสดงว่าในใจกำลังขุ่นมัว ส่วนเส้นโค้งด้านล่างกลับอ่อนจาง แสดงว่าจิตใจไม่มั่นคง”

คำวิจารณ์ของเขาตรงประเด็นจนนางเถียงไม่ออก ได้แต่ก้มหน้านิ่งยอมรับชะตากรรม

“เงยหน้าขึ้น จับพู่กัน” เขาสั่ง

กู้หนิงซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิแล้วเงยหน้าขึ้นจับพู่กันอีกครั้ง นางจุ่มหมึกลงบนแท่นฝนหมึกอย่างเชื่องช้า พยายามควบคุมน้ำหนักมือให้พอดี ทว่ายิ่งพยายาม จิตใจกลับยิ่งสับสนวุ่นวาย

ทันใดนั้น ความอบอุ่นสายหนึ่งก็แผ่ซ่านมาจากมือของนาง จ้าวเหยียนอวี้วางมือใหญ่ของเขาลงบนหลังมือของนางที่กำลังจับพู่กันอยู่ กลิ่นไม้จันทน์อ่อนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาโชยมาแตะปลายจมูก ทำให้หัวใจของนางพลันเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

“ผ่อนคลายข้อมือ” เสียงของเขาดังอยู่ข้างหู “ปล่อยให้ลมหายใจนำทางปลายพู่กัน อย่าใช้กำลังฝืน”

ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับข้อนิ้วของนางเบาๆ ถ่ายทอดจังหวะการเคลื่อนไหวที่มั่นคง และทรงพลัง เขามิได้ออกแรงบังคับ แต่เป็นการชี้นำอย่างอ่อนโยน และเด็ดขาดในคราวเดียวกัน กู้หนิงซีรู้สึกราวกับร่างกายของตนเองไม่ได้เป็นของตนเองอีกต่อไป นางเคลื่อนไหวไปตามการนำทางของเขาอย่างว่าง่าย ปลายพู่กันลากผ่านผืนกระดาษเซวียนอย่างราบรื่น เกิดเป็นตัวอักษรที่งดงาม และเปี่ยมด้วยพลังอย่างที่นางไม่เคยเขียนได้มาก่อน

เมื่อเขียนจบ เขาก็ค่อยๆ คลายมือออก แต่ความรู้สึกอบอุ่นนั้นยังคงตกค้างอยู่บนหลังมือของนาง

“เห็นหรือไม่ เมื่อใจสงบ ทุกสิ่งก็ง่ายดาย”

กู้หนิงซีมองตัวอักษรบนกระดาษ สลับกับมองแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินกลับไปนั่งยังโต๊ะทำงานของตนเอง นางควรจะรู้สึกขอบคุณ แต่ในใจกลับพลุ่งพล่านไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งขัดเขิน ทั้งอึดอัด และ... หวั่นไหวเล็กน้อย

จ้าวเหยียนอวี้หยิบฎีกาขึ้นมาเปิดอ่าน ทำราวกับว่าเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงการสั่งสอนศิษย์ธรรมดาๆ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ปลายนิ้วที่ใช้พลิกหน้ากระดาษของเขานั้นเกร็งขึ้นเล็กน้อย เขากำลังพยายามข่มความรู้สึกบางอย่างที่ปะทุขึ้นในอกยามที่ได้สัมผัสผิวนุ่มละเอียดของนาง ยามที่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของนางในระยะประชิด มันรบกวนสมาธิของเขามากกว่าที่คาดไว้

'ข้าแค่สั่งสอนศิษย์เพื่อให้นางมีสมาธิ ไม่วอกแวกไปกับเรื่องไร้สาระ มิได้หวงก้างสักนิด'

ชินอ๋องหนุ่มพยายามบอกกับตนเองในใจ พลางใช้สายตาเย็นชาเป็นเกราะกำบังความรู้สึกที่แท้จริง

ด้านนอกห้องหนังสือ ฉู่สืออวิ๋นเดินตรงมาด้วยสีหน้าครุ่นคิด ในมือถือม้วนเอกสารสำคัญที่ต้องรายงานต่อท่านอ๋องโดยด่วน แต่พอมาถึงหน้าประตูเขาก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อพบกับเฟิงอิ่งที่ยืนขวางทางอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวก้อนหิน

“ท่านอ๋องอยู่ด้านในหรือไม่ ข้ามีเรื่องด่วนต้องเรียนให้ทราบ” ฉู่สืออวิ๋นเอ่ยถาม

เฟิงอิ่งเพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ “ท่านอ๋องมีรับสั่ง ห้ามผู้ใดรบกวน”

คิ้วของฉู่สืออวิ๋นขมวดเข้าหากัน

“เรื่องด่วนจากชายแดนนะเฟิงอิ่ง สำคัญมาก”

“ทุกเรื่องล้วนไม่สำคัญเท่าเรื่องที่อยู่ด้านในตอนนี้”

องครักษ์หนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ แต่ดวงตากลับฉายแววรู้ทันอย่างชัดเจน

ฉู่สืออวิ๋นเหลือบมองบานประตูที่ปิดสนิท แล้วหันกลับมามองใบหน้าตายด้านของสหาย เขายกพัดขึ้นมาปิดครึ่งหน้าพลางหัวเราะในลำคอ

“โอ้? รบกวนการ 'สอนสั่ง' ว่าที่พระชายา หรือรบกวนการ 'สร้างสัมพันธ์' กันแน่”

เฟิงอิ่งยังคงนิ่งเฉย “ข้าเพียงทำตามคำสั่ง”

“ตามสบายเถอะ” กุนซือหนุ่มยักไหล่ “เช่นนั้นข้าจะรออยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน หวังว่าการ 'สอนสั่ง' คงไม่ยืดเยื้อจนถึงยามค่ำหรอกนะ”

ภายในห้องหนังสือ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า กู้หนิงซีคัดอักษรไปอีกหลายหน้าจนรู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งแขน ในที่สุด จ้าวเหยียนอวี้ก็ละสายตาจากกองเอกสารแล้วเอ่ยขึ้น

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน”

ราวกับได้รับคำอภัยโทษ กู้หนิงซีรีบวางพู่กันลงทันที นางจัดเก็บม้วนกระดาษของตนเองอย่างรวดเร็ว แล้วลุกขึ้นยืนโค้งคำนับให้เขาอย่างงดงาม

“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ชี้แนะเพคะ หม่อมฉันทูลลา”

นางหมุนตัวหมายจะจากไปโดยเร็วที่สุด ไม่อยากจะอยู่ในบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว

“พรุ่งนี้ให้มาตรงเวลา” เสียงทุ้มดังไล่หลังมา

เท้าของกู้หนิงซีก้าวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ในใจตอนนี้ของนางคิดเพียงแค่ขนมที่ร้านหัวมุมตรงตลาดเท่านั้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel