บทที่ 1.5
“ท่านเลิกล้อเล่นได้แล้ว ข้าเหนื่อยแล้วหากวันนี้ไม่ถึงก็จะกลับแล้ว” ซูม่านฉีกระเง้ากระงอด
ซูอวี่ฉีเห็นท่าไม่ดีจึงเลิกม่านรถม้ามองมู่จวิ้นที่กำลังบังคับรถม้า เขาหันกลับมามองนาง “มือปราบมู่ พวกเรามาถูกทางหรือไม่เจ้าคะ”
เขาหัวเราะเสียงเบา “เลยเนินนี้ไปก็มองเห็นทางเข้าหมู่บ้านแล้ว พวกเจ้าสองคนอดทนอีกหน่อย ถึงก่อนฟ้ามืดแน่นอน”
นางค่อยเบาใจปิดม่านรถม้าลง ทว่าสายตากลับมองเห็นสีหน้าครุ่นคิดของสหาย “อะไรหรือ”
ซูม่านฉียิ้มให้นาง “ไม่มีอะไร เห็นเจ้าสนทนากับพี่จวิ้นได้โดยไม่กลัวข้าก็วางใจ” นางเลิกคิ้วอีกฝ่ายจึงรีบอธิบายต่อ “เจ้าไม่รู้อะไร ไม่ว่าสตรีใดเห็นสีหน้าเรียบเฉยของพี่จวิ้น ทุกคนล้วนรู้สึกว่าเขาไม่น่าเข้าใกล้”
“อ้อ” นางเห็นด้วย เพราะคราแรกนางรู้สึกว่าเสิ่นซีหยวนน่าเข้าใกล้กว่ามู่จวิ้น ทว่าหลังออกเดินทางกลับรู้สึกว่ามู่จวิ้นเป็นบุรุษที่พึ่งพาอาศัยได้มากกว่าเสิ่นซีหยวน
ระหว่างเดินทางเขาคอยระวังภัย รอบคอบพอที่จะหยุดเพื่อให้สตรีได้พักเหนื่อย รักษาระยะห่างเพื่อให้พวกนางได้ปลดทุกข์ ได้ล้างหน้าล้างตา กินดื่ม
ระหว่างพักค้างแรมเขาพยายามหาโรงเตี๊ยม ไม่ได้นอนกลางดินกินกลางทรายตามคำแนะนำอย่างนึกสนุกของเสิ่นซีหยวน
หากไม่มีโรงเตี๊ยมเขาก็จะเลือกค้างแรมริมทะเลสาบ ขึงผ้าผืนยาวเอาไว้เพื่อให้สะดวกสำหรับสตรี
รถม้า...ก็เป็นมู่จวิ้นที่ยืนยันว่าต้องใช้ หลังเสิ่นซีเหยียนเห็นว่าเกะกะ เนื่องจากอยากขี่ม้าเพราะความรวดเร็ว ไม่คำนึงว่าพวกนางเป็นสตรี ไม่สะดวกที่จะขี่ม้าบนถนน
หมู่บ้านเถาซาน...
ลึกเข้าไปแนวป่าของเมืองหนานเฉิง หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเพียงไม่กี่ครัวเรือน บ้านบนเขาของมู่จวิ้น ด้านหลังมีสุสานของบิดามารดาของชายหนุ่ม บ้านที่มีเพียงสามห้องเล็กๆ มีเรือนครัว ทว่าก็เก่าทรุดโทรมเหลือเกิน
ก่อนออกเดินทางชายหนุ่มส่งข่าวมาให้หัวหน้าหมู่บ้านรู้ ดังนั้นจึงมีคนมาช่วยดูแลทำความสะอาดให้ก่อนแล้ว แถมหัวหน้าหมู่บ้านยังช่วยจัดเตรียมที่นอนและของกินบางส่วนเอาไว้ให้
ได้ยินซูม่านฉีกล่าวว่าเขามีที่ดินแปลงใหญ่ ทว่าตอนนี้ปล่อยให้หัวหน้าหมู่บ้านเช่าทำนา โดยผลผลิตจะแบ่งสองส่วน ส่วนของเขาหัวหน้าหมู่บ้านขายและส่งเป็นเงินไปให้ ดังนั้นรวมกับเบี้ยหวัดหลายๆ ปีของมู่จวิ้น ในที่สุดเขาก็มีเงินมากพอ ทั้งนี้ก็เพื่อซื้อตัวซูม่านฉีจากเจินอี๋เหนียงให้เป็นอิสระ
ซูม่านฉีกอดแขนหญิงสาว “ที่ตรงนั้นเดิมทีเคยเป็นบ้านของข้า ทว่าเพราะท่านพ่อของข้าติดการพนัน เขาขายข้าไม่พอยังขายที่ดินเพียงที่เดียวที่สามารถทำกัน จากนั้นก็นำเงินไปถลุงที่บ่อนการพนัน ท่านแม่ทนไม่ไหวพาน้องชายของข้าหนีหายไป จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ชะตากรรม ท่านพ่อถูกทวงหนี้มากเข้าก็คิดสิ้น เขาผูกคอกับต้นหูกวางหลังกระท่อม ตอนนี้น่าจะถูกโค่นแล้วเพราะไม่เห็น เดิมทีข้าเป็นเพื่อนบ้านกับพี่จวิ้น”
นางไม่รู้สึกถึงความเศร้าในน้ำเสียงของสหาย ดังนั้นจึงรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง “เรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เจ้าไม่ต้องทนทุกข์เช่นนั้นอีก” นางปลอบ
“อืม” อีกฝ่ายส่งเสียงรับแผ่วเบา
ค่ำคืนนั้นหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ดื่มสุรากับมู่จวิ้น หญิงสาวทั้งสองคนอาบน้ำในห้องมิดชิด น้ำร้อนช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย ด้านนอกมีเสียงอุทานตามมาด้วยเสียงขวดกระเบื้องตกแตก
“แย่แล้วข้านี่ซุ่มซ่ามจริง ทำน้ำมันหอมของเจ้าตกแตกเสียได้ กลิ่นโปรดของเจ้าด้วย”
“ไม่เป็นไร ไว้กลับไปค่อยซื้อใหม่”
“เช่นนั้นเจ้าทนใช้ของข้าไปก่อนก็แล้วกัน เสร็จหรือยังข้าช่วยเจ้าทาน้ำมันหอม”
“วันนี้เจ้าใจดีจัง” นางลุกจากถังน้ำรีบเช็ดตัวแล้วนั่งลงเพื่อให้สหายทาน้ำมันหอมลงบนเส้นผม กลิ่นเหมยกุยเป็นกลิ่นที่ซูม่านฉีชอบ ส่วนกลิ่นดอกอวี้หลานเป็นกลิ่นที่ซูอวี่ฉีชอบ น้ำมันหอมนี้ผู้เป็นนายมอบให้พวกนางคนละขวด
“ตอนนี้พวกเราใช้น้ำมันหอมกลิ่นเดียวกัน มิใช่ว่าออกไปแล้วพี่จวิ้นของเจ้าจะจำคนผิดนะ” หญิงสาวเย้าสหายด้วยอารมณ์ขัน ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของซูม่านฉีนางกลับชะงัก “ม่านม่าน?”
อีกฝ่ายยิ้มคล้ายกลบเกลื่อน “หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าคงผิดหวังน่าดู ข้าก็คือข้า เจ้าก็คือเจ้า พี่จวิ้นไม่มีทางจำผิด เจ้าวางใจ”
นางเลิกคิ้ว “ข้าเพียงเย้าเจ้าเล่น เจ้าคิดไปไกลถึงที่ใด”