บทที่ 1.6
ซูม่านฉีกลับหัวเราะ “นั่นสิ อาจเพราะข้าอ่อนไหวหลังได้กลับบ้านเดิมกระมัง”
ทั้งสองสนทนากันครู่หนึ่งจากนั้นจึงออกมานั่งร่วมวง ซูอวี่ฉีนั่งฟังคนทั้งสามรำลึกความหลังเงียบๆ บางคราเสิ่นซีหยวนจึงจะถามด้วยความอยากรู้ประโยคหนึ่ง ซูม่านฉีที่ดูเหม่อลอยกลับเป็นคนที่เงียบที่สุด เออออบ้างทว่าก็ยังมองออกว่านางมีเรื่องในใจ
หญิงสาวคิดว่าสหายเพียงคิดถึงเรื่องความหลังของที่นี่ เศร้าใจที่บิดามารดาขายนางออกไป เพราะนางเองก็เคยรู้สึกเช่นนั้นในยามที่นึกถึงท่านลุงและท่านป้า
ตกดึก...หลังทุกคนดื่มสังสรรค์ ซูอวี่ฉีรู้สึกง่วงงุนและเมาเล็กน้อย เพราะไม่อยากดื่มแล้วนางจึงขอตัวกลับห้อง ทว่าเพิ่งทิ้งตัวลงนอนซูม่านฉีก็เดินตามหลังมา “เจ้าอย่าเพิ่งนอน ยังไม่ได้ลองชิมนี่เลย ของดีบ้านเกิดข้า”
“อะไรหรือ”
“สุราดอกท้อ”
“สุรา? ไม่เอาแล้ว ข้ารู้สึกว่าตัวเองเมาแล้ว ไม่อยากดื่มต่อ”
“จะเป็นอะไรไป สุรานี่ทั้งหอมทั้งหวาน ดื่มแล้วเข้านอนจะเป็นอะไรไป อีกอย่างข้าปรึกษาพี่จวิ้นแล้ว คืนนี้พวกเราไปนอนห้องปีกซ้าย ห้องนี้กลางคืนจะหนาวเย็นมากพี่จวิ้นกลัวข้าเป็นหวัด เลยเปลี่ยนให้ข้ากับเจ้าไปนอนอีกห้อง พี่ซีหยวนเป็นแขกแถมไม่เคยใช้ห้องกับผู้ใด หาไม่ข้าต้องแย่งห้องเขามาให้ได้ ให้พวกเขานอนด้วยกันส่วนพวกเราได้คนละห้อง”
ซูอวี่ฉีหัวเราะ “เจ้ามิใช่เคยบอกว่าไม่ชอบนอนคนเดียว? เหตุใดตอนนี้อยากแยกห้องกับข้าเล่า”
ซูม่านฉีหัวเราะ “อยากเอาชนะพี่ซีหยวนน่ะ เขาแกล้งข้าบอกว่าเราหลงทาง ข้าอยากแกล้งเขากลับบ้างไม่ได้?”
ซูอวี่ฉีหัวเราะในที่สุดก็ยอมดื่มสุราดอกท้อ รสหวานหอมจริงเสียด้วย นางดื่มแล้วพยักหน้า “อืม หอม หวาน จริงของเจ้า”
ทว่าซูม่านฉีที่รินอีกจอกไม่ทันระวังทำสุราหกรดเสื้อของนาง “ข้านี่ใจลอยเกินไปแล้ว ทำชุดเจ้าเลอะเทอะจนได้ สงสัยข้าจะเมาแล้ว ไม่ดื่มแล้ว เจ้าเปลี่ยนชุดแล้วพวกเราไปนอนห้องโน้นกันดีกว่า”
“เช่นนั้นเก็บของเถิด”
“ไม่ต้องเก็บหรอก ห้องนี้ยังไงก็ไม่มคนเข้ามานอน”
“เช่นนั้นพี่จวิ้นของเจ้าจะไปนอนที่ใด”
“เขาบอกจะร่ำสุรากับพี่ซีหยวนจนฟ้าสาง”
“อ้อ”
“อวี่อี”
“หืม”
“ข้า...ไม่กล้าไปสุขาคนเดียว”
ซูอวี่ฉีหัวเราะ “ข้าก็ว่าเหตุใดวันนี้เจ้าใจดีเป็นพิเศษ ถึงขั้นนำสุราดีๆ เข้ามาให้ข้าถึงเตียงนอน ที่แท้อยากให้ข้าไปสุขาเป็นเพื่อนนี่เอง” นางรับชุดที่อีกฝ่ายส่งให้ “ม่านม่านนี่เป็นชุดของเจ้า ชุดของข้าอยู่ตรงนั้น...”
“ชุดของใครก็เหมือนกัน สวมของข้าเจ้ารังเกียจ? ไปเร็วๆ ข้าปวดเบา พวกเราจะได้รีบเข้านอน ข้าง่วงแล้ว”
“อ้อ...เอ่อ ได้” นางรับชุดของอีกฝ่ายไปเปลี่ยนจากนั้นไปสุขาแล้วไปยังห้องนอนปีกซ้าย เพิ่งล้มตัวลงนอนซูอวี่ฉีก็รู้สึกว่าตัวนางแทบจะผล็อยหลับไป ทว่าช่วงหนึ่งคล้ายรู้สึกว่าซูม่านฉีแอบลุกลงจากเตียง...
นางไม่ทันได้เอะใจสักนิดว่านั่นเป็นสิ่งที่สหายวางแผนล่วงหน้า ทั้งเรื่องที่ต้องการพานางมาด้วย ทั้งเรื่องสุรา ทั้งเรื่องห้องปีกซ้าย และ...การแต่งงานของซูม่านฉีและมู่จวิ้น แท้ที่จริงล้วนเป็นแผนลวงเพื่อให้ซูม่านฉีได้ไต่เต้าขึ้นไป นางไม่ได้อยากเป็นเพียงฮูหยินมือปราบ ทว่ากลับหมายปองตำแหน่งฮูหยินองครักษ์ตั้งแต่แรก!!!
อากาศยามค่ำคืนหนาวเหน็บจริงๆ ซูอวี่ฉีขดตัวเข้าไปในนวมผ้า กระทั่งได้ยินเสียงสวบสาบก้าวขึ้นเตียง นางคิดว่าเป็นซูม่านฉีจึงไม่ได้ใส่ใจ กระทั่งมีท่อนแขนสอดเข้ามากอด ก็ยังคิดว่าเป็นสหายของตัวเอง
นาง...ง่วงมาก ร่างกายคล้ายล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ สัมผัสที่ลูบไล้กับความอบอุ่นที่เบียดชิด ความรู้สึกประหลาดขุมหนึ่งทำให้นางคล้อยตาม นางเหมือนมีสติแต่ก็ล่องลอย ร่างกายไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน ความฝันวาบหวามที่ครอบงำ กับความรู้สึกที่นางไม่เคยคุ้น
ริมฝีปากถูกขบเม้ม เรือนกายถูกลูบไล้ แปลกนักนางพยายามลืมตาหากแต่ไม่เป็นผล ลมหายใจหอบหนักอุ่นร้อน กับความเจ็บปวดเสียดแทง!!!
ซูอวี่ฉีเกร็งไปทั้งร่าง ข้างหูได้ยินเสียงกระซิบ ทว่านางไม่มีสติพอที่จะฟัง พยายามดิ้นรนแต่มือเท้ากลับเย็นเยียบไร้การตอบสนอง ที่นางทำได้ก็คือกัดปากสะท้านไปทั่วกาย เรือนกายแกร่งที่ทำให้นางรวดร้าว กับความเจ็บแสบที่นางตระหนักดีว่ามันไม่ถูกต้อง!!!
ชั่วขณะหนึ่งในเงามืดนางมองเห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของมู่จวิ้น หัวใจของนางพลันเย็นเยียบ ตกตะลึงพยายามดันหน้าอกเขา ทว่า...จนแล้วจนรอดที่นางทำได้ก็คือส่งเสียงแผ่วเบา วอนขอต่อสวรรค์ให้นี่เป็นแต่เพียงความฝันตื่นหนึ่ง
ร่างกายร้าวระบม...
สติเลือนราง...