บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 : ปิ่นหยกสลักลาย

เกล็ดหิมะจากพิธีปักปิ่นเมื่อหลายวันก่อนละลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงไอเย็นที่เกาะกุมอยู่ในทุกอณูอากาศของเมืองหลวง ในห้องหนังสือของจวนกั๋วกง กลิ่นหมึก และกระดาษเก่าคละเคล้ากับกลิ่นกำยานจางๆ เตาอุ่นทองเหลืองสลักลายมงคลส่งไออุ่นร้อนออกมาอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมในใจของกู้เทียนฉีได้

เจ้าบ้านนั่งตัวตรงแหน็วอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดง แผ่นหลังเหยียดตึงราวกับคันธนูที่ขึ้นสายจนสุด ขณะที่แขกผู้มาเยือนนั่งฝั่งตรงข้ามด้วยท่วงท่าสบายๆ มือข้างหนึ่งยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่นั้นกลับกดดันจนผู้คนหายใจไม่ทั่วท้อง

“เรื่องเสบียงที่ส่งไปยังชายแดนเหนือ ไม่ทราบว่าท่านอ๋องทรงมีความเห็นว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

กู้เทียนฉีเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย

จ้าวเหยียนอวี้วางถ้วยชาลง เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังแผ่วเบา “กั๋วกงจัดการได้เรียบร้อยดีแล้ว ข้าเพียงแวะมาตรวจดูเอกสารเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีปัญหาสิ่งใด”

น้ำเสียงเรียบเฉยนั้นไม่ได้ทำให้กู้เทียนฉีผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย เขายิ่งรู้สึกราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงอยู่ในอก อวี้ชินอ๋องผู้นี้ปกติไม่เคยย่างกรายมาที่จวนเขาด้วยตนเองหากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย การมาเยือนอย่างกะทันหันในวันนี้ แม้จะอ้างเรื่องงานราชการ แต่กู้เทียนฉีกลับสังหรณ์ใจว่ามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง

ราวกับอ่านความคิดของเขาออก จ้าวเหยียนอวี้เหลือบมองไปยังประตู “จริงสิ วันก่อนเป็นพิธีปักปิ่นของบุตรีท่าน ข้าไม่ได้เตรียมของขวัญเอาไว้ วันนี้ข้ามาตรวจงานพอดี เลยถือโอกาสนำของขวัญมาให้นาง”

หัวใจของกู้เทียนฉีแทบจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ เขาฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก “ท่านอ๋องทรงเกรงใจเกินไปแล้ว นั่นเป็นเพียงพิธีเล็กๆ ในครอบครัว ไม่กล้ารบกวนท่านอ๋องถึงเพียงนี้”

“ไม่รบกวน” จ้าวเหยียนอวี้เอ่ยเสียงเรียบ “เรียกนางมาเถิด”

เป็นคำพูดที่เหมือนคำสั่งมากกว่าคำขอ กู้เทียนฉีลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่หน้าประตู “ไปเชิญคุณหนูใหญ่มาที่นี่”

ไม่นานนักเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ร่างระหงในอาภรณ์สีเขียวอ่อนราวใบหลิวต้องสายลมแรกของฤดูใบไม้ผลิก็ปรากฏขึ้น กู้หนิงซีเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม ดวงหน้างามสะอาดยังคงเจือร่องรอยความเยาว์วัย แต่แววตาคู่สวยนั้นกลับฉายแววสงบเยือกเย็นเกินอายุ นางยอบกายลงคารวะบิดา และแขกสูงศักดิ์อย่างงดงามไร้ที่ติ

“ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ”

จ้าวเหยียนอวี้ไม่ได้ตอบรับในทันที นัยน์ตาสีหมึกเข้มจับจ้องไปยังร่างบางตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ วันนี้นางไม่ได้แต่งกายหรูหราเช่นในวันพิธี แต่ความงามตามธรรมชาติที่เปล่งประกายออกมานั้นกลับทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้

“ลุกขึ้นเถิด” เขากล่าวในที่สุด

กู้หนิงซียืดตัวขึ้นยืนตรง แต่ยังคงก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเอง ความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งสบตากับเขาในวันนั้นยังคงติดอยู่ในใจ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดอ๋องผู้สูงศักดิ์ และเย็นชาผู้นี้จึงมองนางด้วยสายตาเช่นนั้น

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสืออีกครั้ง กู้เทียนฉีรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟ เขาขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย รอคอยว่าจ้าวเหยียนอวี้จะทำสิ่งใดต่อไป

ราวกับเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จ้าวเหยียนอวี้จึงหยิบกล่องไม้เนื้อดีสลักเสลาเป็นลายเมฆมงคลอย่างประณีตขนาดฝ่ามือออกมาจากแขนเสื้อกว้าง วางมันลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปทางกู้หนิงซี

“ของขวัญสำหรับพิธีปักปิ่นของเจ้า ขออภัยที่ล่าช้าไปเสียหลายวัน”

กู้หนิงซีเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ นางมองกล่องไม้สลับกับใบหน้าเรียบเฉยของเขาอย่างไม่แน่ใจนัก

“ท่านอ๋อง...”

“เปิดดูสิ”

นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือขาวผ่องไปรับกล่องไม้นั้นมา ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเย็น และผิวที่เรียบลื่นของเนื้อไม้ นางเปิดฝากล่องออกอย่างแผ่วเบา สิ่งที่อยู่ภายในทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความชื่นชม

ภายในกล่องบุด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม บนนั้นมีปิ่นหยกขาวเนื้อดีวางอยู่ ตัวปิ่นแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นรูปกิ่งเหมยที่กำลังผลิบาน ทุกลายเส้น ทุกกลีบดอกล้วนดูราวกับมีชีวิตชีวา หยกขาวสะอาดบริสุทธิ์ขับให้ดอกเหมยดูบอบบาง แต่ก็แข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน เป็นของขวัญที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยรสนิยมอันสูงส่ง

“ช่างงดงามเหลือเกินเพคะ” นางเอ่ยออกมาจากใจจริง ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มสดใสขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ “ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงมีเมตตาเพคะ”

รอยยิ้มนั้นสว่างไสวจนทำให้บรรยากาศตึงเครียดในห้องดูผ่อนคลายลงไปถนัดตา จ้าวเหยียนอวี้มองภาพนั้นนิ่งงันไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย

“เจ้าชอบก็ดีแล้ว”

กู้หนิงซีปิดฝากล่องแล้วกอดไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม นางยอบกายลงอีกครั้ง

“หม่อมฉันจะเก็บรักษาไว้อย่างดีที่สุดเพคะ”

ทว่าจ้าวเหยียนอวี้กลับส่ายหน้าช้าๆ “ของมีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้เก็บ” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างใหญ่โตของเขาบดบังแสงจากหน้าต่างจนเกิดเป็นเงาทาบทับร่างของนาง “ให้ข้าปักให้”

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในห้องตกตะลึง กู้เทียนฉีเบิกตากว้าง อ้าปากค้างราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ส่วนหวังซินหรูที่เพิ่งเดินตามเข้ามาสมทบก็ยกพัดขึ้นมาปิดริมฝีปากซ่อนความประหลาดใจไว้

กู้หนิงซีเองก็ตัวแข็งทื่อไปเช่นกัน “เอ่อ... ไม่รบกวนท่านอ๋องจะดีกว่าเพคะ หม่อมฉันทำเองได้”

นางรู้สึกได้ว่าใบหูของตนเองเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ การที่บุรุษจะปักปิ่นให้สตรีถือเป็นกิริยาที่ใกล้ชิด และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าฐานะของนางกับเขาในตอนนี้

แต่ดูเหมือนจ้าวเหยียนอวี้จะไม่สนใจคำทัดทานนั้น เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่ถึงสองก้าว กลิ่นหอมสะอาดของไม้จันทน์จากตัวเขาโชยมาแตะจมูกนางเบาๆ กู้หนิงซีเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว โลหิตในกายพลันสูบฉีดแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด

เหตุใดจู่ๆ หัวใจข้าถึงเต้นแรงปานนี้?

เขาเอื้อมมือมาหยิบกล่องปิ่นไปจากมือนาง เปิดมันออกแล้วหยิบปิ่นหยกขึ้นมา ร่างสูงโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกับมวยผมของนาง ปลายนิ้วแกร่งที่หยาบกร้านจากการจับกระบี่ และบังเหียนมาทั้งชีวิตสัมผัสกับปอยผมของนางแผ่วเบา

ความสากระคายเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้กู้หนิงซีสะดุ้งเบาๆ ความร้อนแล่นปราดขึ้นมาทั่วใบหน้าจนแดงก่ำ นางรีบถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ

“ทูลท่านอ๋อง... ให้หม่อมฉันลองเองเถิดเพคะ” นางเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย เพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ นางรับปิ่นมาจากมือเขาอย่างรวดเร็ว หันข้างให้เขาเล็กน้อยเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงจัดของตนเอง

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิ ยกปิ่นหยกขึ้นหมายจะเสียบเข้ากับมวยผมที่มุ่นไว้อย่างเรียบร้อย แต่เพราะความประหม่า และมือที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ปลายปิ่นที่เย็นเฉียบจึงเกี่ยวเข้ากับเส้นผมผิดที่ผิดทาง

กู้หนิงซีพยายามขยับมันอีกครั้ง แต่แทนที่จะเข้าที่ มวยผมที่จัดแต่งมาอย่างดีกลับคลายตัวออก เส้นผมสีดำขลับหลายปอยหลุดลุ่ยตกลงมาปรกข้างแก้ม และต้นคอระหงจนดูยุ่งเหยิงไปหมด นางอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ และอับอาย พยายามจะรวบผมกลับเข้าที่ แต่ก็ยิ่งทำให้มันยุ่งมากขึ้นไปอีก

เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง แต่ไม่มีแววตำหนิเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย

“อยู่นิ่งๆ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดังอยู่ใกล้ๆ ใบหูทำให้นางชะงัก จ้าวเหยียนอวี้ก้าวเข้ามาประชิดแผ่นหลังของนางอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่รอให้นางปฏิเสธ มือใหญ่ข้างหนึ่งรวบผมที่หลุดลุ่ยของนางขึ้นอย่างแผ่วเบา และชำนาญเกินคาด ส่วนมืออีกข้างก็จัดมวยผมให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงค่อยๆ สอดปิ่นหยกขาวเข้าไปในมวยผมอย่างมั่นคง และนุ่มนวล

ทุกการกระทำของเขาเงียบเชียบ และอ่อนโยน กู้หนิงซีได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้เขาจัดการกับเรือนผมของนางไป ความร้อนจากลมหายใจของเขาที่รินรดอยู่ตรงต้นคอทำให้ขนทั่วร่างของนางลุกชัน

ในที่สุดเขาก็ถอยห่างออกไป ปิ่นหยกปักอยู่อย่างมั่นคงบนมวยผมของนางพอดี น้ำหนักเย็นๆ ของมันทำให้นางรู้สึกตัวตื่นจากภวังค์

นางค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสปิ่นบนศีรษะของตนเองอย่างไม่แน่ใจนัก มันอยู่ในตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบ ราวกับได้ช่างทำผมมืออาชีพมาปักให้ด้วยตนเอง

กู้หนิงซีหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ดวงตาทั้งสองสบประสานกันในความเงียบ นางเห็นเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาสีนิลคู่นั้น... เด็กสาวที่ใบหน้าแดงก่ำ บนเรือนผมมีปิ่นหยกขาวเสียบประดับอยู่

นางรีบหลุบตาลงต่ำ รวบรวมความกล้าเอ่ยขอบคุณด้วยเสียงที่แทบจะเหมือนเสียงกระซิบ

“ขอบพระทัยเพคะ ท่านอ๋อง”

นางไม่กล้าสบตาเขาในขณะที่บิดาของนางตอนนี้กลายเป็นอากาศไปเสียแล้ว ในใจเขาเย็นยะเยือกเหมือนอยู่ในสนามรบก็ไม่ปาน

ท่านอ๋องคงมิได้ชอบบุตรสาวเขากระมัง ถ้าเช่นนั้นคงเรื่องใหญ่แล้ว 
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel