ตอนที่ 3 : ผู้มาเยือนที่สดใส
สายลมปลายเหมันต์พัดโชยมาเบาๆ กลิ่นดินชื้นหลังหิมะละลายลอยเอื่อยอยู่ในอากาศ บนแท่นหินอ่อนในศาลาชมปลา กู้หนิงซีนั่งตัวตรง กำลังจรดปลายเข็มลงบนผืนผ้าปักลายเมฆมงคล ปิ่นหยกขาวที่ประดับอยู่บนมวยผมสะท้อนประกายแดดอ่อนจาง นางเผลอยกปลายนิ้วขึ้นแตะสัมผัสเนื้อหยกเย็นเฉียบอย่างไม่รู้ตัว ความทรงจำเมื่อหลายวันก่อนย้อนกลับมาในห้วงคำนึง สัมผัสจากนิ้วพระหัตถ์ที่เฉียดผ่านเส้นผมยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“คุณหนูเจ้าคะ ดูนั่นสิเจ้าคะ”
ไป๋ลู่ชี้ไปยังอีกฟากหนึ่งของสวน กู้หนิงซีละสายตาจากงานปักในมือ มองตามไปก็เห็นบิดาของตนกำลังเดินสนทนาอยู่กับอวี้ชินอ๋องในศาลาแปดเหลี่ยมกลางสวน ช่วงนี้รู้สึกว่าเขามาที่จวนนางบ่อยผิดปกติ ท่าทีของกู้เทียนฉีดูนอบน้อมอย่างยิ่ง ขณะที่ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยืนนิ่งไม่ไหวติง แผ่นหลังตั้งตรงดุจขุนเขา บรรยากาศรอบกายดูเคร่งขรึมจนแม้แต่นกที่เกาะอยู่บนกิ่งเหมยยังไม่กล้าส่งเสียงร้อง
“ท่านอ๋องคงจะมาคุยราชการสำคัญกระมัง” นางเอ่ยเสียงเบา พลางก้มหน้าลงปักผ้าต่อ แต่สมาธิกลับไม่อาจจดจ่ออยู่กับฝีเข็มได้ดังเดิม
หลายวันที่ผ่านมานี้ ข่าวลือเรื่องที่อวี้ชินอ๋องปักปิ่นให้นางด้วยตนเองแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง แม้จะไม่มีผู้ใดกล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย แต่ทุกครั้งที่นางออกนอกจวน ก็มักจะรู้สึกได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมาอย่างใคร่รู้
“บ่าวได้ยินพวกพ่อบ้านคุยกันว่า ท่านอ๋องมาที่จวนเราแทบทุกวันเลยนะเจ้าคะ อ้างว่ามาปรึกษาแผนการป้องกันชายแดนกับท่านกั๋วกง” ไป๋ลู่กระซิบกระซาบ ดวงตาเป็นประกายซุกซน “แต่บ่าวว่าต้องมีเหตุผลอื่นแน่ๆ”
กู้หนิงซีปรามสาวใช้ด้วยสายตา “อย่าพูดจาเหลวไหลไป” ทว่าแก้มเนียนกลับขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้
ในศาลาแปดเหลี่ยม กู้เทียนฉีกำลังรายงานสถานการณ์การขนส่งเสบียงกรังไปยังหัวเมืองฝ่ายเหนือด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“การลำเลียงรอบล่าสุดติดขัดเล็กน้อยเนื่องจากพายุหิมะ แต่กระหม่อมได้สั่งการให้...”
จ้าวเหยียนอวี้ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาหยุด เฟิงอิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบรินชาถ้วยใหม่ให้ทันที ไออุ่นจากถ้วยชาลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของใบชาหลงจิ่งชั้นเลิศ เขามิได้เอ่ยคำใด เพียงแค่จิบชาอย่างเชื่องช้า แต่เป็นความเงียบสงบที่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันจนกู้เทียนฉีต้องลอบกลืนน้ำลาย
ความเงียบแผ่เข้ามาปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวผ่านแมกไม้ ทันใดนั้นเสียงหัวเราะสดใสก็ดังแหวกอากาศมาจากทางประตูใหญ่ของจวน
“หนิงซี ข้ามาเยี่ยมท่านแล้ว”
ร่างโปร่งในชุดสีเหลืองอร่ามราวกับลูกเจี๊ยบวิ่งตรงเข้ามาในสวนอย่างรวดเร็วราวกับสายลม จ้าวอี้เฉิน องค์ชายเจ็ดผู้มีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่เป็นนิจ วิ่งโบกไม้โบกมือมาแต่ไกล ในมือของเขาหิ้วกรงไม้อย่างดี ภายในมีนกขมิ้นสีสวยสองตัวกำลังส่งเสียงร้องจิ๊บๆ อย่างน่าเอ็นดู
กู้หนิงซีลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจ “ถวายพระพรองค์ชายเจ็ดเพคะ” นางย่อกายลงอย่างนุ่มนวล
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกหนิงซี” จ้าวอี้เฉินเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าศาลาชมปลาหลี เขาวางกรงนกลงบนโต๊ะหินอ่อนอย่างเบามือ “เมื่อวันพิธีปักปิ่นหลายวันก่อนข้าลืมให้ของขวัญกับเจ้า พอดีข้าได้นกขมิ้นเสียงดีคู่นี้มา เลยรีบนำมามอบให้เป็นของขวัญ หวังว่าเจ้าจะชอบนะ”
รอยยิ้มขององค์ชายเจ็ดเจิดจ้าดั่งดวงตะวันยามอรุณ กู้หนิงซีแย้มยิ้มตอบอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยเพคะ นกคู่นี้น่ารักมากจริงๆ”
ไป๋ลู่รีบเข้าไปรับกรงนกมาถือไว้ ดวงตาของนางทอประกายชื่นชม “องค์ชายช่างมีสายพระเนตรเฉียบคมยิ่งนัก คุณหนูของบ่าวจะต้องโปรดปรานของขวัญชิ้นนี้แน่เจ้าค่ะ”
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะคิกคักของสาวใช้ดังไปถึงศาลาแปดเหลี่ยม จ้าวเหยียนอวี้ที่กำลังจะเอ่ยปากถามถึงปัญหาการส่งเสบียงต่อถึงกับชะงักค้าง คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงจับจ้องไปยังภาพตรงหน้า
เจ้าเด็กนี่ช่างวุ่นวายเหมือนนกกระจอกไม่มีผิด เขานึกในใจอย่างไม่สบอารมณ์
“พี่หนิงซี ท่านดูสิ นกตัวผู้ขนมันเป็นมันปลาบเชียว” จ้าวอี้เฉินชะโงกหน้าเข้าไปใกล้กู้หนิงซีเพื่อชี้ให้นางดูนกในกรง ระยะห่างของคนทั้งสองลดลงจนแทบจะชิดกัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุ้ยฮวาจากเครื่องหอมขององค์ชายเจ็ดลอยมาปะทะจมูกของกู้หนิงซี ทำให้นางต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“องค์ชาย โปรดรักษาระยะด้วยเพคะ” นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความสุภาพไว้
“โอ๊ะ ข้าขออภัย” จ้าวอี้เฉินหัวเราะแก้เก้อ เขายืดตัวตรง แต่ก็ยังคงชวนนางคุยต่ออย่างกระตือรือร้น “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าปักผ้าเก่งนัก วันหลังข้าจะนำผ้าไหมจากแคว้นสู่มาให้เจ้าลองฝีมือดีหรือไม่”
บทสนทนาที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ความสดใสร่าเริงขององค์ชายเจ็ดทำให้บรรยากาศในสวนดูมีชีวิตชีวาขึ้นถนัดตา แต่สำหรับคนบางคนแล้ว เสียงหัวเราะนั้นกลับเสียดแทงโสตประสาทยิ่งนัก
กู้เทียนฉียังคงยืนรอรับบัญชาจากอวี้ชินอ๋องอย่างสงบเสงี่ยม เขาสังเกตเห็นว่าพระพักตร์ของท่านอ๋องดูเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม จึงรีบกล่าวต่อเพื่อทำลายความเงียบ
“เรื่องการส่งเสบียงไปยังด่านเป่ยเฟิงนั้น แม้จะมีอุปสรรค แต่กระหม่อมรับรองว่า...”
เปรี๊ยะ!!
กู้เทียนฉีชะงักคำพูดทันทีเมื่อได้ยินเสียงเล็กๆ ที่ดังขึ้นขัดจังหวะการรายงานของเขา เขามองไปรอบๆ อย่างงุนงง แต่ก็ไม่พบที่มาของเสียงนั้น จนกระทั่งสายตาของเขากลับมาหยุดอยู่ที่ถ้วยชาในมือของอวี้ชินอ๋อง
บนผิวเคลือบสีเขียวไข่กาอันงดงามของถ้วยชากระเบื้องชั้นดี ปรากฏรอยร้าวเล็กๆ เส้นหนึ่งพาดผ่านจากขอบถ้วยลงมาเกือบถึงก้นถ้วย รอยร้าวนั้นละเอียดบางจนแทบมองไม่เห็นหากไม่สังเกตให้ดี
กู้เทียนฉีเบิกตากว้าง หัวใจหล่นวูบ เข่าของเขาอ่อนจนแทบจะลงไปกองกับพื้น เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง ท่านอ๋องไม่พอใจรายงานของเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงกับเผลอใช้กำลังภายในบีบถ้วยชาจนร้าว หรือว่าแผนการที่เขานำเสนอไปมีช่องโหว่ร้ายแรงที่เขามองข้ามไป
“ท่านอ๋อง... หรือว่า... หรือว่ารายงานของกระหม่อมมีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสมหรือพ่ะย่ะค่ะ” กู้เทียนฉีเอ่ยถามเสียงสั่น หน้าซีดเผือด
จ้าวเหยียนอวี้ก้มลงมองถ้วยชาในมือของตนเอง แววตาเรียบเฉยจนน่ากลัว เขาค่อยๆ วางถ้วยชาที่ร้าวลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกันของกระเบื้องกับไม้เนื้อแข็งดังขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึกของกั๋วกงผู้เฒ่า
พระองค์มิได้ตอบคำถามของกู้เทียนฉี แต่กลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่บดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเป็นเงาทอดยาวไปทางศาลาชมปลา
“เรื่องนี้พักไว้ก่อน” น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นราวกับน้ำค้างแข็งยามรุ่งอรุณ
จ้าวเหยียนอวี้หมุนกาย หันหน้าไปทางกลุ่มคนที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยยิ้มสดใสขององค์ชายเจ็ด และรอยยิ้มสุภาพของกู้หนิงซีอย่างไม่วางตา
เขากวักมือเรียกองครักษ์เงาที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“เฟิงอิ่ง”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
“ไปเชิญองค์ชายเจ็ดกลับวังได้แล้ว บอกว่าข้ามีเรื่องด่วนต้องหารือกับเขา”
และแล้วองค์ชายเจ็ดก็มีเรื่องต้องกลับเสียก่อน โดยไม่รู้เลยว่าการถูกเรียกนั้นเกิดจากอันใด ในขณะที่ท่านกั๋วกงในตอนนี้ปาดเหงื่อแล้วปาดเหงื่ออีก รู้สึกถึงหายนะกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า ในขณะที่คนต้นเหตุยังคงสนุกกับนกตัวใหม่โดยไม่รับรู้เรื่องราวรอบด้านเลยสักนิด
